เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2284353

รายละเอียด

การวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมในหน่วยทหาร
สัมภาษณ์ : รศ.ดร.อุดมเกียรติ นนทแก้ว
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ผู้ประสานงานชุดโครงการอุตสาหกรรมความมั่นคงและเทคโนโลยีทางอากาศ
เรียบเรียง : รัตนวดี เศรษฐจิตร
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม

“นวัตกรรม” นับเป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งในยุคนี้ เพราะดูเหมือนว่าผู้คนต่างคาดหวังกับสิ่งใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ที่จะช่วยใช้ชีวิตดีขึ้น สะดวกขึ้น พร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง แล้วถ้ากล่าวถึง “นวัตกรรมของคนไทยโดยคนไทย” เราจะนึกถึงอะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาเรามักพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศจนเคยชิน
ทำไมต้องสร้างเอง ในเมื่อการซื้อมาจะทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า
ในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาสักอย่าง การสร้างเองทำให้เรามีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ เมื่อสร้างได้ก็จะรู้วิธีการซ่อมบำรุง การต่อยอด ดังนั้นการสร้างไม่ได้ทำให้เกิดแค่สิ่งประดิษฐ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้ได้ “คน” ที่มีสมรรถนะ มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองและเอาไปขยายผลได้ การพัฒนานวัตกรรมจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามแต่สิ่งที่ได้แน่นอน คือ ความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้น ๆ โดยเมื่อพิจารณาข้อดีของการสร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ได้แก่ (1) เราสร้างของได้ตรงกับที่เราต้องการ (2) มีองค์ประกอบมากมายที่จะเกิดขึ้นมาพร้อมกับการสร้าง ได้แก่ นักวิจัย นักออกแบบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้สร้างวัสดุ ฯลฯ เกิดเป็นองคาพยพทั้ง supply chain เช่น การสร้างเครื่องบินทะเลขึ้นมาสักลำ ทำให้มีทั้งฝั่งผลิต ฝั่ง operation ฝั่งมาตรฐาน ฝั่งผู้กำกับมาตรฐาน เกิด supply chain เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้คนมีงานทำมากมายที่อยู่ในแวดวงนี้ จากนั้นจะทำให้เรามีคนที่มีประสบการณ์ที่เคยทำงานภายใต้กฏระเบียบที่เคร่งครัด ซึ่งจะมีทักษะและเป็นกำลังของชาติที่จะไปต่อยอดทำสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นระบบ เป็นองคาพยพที่จะเกิดขึ้นตามมา

เมื่อเราได้ทดลองทำ เราจะมีความสามารถในการเลือกซื้อในอนาคต (smart buying) เราจะรู้ว่าเราต้องการแค่ไหน มีอะไรบ้างที่ผู้ขายให้เราเกินความจำเป็น เพราะประเทศหนึ่ง ๆ ไม่สามารถผลิตของใช้ได้เองทั้งหมด แม้แต่ประเทศมหาอำนาจก็ต้องซื้อ ซึ่งการซื้อของต้องรู้จักวิธีการซ่อมบำรุงแบบชาญฉลาด (smart maintenance) ด้วย
การสร้างนวัตกรรมมีขั้นตอนอย่างไร
1. ขั้นตอนการคิด ด้วยความเป็นวิศวกร การทำงานจึงเริ่มคิดแบบวิศวกร นั่นคือคิดจากปลายทางมาสู่ต้นทาง โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาสมรรถนะ ข้อกำหนด หรือ spec ของสิ่งที่อยากได้ เป็นการคิดถึง function การทำงานก่อน จากนั้นคิดย้อนกลับไปมาว่าถ้าเราต้องการ function การทำงานภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมแบบนี้ ตัวแบบจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร แล้วค่อยมากำหนดว่าใช้วัสดุอะไร มีกระบวนการแบบไหน ใช้มาตรฐานอะไรในการกำกับดูแล เป็นการคิดจากปลายทางสู่ต้นทางแล้วจึงค่อยทำ conceptual design และออกแบบรายละเอียดการทำงาน (detail design) ในลำดับถัดมา

2. ขั้นตอนการปฏิบัติ เป็นการใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาสร้าง เป็นพื้นฐานในการประกอบสร้างขึ้นมาเป็นลำดับขั้นจากต้นทาง ค่อย ๆ ทำของชิ้นนั้นขึ้นมา โดยครั้งแรกสุด เราเรียกสิ่งนั้นว่า “สิ่งประดิษฐ์” (invention) ซึ่งสิ่งประดิษฐ์พวกนี้อาจเป็น prototype ที่ใช้ทดสอบการทำงานว่าทำงานได้ไหม เอาวัสดุมาใช้ มาประกอบ จนพอใจใน function ตามที่ตั้งต้นคิดไว้

3. นำไปพัฒนาต่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ซึ่งสิ่งประดิษฐ์นั้นจะพัฒนาต่อเป็นนวัตกรรม

“สิ่งประดิษฐ์ เราจ่ายเงินเพื่อให้ได้ของมา แต่นวัตกรรม ทำให้เกิดเงินตราที่ตามมา”
มีสิ่งประดิษฐ์มากมาย เหตุใดส่วนใหญ่จึงไปไม่ถึงนวัตกรรม
ในการทำงานสร้างนวัตกรรมมีเงื่อนไขมากมายเข้ามาประกอบ เพราะสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายผู้ใช้ไม่ได้เป็นผู้ประดิษฐ์ ผู้ใช้ไม่เข้าใจหลักการทำงานของนวัตกรรมเหล่านั้น เขาใช้ทำงานตามต้องการ ดังนั้นสิ่งประดิษฐ์ภายใต้มาตรฐานที่สังคมยอมรับ ภายในคุณภาพที่ทุกคนพอใจจึงต้องมีกระบวนการมากมายที่จะพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ไปสู่นวัตกรรมได้

แม้บ้านเรามีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย แต่มักก้าวไม่พ้น “หุบเหวแห่งความตาย” (Valley of death) เนื่องจากสิ่งประดิษฐ์มักมีราคาแพง เพราะเรามักสร้างขึ้นมาชิ้นเดียว แต่การทำนวัตกรรมต้องทำจำนวนหลายชิ้น ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น มีผู้ใช้ การตลาด ผู้ดูแล คู่มือ และองค์ประกอบอีกมากมายที่ต้องลงทุน ดังนั้นการปรับจากสิ่งประดิษฐ์ไปเป็นนวัตกรรมสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การหาลูกค้าเริ่มต้นเป็นลำดับแรก
ตัวอย่างของการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ไปเป็นนวัตกรรม
“เครื่องบินทะเล” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทดลอง model นี้ โดยมีบริษัทหนึ่งต้องการสร้างเครื่องบินทะเลรุ่นใหม่ ๆ ดังนั้นเขาต้องหาลูกค้ารายแรกก่อน เรียกว่า “launching company” เป็นลูกค้ารายแรก เมื่อรู้ว่ามีลูกค้าที่ซื้อแน่ ๆ เขาจะลงมือประดิษฐ์ แล้วเปลี่ยนสิ่งประดิษฐ์นั้นเป็นนวัตกรรม

“จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่สำนักวิจัยและพัฒนากองทัพเรือ (สวพ.ทร.) เสนอมาที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ของบทำเครื่องบินทะเล นักวิจัย คือ พลเรือโทสมหมาย ปราการสมุทร ต้องการสร้างเครื่องบินทะเลที่มีภารกิจที่หลากหลาย มากกว่าการรบ เช่น การกู้ภัย การท่องเที่ยว การลาดตระเวน สกว. จึงมอบหมายให้ผมดูแล ประสานงาน ดำเนินโครงการ ประเมินทุนวิจัย จนทางทหารเรือสร้างสำเร็จ พบว่าเครื่องบินลำนี้มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปในเชิงพาณิชย์ได้ เลยนำไปขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จะพัฒนาเป็นนวัตกรรม” โมเดลการทำนวัตกรรมนี้มีลูกค้ารายแรกเป็นรัฐบาล กองทัพเรือ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลก็มีปัญหาเรื่องการปกป้องผลประโยชน์ชาติทางทะเลอยู่ รัฐบาลมีศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ร่วมปกป้องผลประโยชน์ชาติทางทะเล ทางทหารเรือเป็นหัวหน้าทีม เครื่องบินทะเลนี้มี operation cost ต่ำ จึงไปเจรจากับรัฐบาลและกองทัพเรือ ขอให้พวกเขาเป็นลูกค้าเริ่มต้น ได้งบประมาณมา 25 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเครื่องบินให้มีมาตรฐานสากล ที่ต้องเข้มงวดมากเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตคน ดังนั้นจึงเป็นการเข็นเครื่องบินนี้ข้ามหุบเหว โดยที่เราสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาห้าลำ สองลำแรกเอาไว้ทดสอบการบินเพื่อให้เกิดการรับรองมาตรฐาน ส่วนที่เหลือมอบให้ ศรชล. ใช้เพื่อเป็นผู้ประเมินสมรรถนะแล้วทำงานร่วมกัน จากนั้นเราจะนำข้อมูลจากผู้ทดลองใช้มาปรับปรุงให้เครื่องบินเหมาะสมกับภารกิจ แล้วค่อยขยายผลไปสู่การตอบโจทย์เรื่องการท่องเที่ยวซึ่งจะกลายเป็นพาหนะที่เหมาะกับประเทศที่มีเกาะแก่งต่าง ๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะกลายมาเป็นลูกค้าในอนาคต
 
ความฝันของงานนี้คือ การผลิตเครื่องบินทะเล 12 ที่นั่ง มีลักษณะคล้ายรถตู้บินได้ ใช้ท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งการมองตลาดตรงนี้ได้คุยกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวแล้วมีความสนใจมาก แต่นวัตกรรมต้องการการพัฒนา เราจึงต้องเริ่มต้นกับผู้เชี่ยวชาญก่อน พอชำนาญ ผู้ผลิตเก่งแล้ว ค่อยขยายผลไปเชิงพาณิชย์ พลเรือน ท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะนำไปใช้ในการท่องเที่ยวได้ใน 5-6 ปีนี้

ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันเป็นลูกค้า ต้องช่วยกันวิพากษ์ วิจารณ์ ช่วยกันส่งข้อกำหนดการใช้งานไปบอกผู้ประดิษฐ์ เพื่อให้เขาได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ และเมื่อมีคนซื้อของไปใช้แล้ว เงินจำนวนหนึ่งจะถูกนำไปพัฒนาเป็น version ถัด ๆ ไปที่จะดียิ่งขึ้น แต่หากไม่มีลูกค้า ไม่มีผู้ใช้ สิ่งนั้นก็จะตกลงไปในหุบเหวแห่งความตายเสมอ
นวัตกรรมในบริบทสังคมไทย
ประเทศไทยเป็นสังคมเปิดมานาน คนไทยชอบใช้เทคโนโลยีที่มีสมรรถนะสูงมานานแล้ว ดังนั้นการที่จะให้คนไทยมาใช้นวัตกรรมไทยที่อาจยังไม่ไฮเทคมากนัก ในช่วงเริ่มต้นอาจเป็นการเรียกร้องที่เกินเลยไป แต่คนกลุ่มหนึ่งที่น่าจะมาทำหน้าที่นี้ก่อนคือ “ภาครัฐ”

“ในแต่ละปีภาครัฐมีงบประมาณแผ่นดินที่ต้องซื้อของมาใช้ หากจัดสรรงบประมาณ 20-30% มาอุดหนุนนวัตกรรมไทย ให้ผู้ประดิษฐ์ชาวไทยได้มีพละกำลัง มีรายได้ มีลูกค้า มีโจทย์มาพัฒนาต่อ ผมเชื่อว่าในระยะเวลา 30 ปี ประเทศไทยจะพัฒนาไปในทางที่ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ทำเมื่อ 30-40 ปีก่อนนี้ได้ การประดิษฐ์สามารถทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าในตลาดซึ่งมีหลากหลายมาก เรามีช่องทางเสมอในการทำตลาด ขอให้ได้ทำขึ้นมาก่อน ซึ่งหากมีคนเชื่อมั่นและพัฒนาพร้อมไปกับเราแล้วเข้าใจธรรมชาติของนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ว่ามีวิวัฒนาการ สนองความต้องการของผู้ใช้ อย่างไรเราก็สู้ได้ เราหาหนทางทำตลาดเฉพาะ (niche market) ได้อยู่แล้ว อย่างนาฬิกายังมีขายตั้งแต่ราคา 200 ถึง 2,000,000 บาท ดังนั้นจึงอยากให้สังคมไทยคิดว่าอย่างไรเราก็สู้เขาได้ ถ้าเราตั้งใจสู้”
 
ด้วยคนไทยมีโลกทัศน์ที่เปิดมาก และมีความตื่นตัวทางเทคโนโลยีสูง ดังนั้นถ้าเรารณรงค์ให้ถูกช่อง ถูกทาง ถูกวิธี คนไทยก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก
 

นวัตกรรมเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาประเทศ
ในการขับเคลื่อนประเทศโดยมีเป้าหมายให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (middle income trap) ซึ่งหมายถึงการเพิ่มรายได้ไปอีก 1 เท่าตัวแล้ว เราจะสร้างรายได้อย่างไร ในมุมมองของผมเราต้องพัฒนานวัตกรรม คือ (1) ใช้เองในประเทศ สร้างตลาดภายในที่คิดเอง ทำเอง ใช้เอง พัฒนาเอง (2) เมื่อทำเองดีแล้ว เอาไปขายประเทศอื่น ๆ เพราะโลกทุนนิยมทุกประเทศมีทั้งคนรวยและคนจน ดังนั้นโลกยังต้องการสินค้าทุกระดับ ตั้งแต่สินค้าไฮคลาส ดีเลิศ ดี พอใช้ หรือพอให้มีใช้

ถ้าอยากหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ เป็น project manager เป็น chief engineer พร้อม ๆ กับการสร้างมาตรฐานด้วย
มาตรฐานสำคัญอย่างไร
สินค้าทุกชนิดต้องมีมาตรฐาน เพราะมาตรฐานจะคุ้มครองผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม สังคมไทยต้องเรียนรู้ว่า ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจหรืออะไรก็ตามมันเป็นการแลกเปลี่ยน ที่เราต้องแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ประกอบการไทย ผู้พัฒนานวัตกรรมไทย ต้องตระหนักตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องผลิตขึ้นมาก่อนให้ได้ แม้คุณภาพจะต่ำไปในช่วงแรก ๆ แต่ต้องมีเป้าหมายปลายทางที่มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพสูง คุ้มค่ากับเงินที่ลูกค้าจ่ายมา
บทเรียนจากประสบการณ์การดูแลโครงการวิจัยระดับร้อยล้าน
การทำวิจัยวิศวกรรมขนาดใหญ่ หัวใจอยู่ที่การบริหารจัดการโครงการ (project management) งานวิจัยอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) ทำให้เรียนรู้ว่าประเทศไทยขาดบุคลากรสำคัญที่เป็น project manager ซึ่งงาน UAV นี้ นอกจากจะต้องสร้างเครื่องบินแล้ว เรายังต้องสร้างวิธีการทำงานด้วย เราได้ลองผิดลองถูก หาหนทางในการบริหารจัดการโครงการ พยายามสร้าง project manager นอกจากนี้ยังค้นพบอีกว่า กลไกสำคัญอีกอย่างคือ หัวหน้าวิศวกร (chief engineer) ซึ่งคนนี้เองที่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จ โดยประเทศไทยขณะนี้ยังขาดอยู่ทั้งสองตำแหน่ง
บทบาทของผู้ประสานงานต้องทำอะไรบ้าง
จากประสบการณ์ 10 ปี ในการเป็นผู้ประสานงานที่บริหารจัดการให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ร่วมกับหน่วยทหาร คือ โครงการเครื่องบินไร้คนขับ โครงการใบจักรเรือสำหรับเรือกวาดทุ่นระเบิดของกองทัพเรือ การผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนความเร็วสูง หุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด เครื่องบินทะเล…หน้าที่หลักของผู้ประสานงานคือ “คุณอำนวย” ที่อำนวยทุกอย่างให้คนที่จะต้องลงมือทำงานนั้นทำงานได้สำเร็จ

1. การพัฒนาโครงการ เริ่มรับโจทย์จากผู้ใช้ หน้าที่ของผมคือ วิเคราะห์โจทย์ สื่อสารกับเจ้าของโจทย์ก่อน บางครั้งต้องไปช่วยกำหนดโจทย์ เพราะเรามีความรู้ทางวิศวกรรม มีประสบการณ์พอที่จะเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ จากนั้นก็ไปคุยกับนักวิจัย ต้องสื่อสารและประเมินว่ามีศักยภาพที่จะสร้างความรู้เรื่องนั้น ๆ ได้

เมื่อเริ่มทำมากก็จะเกิดทักษะ ดังนั้นสิ่งที่อยากได้มากก็คือ คนที่มีศักยภาพที่จะสร้างทักษะ มีคุณสมบัติ อึด ถึก ทน คือ กัดไม่ปล่อย พร้อมไปหาความรู้ ทะลุทะลวง ทำทุกอย่างให้สำเร็จ

2. ประสานงานกับแหล่งทุนเพื่อขอรับทุนในจำนวนที่เพียงพอกับการทดลอง เพราะหากมีเงินไม่มากพอ เขาก็ทำไม่สำเร็จ ต้องทำแผน A-B แก้ปัญหาระหว่างทาง

3. พิจารณาโครงการ เมื่อเกิดเป็นข้อเสนอโครงการก็ต้องหาผู้ประเมิน ให้มาช่วยมองในมุมที่เราไม่ได้มอง ให้มาช่วยติ ช่วยติง มาเสนอแนะ โดยมักตกลงกับผู้ประเมินว่า นี่ไม่ใช่การคุมวิทยานิพนธ์ หน้าที่ของผู้ประเมิน คือ การมาช่วยเหลือ ให้ความเห็น ให้งานสำเร็จได้ ติได้แต่ต้องติเพื่อก่อ เพราะในมุมของคนที่อยากให้โครงการเกิดขึ้นก็จะเห็นแต่สิ่งดี ๆ เราอยากหาคน third party / fourth party มามองว่าน่าจะมีจุดนั้นจุดนี้จากประสบการณ์ของเขา พอเราทำสมบูรณ์แล้ว ก็จะมอบทุน ตามไปดู ไปให้คำปรึกษา หาผู้ช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน

4. ดำเนินการวิจัยตามแผนงาน และเมื่อเราทำสำเร็จ เรามีหน้าที่ defend แต่ถ้าล้มเหลว เราก็มีหน้าที่ปกป้องเขา ผมคุยกับนักวิจัย ผมมีบทบาทเป็นตัวแทน สกว. แต่เมื่อคุยกับ สกว. ผมก็เป็นตัวแทนของนักวิจัย เราต้องปกป้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็น สกว. ผู้ประกอบการ นักวิจัย นี่คือหน้าที่ของผู้ประสานงาน หรือคุณอำนวย หรือพูดง่าย ๆ ว่าต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จ

“การทำนวัตกรรมนั้น มีความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ มีความสำเร็จเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่เมื่อเราอยากเซอร์ไพรส์ทุกวัน ก็ต้องสั่งสมทักษะ ประสบการณ์ ทำงานโดยอาศัยความรู้ จะสังเกตว่าคนมีความรู้มักกล้าทำ กล้าล้มเหลว เพราะหลังจากการล้มเหลว ทักษะและประสบการณ์จะงอกงามทุกครั้ง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมมักบอกทีมเสมอ คือ สิ่งที่พวกเราต้องการไม่ใช่เพียงความสำเร็จของงาน แต่นักวิจัยต้องได้ทักษะ ประสบการณ์ที่งอกงาม เพราะความสำเร็จเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวทำให้เราภูมิใจแล้วก็หายไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือประสบการณ์ของนักวิจัย เมื่อมีประสบการณ์มาก การเซอร์ไพรส์ก็เกิดขึ้นมาก”
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 72    จำนวนคนเข้าชม : 67   คน