เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2344364

รายละเอียด

ประสบการณ์ศึกษาวิจัยที่ประเทศออสเตรีย
กานต์ บูรณะกรณ์
ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก รุ่นที่ 13
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
kanburanakorn@hotmail.com
อาจารย์ที่ปรึกษา : ศ.ดร.สมยศ พลับเที่ยง
somyotp@nu.ac.th


สวัสดีครับ “ผมชื่อกานต์ เป็นนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งซึ่งมีฐานะทางบ้านปานกลางและที่สำคัญผมไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มีโอกาสไปศึกษาแลกเปลี่ยน หรือทำวิจัยที่ต่างประเทศมาก่อนเลยในชีวิตของผม” ตอนแรกที่ผมทราบจากอาจารย์ว่าผมได้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รุ่นที่ 13 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน ผมรู้สึกแค่นั้นจริง ๆ และถือเป็นโชคดียิ่งขึ้นไปอีกที่ในสัญญาทุน คปก. นี้ อนุญาตให้ผมสามารถไปทำงานวิจัยในต่างประเทศได้ พร้อมงบที่คนใช้เงินค่อนข้างประหยัดแบบผมอยู่ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
 
เมืองที่ผมและเพื่อน (ชื่อ นิมิต) เลือกที่จะเดินทางไปทำงานวิจัยนั้นก็คือ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมืองแห่งศิลปะและดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกครับ...แต่ช้าก่อน ผมเรียนสาขาคณิตศาสตร์แล้วทำไมถึงเลือกมาเมืองศิลปะและดนตรีกันล่ะ...เพราะว่าคณิตศาสตร์นั้นมีความงดงามและยากจะหยั่งถึงเฉกเช่นงานศิลปะ พร้อมกับมีความไพเราะของธรรมชาติและสรรพสิ่งเฉกเช่นเสียงดนตรีนั่นเอง ว่าไปนั่น...จริง ๆ แล้วอาจารย์ต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่ผมและเพื่อนสนใจทำวิจัย ท่านได้ย้ายจากเยอรมนีมาอยู่ที่นี่นั่นเองครับ ผมขอพักเรื่องรายละเอียดการทำงานวิจัยไว้แค่นี้ และขออนุญาตเล่าเรื่องราวของการเดินทางและการผจญภัยของผมและเพื่อนที่ได้เดินทางมายังเมืองที่น่าอยู่แห่งนี้ก่อนนะครับ...

เริ่มแรกเมื่อรู้ตัวว่าอยากจะไปที่ไหนแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องวางแผนว่าจะอยู่อย่างไร กินอย่างไร เดินทางแบบไหน ไปช่วงไหน นานเท่าใด ต้องไปเจอกับอะไรบ้าง เขาพูดภาษาอะไรกัน พอคิดจริง ๆ แล้วมันเยอะแยะเต็มไปหมด เลยได้ข้อสรุปกันว่าคิดช่วงเวลาที่จะไป หาที่พักและเสื้อผ้าเสียก่อนดีกว่า

พอทราบว่าจะต้องเดินทางไปทำวิจัยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์และกลับในช่วงปลายเดือนเมษายน ผมจึงหาที่พักจากอินเทอร์เน็ตและได้ที่พักที่ต้องการในราคาที่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนว่าจะต้องจ่ายค่าหอแพงมหาศาลขนาดนั้น ได้ค่าครองชีพมา 1000 ยูโร ค่าที่พักเล่นผมไปแล้ว 450 ยูโร ต่อจากนี้ชีวิตของผมจะเป็นอย่างไร ไว้ค่อยไปลุยเอาดาบหน้าแล้วกัน...เมื่อโอนเงินจองที่พักเรียบร้อย ก็อุ่นใจไปแล้วว่ามีที่นอนแล้ว ต่อไปคือเสื้อผ้า เนื่องจากผมไม่เคยออกจากประเทศไทยไปยังไปโซนยุโรปกลางมาก่อน สภาพอากาศประเทศโซนนั้นเป็นเช่นไรเคยเห็นแต่ในหนัง แต่ก็พอรู้จากอินเทอร์เน็ตว่าช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วงอากาศหนาว ซึ่งหนาวบ้านเรากับหนาวบ้านเค้ามันคนละเรื่องแน่นอน ก็ไปจัดซื้อเสื้อผ้าตามงบที่ทุนให้มา อย่างเต็มที่ก็ได้เสื้อแขนยาว ลองจอน เสื้อโค้ท รองเท้าบู๊ต จัดมาให้พร้อม อุ่นใจเปราะที่สอง ไปถึงไม่หนาวตายแน่นอน
 

 
เมื่อถึงวันเดินทางผมบังเอิญโชคดีซื้อตั๋วชั้นประหยัดแต่ได้รางวัลอะไรสักอย่าง ทางสายการบินจึงย้ายให้ผมไปนั่งชั้นธุรกิจติดหน้าต่าง ทำให้การเดินทางของผมดูราบรื่นและมีความสุขจริง ๆ เลย เมื่อไปถึงที่กรุงเวียนนา ผมกับเพื่อนถึงกับช็อคไปพักหนึ่งไม่รู้จะไปทางไหนต่อดีเพราะภาษาเขียนที่นี่เป็นภาษาเยอรมันครับ แต่เราได้นัดหมายกับอาจารย์นรินทร์ อาจารย์ที่ปรึกษาของเพื่อนผมไว้ที่สนามบินนี้แล้ว โดยท่านจะเดินทางมาคนละเที่ยวบินเพื่อมาส่งพวกเราพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศ (Prof. Bot) จากนั้นเราทั้งสามคนได้เดินทางเข้าเมืองโดยรถแท็กซี่ไปยังหอพัก และออกเดินสำรวจสถานที่รอบ ๆ เพื่อดูว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ตรงไหน ร้านขายของอยู่ตรงไหน จะหาข้าวกินกันอย่างไร และมหาวิทยาลัยที่เราจะไปทำงานอยู่ตรงไหน หลังจากโหลดแผนที่ใส่โทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว เรื่องร้านค้าและของกินไม่มีปัญหาเพราะอยู่ข้างล่างใกล้ ๆ กับหอพักเลย แต่ที่น่าหนักใจคือออฟฟิศที่เราจะไปทำงานอยู่ห่างจากหอพัก 5 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาเดินประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง พอตกเย็นอาจารย์นรินทร์ก็เข้าที่พักเป็นโรงแรมใกล้ ๆ กับหอพักที่ผมและนิมิตพัก วันแรกที่ไปจึงจบลงด้วยการนอนหลับยาวถึงเช้า

วันต่อมาพวกเราและ Prof.Bot ได้นัดหมายกันว่าจะไปพบกันที่มหาวิทยาลัยเพื่อพาพวกเราไปยังออฟฟิศที่จะใช้เป็นสถานที่ทำงานวิจัย และแนะนำลูกศิษย์ของ Prof.Bot ให้พวกเรารู้จัก พอแนะนำทุกอย่างเรียบร้อย Prof.Bot ก็ขับรถไปส่งผมและนิมิตที่หอพัก และพาอาจารย์นรินทร์ไปส่งที่สนามบินเพื่อรอขึ้นเครื่องกลับไทย
เข้าสู่ช่วงชีวิตจริงที่ต้องคุยกับชาวต่างชาติเองแล้วครับ...
ห้องพักของเรามีสามห้องย่อย แน่นอนเราต้องมีเพื่อนต่างชาติอาศัยอยู่กับเราอีกสองคนแน่นอน แฟลชเมทของผมเป็นหนุ่มปริญญาโท วิศวะ ชาวอิตาลีชื่อ อเลซิโอ กับอีกคนหนึ่งเรียนหมอ เป็นชาวบัลแกเรีย ชื่อคาเมน สองคนนี้ชอบคุยกันตอนเย็นของทุก ๆ วัน และก็มักจะลากผมไปนั่งคุยด้วย ซึ่งผมก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมายก็พอคุยด้วยได้ ในช่วงแรก ๆ นั้นคำไหนที่ผมไม่รู้ก็เปิดดิกชันนารี มีโทรศัพท์กับอินเทอร์เน็ตนี่ช่วยได้เยอะจริง ๆ ครับ โชคดีที่เมืองนี้เขาพูดภาษาอังกฤษกันเยอะพอสมควรเพราะมีนักศึกษามาจากหลากหลายประเทศ ผมก็ได้เพิ่มพูนทักษะการพูดการฟังจากเพื่อนใหม่สองคนนี้ของผม ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่ชวนผมไปนั่งคุยด้วย ซึ่งบางวันคุยถึงตีหนึ่งตีสอง คาเมนนี่ตัวดีเลยครับชอบบังคับให้ผมดื่มไวน์ บอกว่าดื่มไวน์ทุกวันแล้วหน้าจะเด็กและผิวดีเพราะมีแอนติออกซิแดนซ์ (antioxidant) อเลซิโอเป็นคนพูดเก่งครับ มีเพื่อนเยอะแยะมากมาย และที่สำคัญมีเพื่อนเป็นคนไทยด้วย จึงแนะนำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนคนไทยในออสเตรียคนแรกชื่อพี่ตุ๊กติ๊ก

พักเรื่องคนไทยเอาไว้ก่อน กลับมาเรื่องเพื่อนต่างชาติต่อ...ผม อเลซิโอ และคาเมน มักจะพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับวัฒนธรรม การเมือง ชีวิต งาน แม้แต่ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ก็เอามาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว ได้ความรู้รอบตัวเพิ่มมาเยอะมากเลยครับ หลังจากกลับจากทำงานในบางวัน อเลซิโอก็อาจจะชวนผมและคาเมนไปหาอะไรดื่มกัน ทำให้ผมและนิมิตได้รู้จักเพื่อนต่างชาติอีกหลายคนทั้ง วอเตอร์ โยลันด้า แบร์ ซึ่งทุกคนพูดภาษาอังกฤษกับผมและนิมิต และทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกับพวกเขาอยู่ เล่าแล้วก็ทำให้คิดถึงช่วงเวลาตอนนั้นจริง ๆ ครับ เป็นบทเรียนที่สอนให้ผมได้รู้ว่าการคุยกับชาวต่างชาตินั้นไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แม้เราจะฟังเขาไม่รู้เรื่อง พูดไม่ค่อยได้ นึกคำศัพท์ไม่ค่อยออก แต่ถ้าเราพยายามจะอธิบายและอีกฝ่ายพยายามจะรับฟัง เราก็จะสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้ในที่สุด

กลับมาถึงอีกส่วนของชีวิตประจำวันคือการไปทำวิจัยที่ออฟฟิศซึ่งห่างจากที่พักไป 5 กิโลเมตร ช่วงสัปดาห์แรกผมกับนิมิตเดินไปกลับกันทุกวันเลยครับ เคยคิดจะเช่าจักรยาน เจ้าของร้านบอกว่าค่าเช่าสองเดือนซื้อใหม่ได้หลายคันเลย เราเลยล้มเลิกความตั้งใจไป และก็ได้เพื่อนในออฟฟิศชาวเยอรมันชื่อเซบัสเตียน ได้ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ โดยการพาผมและนิมิตไปซื้อตั๋วเดือน ซึ่งสามารถขึ้นรถขนส่งมวลชนอะไรก็ได้ เท่าใดก็ได้ในเวียนนา ถ้าไม่ได้เพื่อนแนะนำ เราคงเสียเวลาการทำงานไปเยอะเลยทีเดียว จากเดินครั้งละเกือบหนึ่งชั่วโมง ลดเหลือไปออฟฟิศใช้เวลาเพียง 10-15 นาทีเท่านั้นเอง เพิ่มเวลาทำงานได้มหาศาลเลยครับ
 
สิ่งที่น่าตื่นเต้นลำดับถัดมาก็คือเรื่องค่าครองชีพครับ อย่างที่ผมบอกไว้ว่าทางบ้านผมไม่ได้มีกำลังจะมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ผมได้ ผมต้องจัดการด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองล้วน ๆ ซึ่งได้เล่าให้ฟังเรื่องค่าที่พักอันโหดร้ายไปแล้วในตอนต้นว่าค่าครองชีพแต่ละเดือนจะเหลือใช้อยู่ประมาณเกินครึ่งมานิดหน่อยเท่านั้น และยังต้องซื้อตั๋วเดือนเพื่อใช้เดินทางอีกด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นค่าอาหารนั้นเหลือให้ใช้อย่างประหยัดจริง ๆ ครับ ลองนึกภาพถ้าเป็นบ้านเราอย่างกินข้าวสักมื้อ หนึ่งอิ่มเต็มที่ข้าวราดแกงหนึ่งจานราคาอยู่ที่ประมาณสามสิบถึงสี่สิบบาทรวมค่าน้ำดับกระหายก็ขอรวบยอดไปว่าหนึ่งมื้อใช้เงินประมาณห้าสิบบาท ถ้าคิดเป็นเงินยูโรก็ 1.25 ยูโร แต่ค่าอาหารที่นี่ไม่ใช่แบบบ้านเรา แถมมีเวลาว่าเช้าทำอะไร กลางวันทำอะไร และเย็นทำอะไรบ้าง (มื้อเย็นแพงกว่ามื้ออื่นเลย) ราคาเริ่มต้นที่ผมเห็นแบบเต็มที่แล้วจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ยูโร ต่ออาหารเพียงหนึ่งอย่าง ถ้าอยู่บ้านเรากินข้าวได้ครบวัน พร้อมน้ำชา กาแฟตามอัธยาศัยเลยทีเดียว และขอเล่าถึงน้ำเปล่าด้วยนะครับ ถ้าบางร้านใจดีก็จะให้ฟรีนะครับ(แต่ก็คิดค่าน้ำแข็งอยู่ดี) แต่ว่าเราสามารถกดได้จากก๊อกน้ำเลยเพราะว่าน้ำก๊อกของที่นี่ดื่มได้ครับ หรือกดจากหอพักแล้วพกใส่ขวดน้ำ
 
การแก้ปัญหาที่จะไม่ต้องซื้อกินจากร้านอาหารคือการทำอาหารกินเองครับ ข้าวของเครื่องใช้ทำครัวไม่เป็นปัญหาครับเพราะว่าที่พักของพวกเรานั้นมีอุปกรณ์ทำครัวไว้ให้เราอย่างครบครัน ตัวผมทำอาหารง่าย ๆ เองเป็น เช่น หุงข้าว เจียวไข่ ผัดผัก ก็แค่ไปซื้อของสดมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตด้านล่างหอพักเพื่อมาทำกินก็หมดปัญหาเรื่องต้องซื้อกินเป็นมื้อแล้วครับ โดยปกติแล้วผมจะทำอาหารในตอนเช้าแล้วก็แบ่งใส่กล่องไว้เพื่อไปกินตอนกลางวันที่ออฟฟิศ และด้วยการที่นิมิตก็ต้องทำอาหารเหมือนกัน เราก็ทำกันคนละอย่างแล้วเอามาแบ่ง ๆ กันกิน ทำให้ได้กินอาหารหลากหลายขึ้น ส่วนมื้อเย็นก็จะเป็นมื้อแห่งความสนุกสนานในการทำอาหารเลยครับ อะไรไม่เคยทำกิน อยากลองก็เปิดอินเทอร์เน็ตหาสูตรแล้วก็ลองทำเอง กินได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ได้ฝึกฝีมือการเป็นพ่อครัวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง สรุปก็คือการทำอาหารกินเอง ดีทั้งปริมาณที่ได้เยอะมาก(อร่อยในบางครั้ง) พร้อมทั้งดีในด้านราคาที่เป็นมิตรกับงบที่เหลืออยู่ ตอนนี้ปัญหาเรื่องค่าอาหารก็หมดไปผ่านฉลุยเลยครับ แถมยังเหลือเก็บไว้ซื้อของฝากได้อีก

ต่อมาก็คือเรื่องเพื่อนคนไทยครับ ยังจำพี่ตุ๊กติ๊กที่นายอเลซิโอพามาแนะนำให้ผมรู้จักได้หรือไม่ครับ เพราะเมื่อรู้จักพี่ตุ๊กติ๊กแล้ว ก็ได้รู้จักเพื่อนคนไทยคนอื่นตามมาอีกเป็นหลายสิบคน คนไทยกลุ่มนี้แหละครับที่ทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์ของผมเมื่อครั้งที่ยังไม่รู้จักใครก็ได้แต่เดินเล่นถ่ายรูปสถานที่ใกล้ ๆ ที่พักเพราะกลัวหลง หรือนั่งแทรม(คล้ายรถราง)เล่นดูรอบ ๆ ตัวเมืองเวียนนา เปลี่ยนเป็นจัดทริปไปเดินเขา ไปเดินป่า ไปชิมไวน์ ไปเที่ยวเมืองรอบ ๆ จนกระทั่งไปเที่ยวเมืองไกล ๆ บอกได้เลยว่าเงินที่ใช้อย่างประหยัดมานั้นจบสิ้นกันแล้ว แต่ก็แลกมาด้วยประสบการณ์แสนคุ้มค่าที่ได้ไปเปิดหูเปิดตา และเปิดโลกทัศน์มากมายเลยครับ เพราะนอกจากการทำงานวิจัยที่ออฟฟิศในวันจันทร์ถึงศุกร์แล้ว ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยากไปทำอะไรนอกเหนือจากงานบ้าง ก็ต้องขอขอบคุณคนไทยกลุ่มนี้นะครับที่ทำให้ผมได้เจอกับโลกใบใหม่ มุมมองใหม่ แนวความคิดใหม่ เนื่องจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ แต่ละคนนั้นมาจากหลากหลายสาขาวิชา และบางท่านเป็นถึงระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยกันแล้ว ทำให้โลกของผมกว้างขึ้นอีกเยอะมากเลยครับ
 
เมื่อครบกำหนดเวลาที่จะต้องเดินทางกลับ ช่างเป็นช่วงเวลาที่สุขใจที่จะได้กลับบ้าน และทุกข์ใจที่จะต้องจากลาเพื่อนใหม่และเมืองแสนวิเศษแห่งนี้ไป รู้สึกเหมือนบางสิ่งบางอย่างยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นดี แต่สุดท้ายผมและนิมิตก็ต้องไปคืนกุญแจห้องพัก แล้วออกเดินทางกลับมายังสนามบิน โดยครั้งนี้เราเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งเราซื้อตั๋วกันเป็นแล้ว (ถูกกว่าแท็กซี่ขามาเยอะมาก)...

การผจญภัยในต่างแดนของผมและเพื่อนในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ที่ให้โอกาสเดินทางไปทำวิจัยในต่างประเทศในครั้งนี้ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีและน่าประทับใจที่สุดซึ่งจะตราตรึงในความทรงจำของผมไปตราบนานเท่านาน
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 77    จำนวนคนเข้าชม : 116   คน