เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514110

รายละเอียด

เหลียวหลังเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในทศวรรษหน้า

 
ศ. ดร.อภิชัย พันธเสน
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม
RasmiUn1ap@yahoo.com


โครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปี พ.ศ. 2554 รวมเป็นเวลากว่า 7 ปี และงานวิจัยยังได้แทรกอยู่ในเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ของไทยจนถึงปี พ.ศ. 2559
 
วิวัฒนาการที่สำคัญของงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก (ระหว่างปี พ.ศ.2547 ถึงปี พ.ศ. 2551) เป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มจากการสำรวจสถานภาพของความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเจาะลึกในการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงระดับจุลภาพ ได้แก่ การผลิต การแลกเปลี่ยนและตลาดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างฐานข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ศึกษาปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและพยายามสร้างดัชนีเพื่อวัดความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในระดับพื้นที่ พร้อมกับพยายามศึกษาว่านอกจากชนบทแล้วชุมชนเมืองและชุมชนกึ่งเมืองชนบท จะนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ ? โดยหวังว่าความรู้ทั้งหมดที่ได้จะนำไปสู่นโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับมหภาคต่อไป ซึ่งมีโครงการที่ศึกษานโยบายในระดับมหภาคว่าอะไรคืออุปสรรคที่แท้จริงของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ? และถ้าจะมีนโยบายในระดับมหภาคตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องหลีกเลี่ยงปัญหาอะไรที่เป็นปัญหาเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง ?
 
จากผลการศึกษา ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการวิจัยในระยะที่ 2 เนื่องจากปรากฏว่าอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ที่ความเป็นธุรกิจการเมืองของพรรคการเมืองทุกพรรค ซึ่งได้รับการค้ำยันจากภาคธุรกิจและการเมืองท้องถิ่น รองลงมาก็คือระบบราชการ แต่ในขณะเดียวกันภาคส่วนที่มีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงมากที่สุดก็คือ ภาคธุรกิจเอกชนที่มิได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ภาคประชาสังคมได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากปัญหาที่เกษตรกรประสบและไม่สามารถแก้ไขได้ตามแนวทางการผลิตการเกษตรเชิงพาณิชย์
 
หลังจากปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา สกว. ได้มีโครงการร่วมกับรัฐบาลในขณะนั้นที่จะแก้ปัญหาความยากจนโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ทำให้งานวิจัยของชุดโครงการนี้เน้นหนักไปที่การวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจเป็นสำคัญ ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินกิจกรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแล้วย่อมไม่สนับสนุนธุรกิจการเมือง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ธุรกิจการเมืองจะขาดหลักค้ำยันที่สำคัญไปหลักหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ธุรกิจการเมืองดำรงอยู่ต่อไปได้ยาก อีกทั้งภาคธุรกิจเอกชนก็เป็นภาคสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าหากธุรกิจเอกชนส่วนใหญ่ดำเนินการตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ทิศทางเศรษฐกิจพอเพียงก็จะมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

ช่วงที่สอง (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ถึง มีนาคม พ.ศ.2554) ในช่วงนี้เริ่มเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหุ้น ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศ เพราะแนวคิดที่ใกล้เคียงกับเศรษฐกิจพอเพียงมิได้มีเฉพาะในประเทศไทย การศึกษาแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศจะช่วยให้เกิดกระแสผลักดันในระดับนานาชาติอีกทางหนึ่งด้วย
 
นอกจากนี้ก็มีความพยายามที่จะหาเครื่องมือเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคราชการ โดยสนับสนุนการจัดทำแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ มุ่งหวังให้เป็นตัวอย่างสำหรับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในหน่วยงานของตน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลในขณะนั้น อีกทั้งภาคราชการเองยังกังวลว่า ถ้าหากบริหารราชการตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้ได้งบประมาณลดลง โดยไม่ได้ทำความเข้าใจและสนใจว่าจะทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ผลการวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจเอกชน ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารธุรกิจแบบตะวันตกมาสู่เศรษฐกิจพอเพียง การจัดการประกวดเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นภาคธุรกิจเป็นพิเศษ ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำให้นักวิจัยของโครงการได้รับเชิญเป็นผู้ตัดสินประกวดชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แก่ธุรกิจขนาดต่าง ๆ โดยมีการประกวดทุก ๆ 2 ปีคือ เมื่อปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ.2552 จากนั้นก็มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเองด้วย ซึ่งนักวิจัยของโครงการได้เข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนโดยใช้ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย
 
หลังจากนั้นเป็นต้นมาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น โดยนักวิจัยได้เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จัดทำเป็นมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับองค์กรธุรกิจ โดยมีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของ กปร. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งนับว่าการวิจัยของชุดโครงการวิจัยนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจน่าจะบรรลุเป้าหมายค่อนข้างมากในระดับหนึ่ง

ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของการกระตุ้นด้วยมาตรการภาษี เพราะธุรกิจที่ดำเนินงานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในระดับ “เข้าใจและเข้าถึง” จะมีส่วนในการช่วยลดภาระในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมให้แก่ภาครัฐได้มาก สามารถประหยัดงบประมาณของรัฐได้ในระดับหนึ่ง จึงเป็นการสมควรที่วิสาหกิจในระดับนี้ควรจะได้รับแรงจูงใจทางด้านภาษีจากภาครัฐเป็นพิเศษ
 
ขณะเดียวกันก็มีการต่อยอดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศ โดยมีผลผลิตเบื้องต้นก็คือ School for Wellbeing ที่สนับสนุนโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Centre for Bhutan Studies และมูลนิธิเสถียรโกเศศและนาคประทีป โดยที่สถาบันนี้ได้มีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดทำโครงการวิจัยเพื่อสร้างภาพจำลองสังคมที่ช่วยให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งต่อไปโครงการนี้น่าจะเชื่อมต่อกับโครงการวิจัยประโยชน์สุขจากเศรษฐกิจพอเพียงได้ เพราะมีข้อเสนอเชิงตัวแบบที่น่าสนใจและสอดคล้องกับความหมายของสังคมแห่งประโยชน์สุขเป็นอย่างดี

นอกจากนี้การที่มีพระอาจารย์สุพจน์ ตปสีโล จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี สนใจที่จะทำวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในพระพุทธศาสนา ดังเช่นการปฏิรูปวัดในพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการช่วยยกระดับจริยธรรมของคนในชาติ และเป็นการเสริมกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศโดยรวมได้เป็นอย่างดี ส่วนประโยชน์ที่จะเป็นการเสริมกำลังกันก็คือ โครงการวิจัยของ สกว. ที่เน้นการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based Collaborative Research for Development: ABC) ก็จะได้ใช้งานนี้ไปเป็นประโยชน์ในการร่วมขับเคลื่อนในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็จะสามารถจับคู่ระหว่างวัดและโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขับเคลื่อน “บ้าน-วัด-โรงเรียน” แต่เท่าที่ผ่านมายังมีปัญหาการขับเคลื่อนในสถาบันพระสงฆ์ จึงเป็นงานที่ควรจะต้องมีการพิจารณาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ถ้าหากจะมีโครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงต่อไปในอนาคต
 
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ทำงานต่อเนื่องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเวลานาน หน่วยงานการศึกษาที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเท่าที่ควรคือ สถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากไม่ได้มีการสนับสนุนเป็นพิเศษจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ชุดโครงการวิจัยนี้ทำได้ก็คือ สนับสนุนให้บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเปิดสอนหรือทำวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงมีส่วนผลิตงานวิจัยที่อาจจะใช้เป็นตำรา หรือหนังสือประกอบการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา อีกแนวทางหนึ่งก็คือจัดให้มีเครือข่ายการศึกษาการบริหารธุรกิจตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถาบันการศึกษาที่สนใจ โดยมีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นแม่ข่าย และพยายามสร้างแม่ข่ายย่อยในมหาวิทยาลัยภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรเนื่องจากยังมีปัจจัยหนุนเสริมไม่เพียงพอ
 
สำหรับหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ถึงแม้จะเป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่เริ่มแรก โดยเน้นการสำรวจสถานภาพความรู้และการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข และอุตสาหกรรม เป็นต้น แต่งานทั้งหมดยังมีลักษณะกระจัดกระจายและมิได้มีจุดเน้นที่ชัดเจน งานวิจัยที่จะก่อให้เกิดผลในการขับเคลื่อนจึงมีไม่มาก

ตามที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่างานของชุดโครงการวิจัยนี้ถึงแม้จะมีความพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง แต่ถ้าหากภาครัฐซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณไม่เห็นความสำคัญของงานดังกล่าวก็จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ยาก

ปัจจุบันคณะรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสนอให้นำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทางพัฒนาประเทศต่อไป จึงต้องติดตามดูต่อไปว่ารัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จะให้ความสำคัญกับงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยเพียงใด
 
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะถึงแม้ว่าจะพระราชทานพระราชดำรัสแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2517 อันเป็นการพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก และที่รับรู้ต่อสาธารณชนทั้งประเทศมากที่สุดคือพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานที่ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นเครื่องมือในการบรรเทาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา รวมถึงยังได้ประทานพระราชดำรัสดังกล่าวในวาระต่าง ๆ อีกหลายครั้ง และท้ายที่สุดเมื่อครั้งที่ประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช บางส่วนของพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงยังได้พระราชทานแก่คณะผู้บริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 ดังนี้
 
“เศรษฐกิจพอเพียง” “เศรษฐกิจ” และก็ “พอเพียง” พอเพียงก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าพอเพียงอะไร แต่ความคิดของตัว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9) พอเพียง ก็คือคำว่า ทำอะไรไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ทำอะไรให้มันเกินไป เมื่อทำแล้วได้ผลในการทำ ถ้าได้ผล ก็หมายความว่า ประหยัดสำหรับชาวบ้าน คนที่ทำเศรษฐกิจนี้เอง

ผู้ที่เป็นนักทฤษฎี ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็จะต้องหาเหตุผลของเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ถ้าหาเหตุผลได้ ก็เชื่อว่าเหตุผลนี้ก็จะได้ประโยชน์ เมื่อได้ประโยชน์แล้ว ชาวบ้านในประเทศก็จะได้ประโยชน์ เมื่อได้ประโยชน์แล้ว เขาก็จะมีความร่ำรวยขึ้น โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ถ้าทำได้แล้ว ก็จะเป็นการช่วยให้ประเทศชาติอยู่ได้ ถ้าไม่เอาใจใส่ในความคิดเหล่านี้ งานทั้งหลายที่เราทำก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย”

 
ทั้งหมดนี้สะท้อนความห่วงใยที่พระองค์มีต่อพสกนิกรของพระองค์เป็นอย่างดี เพราะได้ทรงทุ่มเทพระวรกายทั้งชีวิต ทั้งสั่งสอนและลงมือปฏิบัติ โดยหวังจะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงได้กลายเป็นวิถีชีวิตของพสกนิกรของพระองค์ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของพวกเราทุกคน ความห่วงใยของพระองค์ทำให้พระองค์เป็น “ธ สถิตในดวงใจ” แต่เท่านั้นคงไม่เพียงพอ...

หน้าที่ของพวกเราทุกคนจึงควรจะต้องทำการปฏิบัติบูชา เพื่อไม่ให้พระองค์ต้องทรงผิดหวังเหมือนกับพระราชดำรัสที่ว่า “ ถ้าไม่เอาใจใส่ในความคิดเหล่านี้ งานทั้งหลายที่เราทำก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย”
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 04    จำนวนคนเข้าชม : 216   คน