เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460165

รายละเอียด

คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (69) : เสนอยุทธศาสตร์ต่อยอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม สู่ไทยแลนด์ 4.0
ปราโมทย์ ธรรมรัตน์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ifrpmt@yahoo.com
www.toryod.info


“การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 ควรจัดทำยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อนวัตกรรม” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย ยกระดับคุณภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้าไทย และต่อยอดสู่การยกระดับนวัตกรรมไทยอย่างจริงจัง ให้เกิดผลเชิงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ภารกิจประการสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ในศตวรรษที่ 21 นี้ หลายประเทศได้กำหนดโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 อาทิ สหรัฐอเมริกาพูดถึง A Nation of Makers อังกฤษกำลังผลักดัน Design of Innovation ขณะที่จีนได้ประกาศ Made in China 2025 ส่วนอินเดียก็กำลังขับเคลื่อน Made in India หรืออย่างเกาหลีใต้ก็วางโมเดลเศรษฐกิจเป็น Creative Economy เป็นต้น (ที่มา :ไทยรัฐที่http://www.thairath.co.th/content/613903)
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม
(ที่มา : ไทยรัฐที่ http://www.thairath.co.th/content/613903)

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ประเทศไทย 4.0” เป็นการพัฒนา “เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่” (New Engines of Growth) ด้วยการเปลี่ยนแปลง “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” ของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ให้เป็น “ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน”

โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเป็น “5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ประกอบด้วย

1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech)

2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med)

3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics)

4. กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, IoT, Artificial Intelligence & Embedded Technology)

5.กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services)

ทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะเป็นแพลทฟอร์มในการสร้าง “New Startups” ต่าง ๆ มากมาย อาทิ เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เทคโนโลยีอาหาร (Food tech) ในกลุ่มที่ 1 เทคโนโลยีสุขภาพ (Health tech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech) สปา ในกลุ่มที่ 2 เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) ในกลุ่มที่ 3
 
เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) อี–มาร์เก็ตเพลส (E–Marketplace) อี–คอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในกลุ่มที่ 4 เทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech) ธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Business) เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) ในกลุ่มที่ 5 เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป กระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศ ภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” มี 3 ประเด็นที่สำคัญ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม

2. เป็น “Reform in Action” ที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อม ๆ กัน

3. เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” โดยเป็นประชารัฐที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรระดับโลก ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของการ “รู้จักเติม รู้จักพอ และรู้จักปัน” (ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/613903)
 

การต่อยอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ พื้นฐานของพลังการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม สู่ไทยแลนด์ 4.0
การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม สู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้มั่นคง ยั่งยืน และเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจังในระยะยาว มีความจำเป็นต้องสร้างพื้นฐานความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม ต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ พื้นฐานความรู้ที่สำคัญยิ่งในการสร้างนวัตกรรม คือ แหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ซึ่งเป็นแหล่งรวมการประดิษฐ์ใหม่ ๆ แหล่งความรู้ใหม่ แหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ๆ แหล่งรวมสิ่งใหม่ทั่วโลกที่ทันสมัยที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจและสังคม
แหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เป็นพื้นฐานความรู้สำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่ทันสมัยแข่งขันได้
ก่อนที่จะสามารถสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และ/หรือ เชิงสังคม ต้องมีความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ที่แปลก แตกต่าง ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน และถ้าจะให้มีความทันสมัย ก่อให้เกิดผลกระทบสูง มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีมูลค่าเพิ่มสูง ก็ต้องมีการต่อยอดจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือ เทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ซึ่งเป็นการประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์ ที่ทันสมัย ที่มีมาก่อนหน้านี้ ที่ได้มีผู้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อแลกกับสิทธิการคุ้มครอง 20 ปีนับจากวันยื่น (เมื่อได้รับจดทะเบียน โดยคุ้มครองเฉพาะในประเทศที่สิทธิบัตรเรื่องนั้น ๆ ได้รับจดทะเบียนแล้วเท่านั้น)
ผลักการศึกษาไทยใส่ ประเทศไทย 4.0
(ที่มา : Eduzones ที่https://blog.eduzones.com/lovekru/173606)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมาทาง eduzones ได้มีโอกาสสัมภาษณ์สดเจาะลึกเรื่องราวการศึกษาไทยที่ผู้อ่านหลายท่านอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิรูปการศึกษาและความคิดสร้างสรรค์ ให้สัมภาษณ์ในเรื่อง \"ผลักการศึกษาไทยใส่ Thailand 4.0\"

เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และ เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

และเหตุนี้เอง ยุค 4.0 ต้องดีกว่า ยุค 3.0 ยุคของข้อมูลข่าวสาร ยุค 4.0 เข้าสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม \"ค่าผลิตน้อย ค่าคิดแพง\" ผู้คิดค้นผู้ทำการวิจัยให้เกิดสิ่งใหม่ นวัตกรรมใหม่ ๆ นำความคิดตนเองไปขายเพื่อต่อยอดให้แก่ผู้อื่น นี่แหละคือยุคประเทศไทย 4.0 ที่เราจะต้องเจอกันอย่างแน่นอน

ดร.วิริยะ เปิดเผยว่า การศึกษาไทยนั้นยังอยู่ในยุคประเทศไทย 1.0 สอนอย่างไรได้อย่างนั้น สอนให้เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างไร เปรียบกับพืชผักที่ปลูกอย่างไร เมื่อเติบโตก็ได้ผลอย่างนั้นออกมา การศึกษาไทยสอนให้เด็กใช้ความจำมากกว่าความคิด การสอบวัดความรู้ก็ใช้ความจำไปสอบ ให้อ่านหนังสือ ท่องให้จำได้ ให้จำได้มากกว่าก็ได้คะแนนเยอะกว่า เด็กไทยไม่ได้ใช้ความคิดไปสอบ อยู่ในยุค 1.0 - 2.0 เท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และยังไม่ก้าวไม่ไปถึงยุค 3.0 เลย และจะก้าวเข้าสู่การพัฒนายุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร เนื่องจาก ยุค 4.0 เป็นยุคที่สามารถเอาข้อมูลไปเรียนได้ หาข้อมูล นำสื่อเข้าไปสอบเพื่อหาข้อมูลด้วยได้ ”
ผู้เขียนเสนอว่าทางออกหนึ่ง ของการพัฒนาการศึกษาสู่ไทยแลนด์ 4.0 คือ การสืบค้น เรียนรู้ และต่อยอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ
จากคำกล่าวข้างต้นที่ว่า “ยุค 4.0 เป็นยุคที่สามารถเอาข้อมูลไปเรียนได้ หาข้อมูล นำสื่อเข้าไปสอบเพื่อหาข้อมูลด้วยได้” ในการนี้ผู้เขียนเสนอว่า “แหล่งความรู้สำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการศึกษาไทย สู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างดียิ่ง คือ แหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ” (ดูบทความเกี่ยวกับประโยชน์ของเอกสารสิทธิบัตร เพิ่มเติมที่ http://www.thaimoodle.net/article.php)

เทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ และเทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทั่วโลก ที่สำคัญ คือ เอกสารสิทธิบัตรทั่วโลกจากกว่า 90 ประเทศ ซึ่งจำนวนมากมายถึง 58 ล้านฉบับ (สืบค้นได้ที่https://patentscope.wipo.int/search/en/search.jsf และhttps://worldwide.espacenet.com/advancedSearch?locale=enUn1EP) โดยเกือบทั้งหมด ราวประมาณ 99.98% ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ไม่คุ้มครองในประเทศไทย เราสามารถไปสืบค้น และนำมาใช้ผลิตสินค้าได้ฟรี ขายได้ฟรี ในประเทศไทย (โดยควรตรวจสอบก่อนว่าสิทธิบัตรเรื่องนั้น ๆ ไม่ได้รับจดทะเบียนในประเทศไทย)

จึงเป็นโอกาสมหาศาลของประเทศไทย ของคนไทย ที่จะยกระดับฐานความรู้ และใช้ประโยชน์เทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรของต่างประเทศ ที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย มาทำซ้ำ และนำมาใช้ผลิตสินค้าและขายได้ฟรีในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทางสากล ซึ่งเรียกว่า Freedom to operate (ดูเพิ่มเติมที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2840)
ข้อเสนอถึงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในการนี้จึงเสนอมายังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องว่า “การขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ไทยแลนด์ 4.0 ควรจัดทำยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อนวัตกรรม” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย ยกระดับคุณภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้าไทย และต่อยอดสู่การยกระดับนวัตกรรมไทยอย่างจริงจัง ให้เกิดผลเชิงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ซึ่งดูตัวอย่างแนวทางได้จากบทความ “ข้อเสนอการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดด้วยการวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีสิทธิบัตรของบริษัทข้ามชาติ และสร้างความฉลาดทางทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการแข่งขัน” ซึ่งแนวทางที่เสนอนี้ในอดีตได้เคยนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (สพข.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดูเพิ่มเติมที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2866

“การสร้างนวัตกรรมให้แปลกใหม่ ทันสมัย แข่งขันได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ ต้องทราบมาก่อน ได้มีใคร ที่ไหนได้ประดิษฐ์คิดค้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อะไร มีประกอบด้วยส่วนประกอบอะไรบ้าง มีวิธีการผลิตอย่างไร เพื่อจะได้ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ที่ต่อยอดจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมาก่อน และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ผลิตเป็นสินค้าใหม่ ๆ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมออกมาวางตลาดได้”

ผู้เขียนขณะเป็นผู้ประสานหน่วยสร้างสำนึกและพัฒนาประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตร (สสวพ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (http://research.trf.or.th/node/3797 ;http://www.thaimoodle.net/trfproject2.php) ได้ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสนับสนุน ผลักดันการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ระดับโรงเรียน (ดูสิทธิบัตรกับการต่อยอดเทคโนโลยีระดับโรงเรียน ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2132) และมีการจัดการประกวดโครงงานต่อยอดองค์ความรู้จากแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (ดูที่ http://www.thaimoodle.net/school.php) ดูตัวอย่างเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ซึ่งสืบค้นโดยนักเรียน ที่http://www.thaimoodle.net/aboutactivity.php

สำหรับ เขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียน ครู ผู้ที่สนใจ ใช้ประโยชน์แหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนทำการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตร เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทันสมัยจากทั่วโลก มาเป็นฐานความรู้ และต่อยอดทำโครงงาน ต่อยอดเทคโนโลยี และ/หรือ สนใจนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน สามารถดูคู่มือและแนวทางการจัดการเรียนรู้ได้จากคู่มือครูและเอกสารประกอบการเรียนรู้เรื่องการสืบค้นเทคโนโลยีสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและโครงงานต่อยอดเทคโนโลยีระดับโรงเรียน ได้ที่http://www.thaimoodle.net/teacher.php และดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ ; http://www.thaimoodle.net/และhttps://sites.google.com/a/toryod.info/www/
แนวทางการขับเคลื่อนวัตกรรม สู่ไทยแลนด์ 4.0
การต่อยอดใช้ประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม การขับเคลื่อนประเทศไทย ด้วยนวัตกรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านการประดิษฐ์คิดค้น การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา โดยรัฐควรดำเนินการในหลาย ๆ ระดับ ได้แก่

1. การขับเคลื่อนนวัตกรรม ในระดับเครือบริษัท บริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และสถาบันวิจัยภาคเอกชน

เครือบริษัท บริษัทขนาดใหญ่ และขนาดกลาง มีความพร้อมและขีดความสามารถด้านธุรกิจสูง มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูง มีศักยภาพสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบสูง

สินค้าใหม่ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่โดดเด่น ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีตลาดขนาดใหญ่ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา การต่อยอดเทคโนโลยีจากสิทธิบัตรนานาชาติ การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่การคุ้มครอง การวิจัยศาสตร์ข้อมูลสิทธิบัตร (Patent Research) การสร้างความฉลาดด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการแข่งขัน (Intellectual Property Competitive Intelligence ดูเพิ่มเติมที่http://www.aurorawdc.com/intellectualUn1property.htm)

2. การขับเคลื่อนนวัตกรรม ในระดับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises, SMEs)

ภาคอุตสาหกรรมในระดับ SMEs ควรพัฒนาขีดความสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา การต่อยอดเทคโนโลยีจากสิทธิบัตรนานาชาติ การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่การคุ้มครอง การวิจัยศาสตร์ข้อมูลสิทธิบัตร (Patent Research and Analysis) เริ่มจากการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพื่อติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ชนิดผลิตภัณฑ์ใหม่ รูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ วิธีการผลิตใหม่ ๆ และทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากเอกสารสิทธิที่อาจมาแข่งขัน หรือมาทดแทนสินค้า และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทในอนาคต
 
ขณะเดียวกันก็สืบค้นเอกสารสิทธิบัตร เพื่อต่อยอดการประดิษฐ์คิดค้น วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทให้สามารถแข่งขันได้ ทำการยื่นขอรับสิทธิบัตร ยื่นขอการคุ้มครองสิทธิบัตรในประเทศที่เป็นแหล่งผลิต และ/หรือ จะเป็นตลาดของสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรเพื่อหาองค์ความรู้ หาเทคโนโลยี ที่จะช่วยแก้ปัญหาคุณภาพของสินค้า หรือหาวิธีการใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาการผลิต หรือนำมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อนำมาใช้ในการลดต้นทุนการผลิต หรือเพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดียิ่งขึ้น เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น เป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ควรจัดทำแผนที่สิทธิบัตรของสินค้าผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพื่อติดตามทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ของบริษัท และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องสินค้าของบริษัท ติดตามดูว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนั้น ๆ มีบริษัทใดเป็นคู่แข่งบ้าง บริษัทคู่แข่งขันมีทิศทางการวิจัยด้านใด กำลังพัฒนาประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์อะไร มีแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีไปในทิศทางใด บริษัทคู่แข่งขันมีการยื่นจดสิทธิบัตรในเรื่องใดบ้าง รายละเอียดการประดิษฐ์ของสิทธิบัตรนั้น ๆ เป็นอย่างไร และคาดว่าในอนาคตบริษัทคู่แข่งแต่ละรายที่สำคัญ ๆ มีโอกาสจะผลิตสินค้าอะไร มีจุดขาย และ/หรือ มีคุณสมบัติอย่างไร ออกมาวางตลาดบ้าง (ดูตัวอย่างแผนที่สิทธิบัตรข้าวที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2915)

การติดตามเอกสารสิทธิบัตรของบริษัทคู่แข่งขันที่ได้ตีพิมพ์ประกาศโฆษณาโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization, WIPO) หรือโดยสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศต่าง ๆ โดยการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรด้วยชื่อของบริษัทคู่แข่งขัน หรือด้วยซอฟต์แวร์จัดทำแผนที่สิทธิบัตร (patent software) ที่ได้ดาวน์โหลดเอกสารสิทธิบัตรที่เราต้องการมาศึกษา วิเคราะห์ และอ่านบทคัดย่อ ตลอดจนเรื่องเต็ม และจัดทำแผนที่สิทธิบัตร (patent map) ทำให้เราได้ทราบทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัทคู่แข่งขัน ได้รู้จักคู่แข่ง และสามารถพิจารณาแนวทางการรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ (ดู Patent Mapping & Patent Landscaping - IP Landscape Report ที่http://www.filament.com.au/ip-mapping/patent-mapping.aspx)
ข่าวดี ! กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรม(Innovation Driven Enterprise Center) เพื่อขับเคลื่อนวัตกรรมตามนโยบายรัฐบาล
เป็นที่น่ายินดีว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้เห็นความสำคัญของการจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise Center) หรือ IDE Center” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้ในการผลิตสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

โดยใน IDE Center จะมีทีมงานนักวิจัยในสาขาต่าง ๆ เข้ามาทำงาน และจะทำการตรวจค้น สืบค้น ดูแนวโน้มการจดสิทธิบัตรต่าง ๆ ในโลกว่า แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะไปทางไหน
 

 
ผู้เขียนเห็นว่า การจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise Center) หรือ IDE Center ขึ้นที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นโอกาส เป็นความหวังของการก้าวสู่ Thailand 4.0 เป็นโอกาส เป็นความหวังของธุรกิจอุตสาหกรรมไทย ของการศึกษาวิจัยไทย และของคนไทย ที่จะ “ยกระดับฐานความรู้ของคนไทย ยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย ยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของบริษัทไทย ด้วยยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตรต่างประเทศ” ที่ไม่จดทะเบียนในประเทศไทย มาผลิตสินค้า จำหน่ายในประเทศได้ฟรี และทำการวิจัยประดิษฐ์คิดค้นที่ต่อยอดจากแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ทันสมัยโดยคนไทย และภาคอุตสาหกรรมไทย

การที่เราสามารถนำสิทธิบัตรมาใช้ได้โดยถูกต้องตามกฎหมายไม่ละเมิดสิทธินี้ สากลนิยมใช้คำว่า freedom to operate ดูเพิ่มเติมที่http://www.filament.com.au/ip-intelligence/freedom-to-operate.aspx) ควรมียุทธศาสตร์สนับสนุน ส่งเสริมการใช้ศาสตร์ข้อมูลสิทธิบัตร (ดู Patinformatics : Identifying Haystacks from Space ที่http://www.infotoday.com/searcher/oct02/trippe.htm) ; การวิจัยและวิเคราะห์สิทธิบัตร (Patent research and analysis ดูhttp://thomsonreuters.com/en/products-services/intellectual-property/patent-research-and-analysis.html) ; แผนที่สิทธิบัตร (Patent map ดู https://en.wikipedia.org/wiki/PatentUn1map) และการสร้างความฉลาดทางปัญญาเพื่อการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Competitive Intelligence ดูที่http://www.aurorawdc.com/intellectualUn1property.htm; http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=3145) และใช้ความฉลาดในการแข่งขันสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (Using Competitive Intelligence to Enable IP Monetization ดูที่ http://www.ipwatchdog.com/2014/09/03/using-competitive-intelligence-to-enable-ip-monetization/id=51008/)

ดังนั้นการสนับสนุนระดับนโยบายและงบประมาณจากรัฐบาลอย่างจริงจังให้ IDE center เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญยิ่ง ตั้งแต่วางแผนการจัดตั้งองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ที่ดี ที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับสรรหาผู้บริหาร ทีมงานที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ให้เกิดบริการที่ดี ที่มีประโยชน์สูง ตรงตามความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง บริหารจัดการให้เกิดความร่วมมือ ร่วมแรงของทุกหน่วยงาน ภาครัฐ และเอกชนจึงมีความสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถและความสำเร็จของหน่วยงานใหม่นี้ ที่จะเป็นพลังสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่วิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 31    จำนวนคนเข้าชม : 352   คน