เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2284348

รายละเอียด

แนะนำการเขียนโครงการวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ : เก็บตกจากโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ฝ่ายวิชาการ สกว. สัญจร”
ศาสตราจารย์ ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์
เมธีวิจัยอาวุโส
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ศาสตราจารย์อาวุโส สาขาสรีรวิทยา
หน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก และภาควิชาสรีรวิทยา
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
narattaphol.cha@mahidol.ac.th


ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในโครงการ “ฝ่ายวิชาการ สกว. สัญจร” ซึ่งริเริ่มโดย รศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว. โดยมีคณะทำงานหลักคือ ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ศ. ดร.สักกม น เทพหัสดิน ณ อยุธยา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. รศ. ดร.กรรณิการ์ วงศ์ดี คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผศ. ดร.รินา ภัทรมานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และตัวผมเอง โครงการนี้ได้รับความกรุณาจากทีมผู้ทรงคุณวุฒิของ สกว. หลายท่าน ดังรายนามในตารางที่ 1
 

 

 

 
ฝ่ายวิชาการฯ เดินทางไปทั้ง 4 ภาค เพื่อบรรยายวิธีการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยที่ดี และกลยุทธ์ในการเขียนบทความที่มีคุณภาพสูง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยส่งร่างข้อเสนอโครงการและร่างบทความวิจัย เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้คำแนะนำปรับปรุงในรูปแบบของกลุ่มย่อย ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ช่วยนักวิจัยใหม่ในการปรับข้อเสนอโครงการวิจัย จึงขอรวบรวมประเด็นที่ผมพบบ่อยมาถ่ายทอดให้นักวิจัยรุ่นใหม่ดังนี้ครับ หวังว่าจะมีส่วนช่วยให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในการเขียนโครงการวิจัยในอนาคตครับ โดยเฉพาะการขอทุนนักวิจัยและอาจารย์รุ่นใหม่ของฝ่ายวิชาการ สกว.

1. ข้อเสนอโครงการต้องเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษและมีหัวข้อครบตามที่ระบุในประกาศทุนและแบบฟอร์มอย่างเคร่งครัด มีหลายโครงการที่ไม่ระบุบางหัวข้อ อาทิ equipment และ scope of research ซึ่งทำให้ไม่สามารถประเมินความพร้อมของนักวิจัยได้

2. ชื่อโครงการวิจัยควรระบุจุดประสงค์หลักที่ต้องการศึกษา ควรกล่าวถึงโมเดลที่ต้องการศึกษาอย่างย่อ ๆ (เช่น เป็นการศึกษาในระดับ in vitro และ in vivo การศึกษานี้เป็นงานวิจัยในมนุษย์หรือในสัตว์ทดลองสายพันธุ์ใด หากเป็นการใช้เซลล์เพาะเลี้ยง ควรระบุชนิดของเซลล์ อาทิ primary cell culture หรือ cell line) หลีกเลี่ยงการใช้หัวข้อที่กว้างมาก ๆ (หัวข้อที่กว้างเหมาะกับโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการชุดที่มีเป้าหมายที่รอบด้าน) กล่าวคือ เมื่อผู้ประเมินอ่านหัวข้อ ควรได้คำตอบคร่าว ๆ ว่าจะทำวิจัยในระดับ in vitro หรือ in vivo วิจัยในสิ่งมีชีวิต species ใด ใช้เทคนิคระดับไหน และตัวแปรหรือจุดประสงค์หลัก ๆ คืออะไร อนึ่งชื่อภาษาไทยก็ควรสอดคล้องกับภาษาอังกฤษ
 

 
3. บทคัดย่อควรประกอบด้วย

– ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานของเรื่องประมาณ 2–3 ประโยค

– ความสำคัญของโจทย์วิจัยและสมมติฐาน การระบุสั้น ๆ เพียงว่า “ยังไม่มีผู้ศึกษามาก่อน” หรือ “ยังมีความรู้ด้านนี้ไม่ครบถ้วน” โดยไม่อ้างหลักฐานว่าทำไมถึงยังไม่มีผู้ศึกษา (ทั้งที่นักวิจัยมักกล่าวว่าโจทย์วิจัยนั้น ๆ “มีความสำคัญ”) หรืออ้างว่าข้อมูลที่มีในปัจจุบันยังไม่ครบถ้วนนั้นไม่เพียงพอที่จะใช้สนับสนุนความสำคัญของโจทย์วิจัย กล่าวคือควรอธิบายให้ชัดเจน เช่น สาเหตุที่ยังไม่สมบูรณ์เป็นเพราะเทคนิคที่มีในอดีตยังไม่แม่นยำพอ ในงานวิจัยนี้จะใช้เทคนิคที่แม่นยำมากขึ้น หรืองานวิจัยก่อนหน้านี้ไม่ได้คำนึงถึงตัวแปรบางตัวที่อาจส่งผลต่อการวิเคราะห์ทางสถิติ เป็นต้น

– ต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน สั้นและกระชับ ควรใช้ประโยคตรง ๆ เช่น The objectives of this study are… แทนที่จะบรรยายไปรวม ๆ และให้ผู้ประเมินทำความเข้าใจเองว่าข้อความในส่วนนี้คือวัตถุประสงค์

– อธิบายแผนงานวิจัย (experimental design) คร่าว ๆ ให้เห็นความเชื่อมโยงของแต่ละการทดลอง

– อธิบาย output และ impact ของงาน เช่น กล่าวตรง ๆ ว่าจะตีพิมพ์กี่เรื่อง และงานวิจัยนี้จะมี potential translation หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร

4. หัวหน้าโครงการวิจัยควรทุ่มเทเวลาทำวิจัยอย่างน้อย 18–20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

5. หัวข้อ introduction และ significance เป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องสื่อให้เห็นว่า งานวิจัยนี้มี global impact (กล่าวคือ เป็นงานที่จะได้รับความสนใจในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลงตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Quartile 1 หรือ 2 ได้) หลายโครงการยังขาดการอธิบาย global impact ของงานวิจัย เช่น ต้องการสกัดสาร X จากพืชท้องถิ่นชนิดหนึ่งเพื่อนำมาใช้รักษาโรคหนึ่ง แต่ไม่มีส่วนใดของงานที่ศึกษาสมบัติของสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบอย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้งานนี้มีแต่ local impact และลดโอกาสในการตีพิมพ์หรือตีพิมพ์ในวารสารที่คุณภาพยังไม่สูง อีกตัวอย่างเช่น ต้องการใช้สาร Y ซึ่งสกัดจากพืชท้องถิ่นมาทดแทนผลิตภัณฑ์ที่มีใช้อยู่แล้วทางคลินิก ในกรณีนี้ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ทั้งสารเคมีที่มีผู้ตีพิมพ์และจดสิทธิบัตรมาก่อนหน้านี้แล้วมีจุดด้อยตรงไหน (การอธิบายเพียงว่า สารที่จะศึกษาไม่ซ้ำกับสิทธิบัตรอื่น ๆ หรือน่าจะราคาถูกกว่าที่มีอยู่เดิมนั้นไม่เพียงพอ) และต้องใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนว่าดีกว่าอย่างไร (เช่น ระบุว่าสารนี้มีโครงสร้างทางเคมีแบบนี้ ทำให้น่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า เนื่องจากจะจับกับตัวรับได้ดีขึ้น เป็นต้น)
 

 
6. literature review ส่วนใหญ่ไม่ครบถ้วนและไม่ครอบคลุม ที่พบบ่อยมักจะกล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานทั่ว ๆ ไป สิ่งที่มักขาดคือ

– ไม่อธิบายความรู้ที่นำไปสู่การตัดสินใจเลือกตัวแปรที่จะวัดหรือศึกษา เช่น ต้องการศึกษาการแสดงออกของยีน A, B และ C ซึ่งเกี่ยวข้องกับ inflammation แต่ไม่ได้ review ว่า ทำไมควรวัดทั้ง A, B และ C ในทุนวิจัยลักษณะนี้ ควรแสดงให้เห็นว่าได้มีการตัดสินใจเลือกตัวแปรทุกตัวอย่างรอบคอบ โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวสนับสนุนการตัดสินใจ

– ไม่กล่าวถึงงานวิจัยของกลุ่มวิจัยอื่นที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ถ้าจะศึกษาผลของยา M ในการลดความรุนแรงของ retinopathy ในหนูที่เป็นโรคเบาหวาน จะต้องทบทวนวรรณกรรมว่ามี potential drug ที่รักษา retinopathy อะไรบ้างที่อยู่ในตลาดหรืออยู่ในระหว่างการวิจัยโดยกลุ่มวิจัยอื่น กลไกหลัก ๆ ของยาเหล่านั้นคืออะไร และยา M ที่จะศึกษามีจุดเด่นต่างจากยาที่มีผู้ศึกษามาแล้วอย่างไร ถ้ากลไกเป็นแบบเดียวกัน ต้องอธิบายว่าทำไมยา M จึงน่าจะดีกว่า ตัวอย่างที่พบบ่อย อาทิ มียา N ที่ขายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งรักษาโรคด้วยการลด oxidative stress นักวิจัยเห็นว่า ยา M ก็มีผลลด oxidative stress เหมือนกัน ก็เลยนำมาศึกษา โดยที่ไม่ได้อธิบายว่าเพราะเหตุใดยา M จึงควรจะดีกว่ายา N

– ไม่เน้นจุดเด่นของสิ่งที่จะศึกษา แต่นักวิจัยมักเน้นว่าสิ่งที่จะศึกษาคล้าย ๆ กับสิ่งที่มีผู้ศึกษามาก่อน หรือมีกลไกคล้ายกับที่มีผู้ศึกษามาก่อน ซึ่งที่จริงเป็นจุดอ่อน ทำให้งานขาดความใหม่และขาดความคิดริเริ่ม เช่น “สาร F เป็น antioxidant จึงสามารถใช้รักษามะเร็งตับได้ เนื่องจากมะเร็งตับเกิดจาก reactive oxygen species และมีรายงานว่ายาที่บริษัท G ขายก็เป็น antioxidant เหมือนกัน ดังนั้นสาร F น่าจะเป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยมียาราคาถูก” เป็นต้น

– ไม่อธิบายโมเดลสัตว์ทดลองที่ศึกษา ตลอดจนข้อจำกัดของสัตว์ทดลองสายพันธุ์นั้น ๆ เช่น ทำไมจึงเลือกใช้ streptozotocin-induced diabetic rat มาศึกษา ทั้งที่โจทย์วิจัยเป็น type 2 diabetes mellitus เป็นต้น ในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าใช้ streptozotocin-induced diabetic rat ไม่ได้ แต่ต้องอธิบายเหตุผลหรือเปรียบเทียบให้เห็นข้อดีข้อเสียกับโมเดลอื่น

7. หลายโครงการไม่ได้ระบุสมมติฐานของงานวิจัย หรือระบุแต่ไม่ให้เหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดตัวแปรจึงควรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนั้น

8. ระเบียบวิธีวิจัยควรเริ่มอธิบายจาก experimental design ซึ่งเน้นความเชื่อมโยงของแต่ละการทดลอง และสื่อให้เห็นภาพว่าตัวแปรที่ต้องการวัดจะไปตอบสมมติฐานได้อย่างไร นักวิจัยจำนวนหนึ่งเขียนระเบียบวิธีวิจัยในลักษณะเดียวกันกับที่เขียนบทความวิจัย เช่น อธิบาย animals ตามด้วย chemicals, western blot, blood chemistry, image analysis ฯลฯ โดยไม่แสดงเหตุผลของการใช้เทคนิคเหล่านั้น ควรเน้นอธิบายการแบ่งกลุ่ม ชนิดของตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม ตลอดจนอธิบายว่าเทคนิคที่เลือกใช้เหมาะสมในการใช้ตอบสมมติฐาน อนึ่ง experimental design ควรมีทั้งส่วนที่เป็นคำอธิบายและแผนภาพประกอบ
 

 
9. ในกรณีที่มีงานวิจัยนำร่อง (preliminary data) แล้ว สามารถกล่าวถึงในข้อเสนอโครงการได้ อาจอธิบายไว้ต่อจากระเบียบวิธีวิจัย

10. output ต้องเป็นไปตามประกาศของ สกว. มีนักวิจัยจำนวนหนึ่งระบุ output เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus ซึ่งบางวารสารอาจไม่เป็นไปตามประกาศของ สกว. นักวิจัยจึงควรระบุให้ชัดเจนทั้งชื่อวารสาร Impact Factor และ Journal Citation Report Quartile ถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้นควรระบุ tentative title ของผลงานที่คาดว่าจะตีพิมพ์

11. ตารางงบประมาณควรมีรายละเอียดคร่าว ๆ ที่สอดคล้องกับระเบียบวิธีวิจัย เช่น chemicals for western blot หรือ ELISA kits for... เป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อสารเคมีเป็นตัว ๆ อนึ่ง การจ้างผู้ช่วยวิจัยควรมีเหตุผลประกอบที่ชัดเจน อาทิ เป็นทักษะที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือเป็นทักษะที่ต้องฝึกมาเป็นการเฉพาะ [ทุนนักวิจัยรุ่นใหม่และอาจารย์รุ่นใหม่ (TRG และ MRG) ไม่แนะนำให้จ้างผู้ช่วยวิจัย] การจัดซื้อครุภัณฑ์ต้องระบุเหตุผลเช่นกัน และต้องเป็นเหตุผลเชิงเทคนิค ไม่ควรเป็นเหตุผลเชิงบริหารจัดการ (เช่น “เครื่องมืออยู่คนละอาคารจึงต้องจัดซื้อใหม่” เป็นเหตุผลที่อาจถูกมองว่าไม่สมควร)

12. นักวิจัยที่ปรึกษา (mentor) ควรเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในสาขาที่ขอทุน และนักวิจัยสะดวกที่จะติดต่อหรือขอคำปรึกษา ผู้ที่จะเป็น mentor ควรมีประสบการณ์ในการดูแลนักวิจัยใหม่ของ สกว. จนสามารถปิดโครงการได้ (ประเด็นหลังนี้ไม่ใช่เหตุผลหลักในการเลือก mentor แต่ควรนำประเด็นนี้มาเป็นส่วนในการตัดสินใจขอรับคำปรึกษาจาก mentor ท่านนั้น) อีกประเด็นซึ่งควรนำมาพิจารณาคือ mentor น่าจะเป็นผู้ที่มีกลุ่มวิจัยที่เข้มแข็ง มีผลงานตีพิมพ์ที่เป็น corresponding author และผลงานตีพิมพ์เรื่องหลัก ๆ ไม่ควรอยู่ในวารสารที่ สกว. ไม่ยอมรับ (เช่น วารสารหรือสำนักพิมพ์มีรายชื่ออยู่ใน Beall’s List เป็นต้น)

13. ในกรณีที่นักวิจัยส่งโครงการคล้ายคลึงกันนี้ไปยังแหล่งทุนอื่น ควรเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองโครงการให้ชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงการส่งโครงการที่ซ้ำกันไปยังสองแหล่งทุน ทางออกหนึ่งในกรณีที่โครงการต้องใช้งบประมาณสูงคือ เขียนโครงการเดี่ยวที่ต่อเนื่องกันสองโครงการ แต่ละโครงการมีความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ซ้ำซ้อนกัน และไม่มีการใช้กลุ่มควบคุมร่วมกัน และเปิดเผยรายละเอียด พร้อมอธิบายความต่อเนื่อง และเหตุผลความจำเป็นที่ต้องของบประมาณจากสองแหล่งทุนในข้อเสนอโครงการของทั้งสองโครงการ
 
ในท้ายสุดนี้ ผมขอฝากถึงนักวิจัยและอาจารย์รุ่นใหม่ทุกท่านว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะส่งเสริมให้สามารถสร้างงานวิจัยคุณภาพสูงโดยใช้ทรัพยากรภายในประเทศ คือ “ความอดทนมุ่งมั่น” ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา บรรยากาศของประชาคมวิจัยในประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีอย่างก้าวกระโดด พร้อมให้นักวิจัยรุ่นใหม่นำพาประเทศไปสู่สังคมที่สร้างนวัตกรรม ดังนั้นการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยของนักวิจัยรุ่นใหม่ จึงเป็นขั้นตอนการเรียนรู้ที่สำคัญ เพื่อให้เติบโตเป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านบริหาร และมีคุณธรรม นำพาทีมวิจัยไปสู่เวทีในระดับนานาชาติ และ สกว. ก็มีความพร้อมทั้งในฐานะที่เป็นผู้ให้ทุนและผู้บ่มเพาะทักษะการเป็นนักวิจัยที่ดี เพื่อให้อาชีพนักวิจัย (research career path) กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างยั่งยืน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 38    จำนวนคนเข้าชม : 68   คน