เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2489996

รายละเอียด

สัมภาษณ์พิเศษ : รศ.ดร. ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ
สัมภาษณ์พิเศษ
โดย วรรณสม สีสังข์


รศ.ดร.ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 
จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงของโลกได้หันมาตื่นตัวและสนใจกับการทำวิจัยเพื่อธุรกิจด้านความมั่นคงของพลังงานแล้ว ทางฟากฝั่งของประเทศไทย มีสถานการณ์การวิจัยด้านพลังงานเป็นอย่างไร มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับสถานการณ์พลังงานโลกที่เกิดขึ้นหรือไม่ ประชาคมวิจัยฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ประสานงาน “โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ. – สกว.” มาร่วมพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าว
สถานการณ์พลังงานของประเทศไทย
พลังงานที่ใช้กันในประเทศไทยหลัก ๆ อาจแบ่งเป็น น้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยน้ำมันเชื้อเพลิงใช้มากที่สุดในภาคขนส่ง ส่วนพลังงานไฟฟ้า ใช้กันในทุกภาคส่วนทั้งอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และครัวเรือน โดยตอนนี้ภาคขนส่งมีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งในส่วนของรถไฟฟ้าสาธารณะ และรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่คาดว่าจะมีการนำมาใช้เพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง เรานำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 100 % แล้วเอามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซินและดีเซล มูลค่านำเข้าน้ำมันดิบนั้นคิดเป็นประมาณ 10 % ของ GDP โดยควบคุมราคาไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของตลาดโลก บ้านเราพยายามลดการนำเข้าโดยนำเอทานอลที่ผลิตจากชีวมวลในประเทศอย่างกากน้ำตาล หรือมันสำปะหลัง มาผสมกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วนต่าง ๆ จนกลายเป็น “แก๊สโซฮอล์ หรือ E20 หรือ E85” ในส่วนของน้ำมันดีเซลนั้น ได้นำเอาน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตเป็น“ไบโอดีเซล”แล้วผสมเข้าไปในสัดส่วนประมาณ 2 – 5 % วิธีการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการลดการนำเข้าแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร

ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า ส่วนใหญ่ผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติ 65 –70% (มาจากอ่าวไทยและนำเข้าจากเมียนมาร์) ส่วนที่เหลืออีก 30 - 35% นั้นผลิตจากถ่านหิน พลังน้ำจากเขื่อน และพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ อาทิ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ชีวภาพ ขยะ พลังน้ำขนาดเล็ก รวมทั้งการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (ลาวและมาเลเซีย) ตัวเลขการใช้ก๊าซธรรมชาติที่สูงถึงเกือบ 70 % แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่จะมีต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่าง ๆ อย่างเช่น การที่ราคาก๊าซพุ่งขึ้นสูง การปิดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตและระบบส่งก๊าซ อุบัติภัยที่อาจก่อให้เกิดการชำรุดเสียหายต่อท่อส่งก๊าซ และแม้แต่แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศอย่างที่อ่าวไทยเองก็มีโอกาสหมด
 

 
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงพยายามลดสัดส่วนของการใช้ก๊าซธรรมชาติลง หันไปใช้แหล่งผลิตอื่นเพื่อให้มีความหลากหลายมากขึ้น อย่างเช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ และพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณความต้องการการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติม ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น รัฐบาลจะใช้ถ่านหินบิทูมินัสนำเข้าซึ่งมีคุณภาพสูงกว่าถ่านหินลิกไนต์ที่ใช้ในแม่เมาะ และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่จัดว่าเป็นเทคโนโลยีถ่านหินที่สะอาด (Clean coal technology) ซึ่งมีความทันสมัยเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ควบคุมมลภาวะให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานโลก ดังเช่นที่ใช้กันในประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมาอย่างยาวนาน ซึ่งก็มี เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น มีการศึกษาทบทวนเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่เพื่อประเมินความเหมาะสมในการนำมาผลิตไฟฟ้าพร้อมทั้งศึกษาแนวทางเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างการทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงความจำเป็นในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อเชิญชวนประชาชนโดยเฉพาะชุมชนรอบโครงการโรงไฟฟ้าให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อพัฒนาโครงการให้เกิดความยั่งยืน

ส่วนด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น รัฐได้ส่งเสริมโดยการตั้งราคารับซื้อไฟฟ้าป้อนเข้าสายส่ง (Feed-in Tariff หรือ FiT) ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าไฟฟ้าปกติเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุน ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในส่วนของไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และชีวมวลบางชนิด แต่ยังมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องสายส่งไฟฟ้าที่ยังมีไม่เพียงพอที่จะกระจายไปรองรับไฟฟ้าที่ผลิตได้ในทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมดังกล่าวทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของรัฐสูงขึ้น รัฐจึงจำเป็นต้องเก็บคืนจากผู้ใช้ไฟฟ้าในรูปของค่าเอฟ-ที (Ft) บวกรวมเข้าไปในบิลค่าไฟฟ้า ดังนั้น การตั้งค่า FiT ให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแต่ละชนิด และการตั้งค่า Ft เพื่อเก็บเพิ่มจากผู้ใช้ไฟฟ้า จำเป็นต้องมีความเป็นธรรม โดยผลประโยชน์เชิงบวกหรือผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจะไม่ตกไปอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป
ภาพรวมโครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ. - สกว.
ในปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ตกลงร่วมมือกันในการจัดตั้งและดำเนินงาน “โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ. - สกว.” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งและการใช้พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนการวิจัยเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการวิจัยที่กำหนดไว้ 3 ข้อ คือ (1) ด้านศักยภาพของพลังงานหมุนเวียน/พลังงานทดแทน (2) ด้านประสิทธิภาพพลังงาน (3) ด้านการสร้างความเข้าใจและการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน หากนับถึงเดือนมิถุนายนปี 2559 นี้ มีโครงการวิจัยที่ได้รับการจัดสรรทุนทั้งสิ้น 22 โครงการ ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 13 โครงการ ดำเนินการอยู่ 9 โครงการ และมีโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาข้อเสนอโครงการอีก 5 โครงการ ภายใต้งบประมาณกว่า 80 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้งานจริงได้ และงานวิจัยด้านพลังงานที่สร้างความสมดุล เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนทุนของ สกว.
ความเสี่ยงของความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ของประเทศ
หากถามถึงความเสี่ยงของความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า จะพบว่า แหล่งพลังงานทุกชนิดที่นำมาผลิตไฟฟ้าล้วนมีความเสี่ยง แต่เป็นคนละด้านกัน ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ก๊าซธรรมชาติมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคาและการพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน ถ่านหินมีข้อดีในด้านราคาถูก แต่ต้องมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดในเรื่องของมลภาวะและอาจถูกบีบให้ใช้อย่างจำกัดเพื่อลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมักไม่มีความต่อเนื่องและไม่คงที่ เนื่องจากลมไม่ได้พัดตลอดเวลา และความแรงไม่สม่ำเสมอ แสงอาทิตย์ไม่มีในตอนกลางคืน และมีความเข้มน้อยตอนเช้าและตอนเย็นหรือในวันที่มีสภาพเมฆมาก ปริมาณพลังงานชีวมวลก็แปรผันตามวัตถุดิบในภาคเกษตรซึ่งอยู่กับฤดูกาล ไฟฟ้าจากพลังน้ำนอกจากจะแปรผันตามฤดูกาลแล้วยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ต้องนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่นเพื่อชลประทานและผลิตน้ำประปา หรือพลังงานนิวเคลียร์ที่สังคมยังตั้งคำถามว่ามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ทั้ง ๆ ที่มีข้อดีเด่นชัดในด้านที่ไม่ก่อเกิดคาร์บอนไดออกไซด์และไม่เป็นสาเหตุของก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุได้ว่า แหล่งพลังงานใดดีที่สุด เพราะทุกแหล่งพลังงานล้วนมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน

อย่างในกรณีของพลังงานนิวเคลียร์ มีทั้งประเทศที่เลิกผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดังกล่าวแล้ว และมีประเทศยังใช้อยู่ในปริมาณมาก อาทิ ญี่ปุ่นยุติการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เพราะเหตุการณ์สึนามิ แต่ฝรั่งเศสใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก ขณะที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษกำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เพิ่มเติม ด้วยความไม่แน่นอนของแหล่งผลิตพลังงาน และข้อดีข้อเสียของแหล่งผลิตแต่ละประเภทที่มีความแตกต่างกันนี้เอง จึงต้องมีการวางแผนเรื่องการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยทั่วไปต้องคำนึงถึงปัจจัยหลัก 3 ด้านให้เกิดความสมดุลกัน คือ
 
1.ความมั่นคง (Security) ต้องวางแผนผลิตไฟฟ้าให้มีใช้อย่างต่อเนื่อง เพียงพอต่อความต้องการ และคุณภาพของไฟฟ้าต้องได้มาตรฐาน พูดง่าย ๆ ก็คือ ไฟต้องไม่ตกไม่เกิน ไม่ดับๆติดๆ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การดำเนินธุรกรรมในภาคพาณิชยกรรมและภาคบริการ รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งเราสามารถรักษาความมั่นคงได้โดยการปรับลดความเสี่ยงจากที่จะใช้แหล่งพลังงานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว ด้วยการกระจายแหล่งผลิตให้มีความหลากหลาย หากเกิดปัญหาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ก็ยังมีแหล่งอื่นช่วยแบ่งรับภาระไปได้

2.การเข้าถึงได้ของสังคมทุกภาคส่วน (Social Accessibility) ต้องบริหารจัดการให้พลังงานไฟฟ้ามีราคาไม่สูงเกินจนคนทั่วไปในภาคครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือแพงเกินไปจนภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนการผลิตสูงจนส่งผลราคาสินค้าสูง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นลดลง รวมถึงจะต้องมีการกระจายการส่งไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพไปสู่ผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึง เพื่อผู้ใช้ทุกภาคส่วนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าก็ไม่ควรมีราคาถูกเกินไปจนผู้ผลิตไฟฟ้าไม่สามารถดำเนินกิจการไปได้ หรือจนไม่เกิดการใช้อย่างประหยัดและอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ความยั่งยืน (Sustainability) การผลิตพลังงานต้องก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพน้อยที่สุด ดังนั้น โรงไฟฟ้าต้องมีระบบควบคุม ป้องกัน และกำจัดมลพิษทางน้ำ อากาศ เสียง กลิ่น และรังสี ซึ่งการสร้างระบบป้องกันเหล่านี้ให้ดีนั้น ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลให้ต้นทุนของไฟฟ้าสูงตามไปด้วย
งานวิจัยกับปัญหาการสื่อสารข้อเท็จจริงเรื่องพลังงานของไทยและแนวทางแก้ไข
เป็นที่ทราบกันดีว่าการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานต่าง ๆ มีความซับซ้อน จึงมีความจำเป็นต้องสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจได้ถึงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ว่า มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร มีความปลอดภัยแค่ไหน ยังมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้น มากน้อยเพียงใด ต้องป้องกันหรือเตรียมพร้อมอย่างไร ซึ่งถ้าให้วิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์ไปอธิบายสิ่งเหล่านี้ ก็มักหยิบยกกฎ ทฤษฎี สูตรสมการคณิตศาสตร์ รวมถึงตัวเลขความเป็นไปได้เชิงสถิติมาแสดง คนทั่วไปคงเข้าใจได้ยาก

ดังนั้น จึงเห็นว่าวิธีที่จะนำคำอธิบายเชิงเทคนิคยาก ๆ เข้าไปสื่อสารนั้น จำเป็นต้องอาศัยนักสื่อสารมวลชนที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และมีประสบการณ์ด้านสังคมศาสตร์เข้ามาแลกเปลี่ยนก่อน เพื่อย่อยข้อมูลที่ยากให้ง่ายขึ้น แล้วปรับเรียงร้อยถ้อยคำอธิบายใหม่ที่สามารถสื่อถึงคนทั่วไปให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง หรืออย่างมีเหตุมีผลที่มีข้อพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับกัน ปัจจุบันเรามีบุคลากรทางด้านนี้อยู่น้อยเกินไป นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปมีกระแสความคิดที่หลากหลาย กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เนื่องจากการได้รับข้อมูลที่เข้าใจยาก ๆ จากนักวิชาการคนละกลุ่มที่อาจมีความเชื่อต่างกัน แต่ไม่สามารถหาคนที่สามารถอธิบายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ เลยเกิดความสับสน ไม่รู้จะเชื่อใครดี จึงขาดความเชื่อมั่นในโครงการที่จะเข้ามาดำเนินการ

ในขณะเดียวกัน นักวิจัยด้านพลังงาน จำเป็นต้องเตรียมข้อมูลวิจัยและข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ที่สามารถใช้ตอบประเด็นข้อสงสัยจากหลากหลายมุมมองให้กระจ่างชัดได้ เพื่อนำไปร่วมพูดคุยหารือแลกเปลี่ยนกับนักสื่อสารมวลชน แล้วนำไปใช้ในการวางแผนที่สร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วน แม้ว่าปัจจุบันจะมีข้อมูลบ้างแล้ว แต่ถือว่ายังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก
 

 
อย่างในกรณีของความเข้าใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทางฝั่งนักวิจัยนักวิชาการควรจัดทำข้อมูลฐาน (baseLine data) ซึ่งหมายถึง ข้อมูลเดิมในพื้นที่ก่อนที่จะมีโรงไฟฟ้า เช่น ดัชนี้ชี้วัดด้านสภาพน้ำและอากาศในพื้นที่ สภาพอาชีพ ความเป็นอยู่ และสุขภาพของผู้คนที่อยู่รายรอบ ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับผลหลังมีโรงไฟฟ้าได้ นอกจากนี้ หากสามารถทำข้อมูลฐานเหล่านี้ร่วมกับผู้คนในพื้นที่ชุมชนได้ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ เพราะจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยเสริมสร้างนักวิจัยชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างมีเหตุมีผล สามารถนำข้อท็จจริงที่ได้จากการวิจัยมาช่วยในการตรวจสอบและติดตาม หรือในการพิจารณายอมรับหรือคัดค้านโครงการเมกะโปรเจ็คต์หรือโครงการทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาดำเนินการในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

งานวิจัยอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับใช้ในการสื่อสารข้อเท็จจริง ก็คือ รัฐบาลต้องมีการศึกษาเตรียมความพร้อมในเรื่องอะไรก่อนบ้าง เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นมีความปลอดภัยและยั่งยืน เช่น มาตรการหรือเกณฑ์กำกับดูแลควบคุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง หน่วยงานหรือองค์กรใดที่ควรเป็นผู้รับผิดชอบ แนวทางปฏิบัติตามประมวลหลักปฏิบัติ (Code of Practices – CoP) ที่เหมาะสมกับบริบทของไทยควรเป็นอย่างไร งบประมาณค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นเป็นเท่าใด กากของเสียจะกำจัดอย่างไร รีไซเคิลได้หรือไม่ คุ้มหรือไม่ที่จะทำ เรามีอุตสาหกรรมหรือบุคลากรที่จะรองรับการทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งไม่เฉพาะในเรื่องของถ่านหินหรือนิวเคลียร์ แม้แต่พลังงานหมุนเวียนก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุใช้งานจำนวนหลายล้านแผงในอนาคต จะทิ้งหรือเก็บกันอย่างไร ควรบริหารจัดการอย่างไรให้คุ้มค่า ชีวมวลพืชพลังงานเช่น ไม้โตเร็วหรือหญ้าโตเร็ว ควรปลูกในพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อจะได้ไปไม่แย่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ แต่ผลผลิตที่ได้อาจต่ำ ควรมีการวิจัยให้ได้ข้อมูลว่าปลูกอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตสูง คุ้มค่าต่อการลงทุน รวมทั้งต้องศึกษาด้วยว่าจะบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์อย่างไร จึงสามารถผลิตเป็นพลังงานได้อย่างยั่งยืน
ความจำเป็นที่ต้องมีองค์กรกลางเพื่อการจัดการด้านพลังงานในประเทศ
ตามปกติเมื่อจะมีการก่อสร้างจากโครงการใด ๆ เกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบโครงการจะต้องวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment ) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “EIA” เพื่อคาดการณ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งในทางบวกและทางลบจากการพัฒนาโครงการ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ โดยจะมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Public participation in EIA) เพื่อให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม แต่ในบริบทความเป็นจริงนั้น ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่มักไม่เชื่อถือในข้อมูลดังกล่าว เพราะเป็นผลการศึกษาจากฝั่งของทางเจ้าของโครงการ และเชื่อว่าการขอความคิดเห็นจากคนในชุมชนนั้น ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มทุกพื้นที่

ดังนั้น ประเทศไทยควรมีองค์กรการจัดการกลางที่ทำการวิจัยด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดการยอมรับในความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งต้องมีความเป็นเอกเทศและเป็นกลางกับสังคม ซึ่งอาจศึกษาโมเดลตัวอย่างได้จากประเทศฝรั่งเศส ที่มีองค์กรการจัดการด้านพลังงานนิวเคลียร์ที่รัฐบาลไม่ได้ก่อตั้งขึ้น แต่ประชาชนให้การยอมรับเป็นอย่างมาก ในกรณีขององค์กรการจัดการด้านถ่านหิน คิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีในลักษณะเดียวกัน โดยเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยบนพื้นฐานข้อมูลวิจัยเป็นสำคัญ
การขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านพลังงานไปสู่ภาคนโยบายในปัจจุบัน
ปัจจุบันผลงานวิจัยที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้ในภาคนโยบายได้น้อยมาก นักวิจัยส่วนใหญ่มักไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของภาคนโยบายว่า งานวิจัยอะไร แบบไหน จึงจะสามารถนำไปใช้ในการวางนโยบายได้จริง ส่วนแผนนโยบายพลังงานที่มีอยู่แล้วนั้น จัดทำขึ้นบนฐานข้อมูลที่มีค่อนข้างน้อยและมีปัญหาด้านคุณภาพ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นในระยะเวลาสั้นเพื่อสนองตอบต่อสถานการณ์การบ้านการเมืองที่เกิดในช่วงยุคนั้น ๆ จึงไม่สามารถกำหนดทิศทางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวให้เกิดความชัดเจนและเหมาะสมเป็นที่ยอมรับกันในสังคมทุกภาคส่วน

ดังนั้น ภาคนโยบายและนักวิจัยควรประสานงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้อย่างมีคุณภาพและทันสมัย สามารถรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่กำลังเป็นไปอย่างรวดเร็วได้ทัน ปัจจุบันนักวิจัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษา มักทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าตามการคาดการณ์ของตนที่ใช้เวลาไม่มากนักเพื่อสนองตอบต่อข้อกำหนดของสถาบันที่มักให้ความสำคัญในเรื่องจำนวนการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติมากกว่าผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อประเทศได้จริง ดังนั้น หน่วยงานด้านพลังงานและสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องหาลู่ทางให้นักวิจัยได้ทำงานวิจัยเพื่อใช้ในการวางแผนเชิงนโยบายได้อย่างเต็มที่

การวางแผนนโยบายพลังงานของประเทศมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม และต้องมีความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน โดยผลประโยชน์หรือผลกระทบที่เกิดขึ้น ต้องไม่ตกไปอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป อย่างกรณีแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าที่รัฐโดยกระทรวงพลังงาน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนโดยมีเงินสนับสนุนให้ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์จำนวนมากนั้น อาจต้องพูดคุยข้ามกระทรวง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ในเรื่องความคุ้มค่าของการสร้างโรงงานผลิตเองภายในประเทศ เพื่อลดงบประมาณในการนำเข้าแผง เพราะการนำเข้าเพียงอย่างเดียว กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มคนนำเข้าแผงมาติดตั้ง ซึ่งมีจำนวนคนทำงานในกลุ่มน้อยมาก ขาดการกระจายรายได้ การสร้างงานแก่ชุมชน การเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่นเมื่อเทียบกับการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ซึ่งจะมีห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรและชุมชนหลายภาคส่วนเป็นจำนวนมาก
 

 
ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การบริหารจัดการแผนของบ้านเราขาดข้อมูลจากการศึกษาวิจัยและวิเคราะห์อย่างรอบด้านเป็นองค์รวมมารองรับ และที่สำคัญกว่านั้น คือข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการเป็นข้อมูลเชิงบูรณาการจากหลากหลายสาขาวิชาและเป็นข้อมูลเชิงพลวัต ที่ต้องมีการอัพเดทให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นอกจากนี้ การวิจัยเพื่อนำมาวางแผนเรื่องพลังงานในบางด้าน จำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่ต้องทำการทดลองวิจัยและเก็บข้อมูลภายใต้ปัจจัยต่าง ๆ เป็นระยะเวลายาวนาน เพื่อให้ได้ผลสรุปที่มีคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ อย่างกรณีประเทศเยอรมนี ที่มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยเรื่องปลูกไม้โตเร็วเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยได้ทำการวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมในอนาคตเป็นระยะยาวนานนับ 10 - 20 ปี ซึ่งครอบคลุมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อผลผลิต เช่น สายพันธุ์ สภาพดินฟ้าอากาศ การให้น้ำและปุ๋ย ระยะปลูกห่างของแต่ละต้น ระยะเวลารอบตัดฟัน เป็นต้น แต่งานวิจัยด้านพลังงานในประเทศไทยมักถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขของเวลา ที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นในระยะ 1 – 2 ปี ตามข้อจำกัดด้านงบประมาณของหน่วยงานให้ทุนสนับสนุนงานวิจัย

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ การทำงานร่วมกันในลักษณะเป็นทีมวิจัยหลาย ๆ ทีม เนื่องจากงานวิจัยที่จะมาเชื่อมโยงกับภาคนโยบายต้องเป็นการบูรณาการงานจากทีมนักวิจัยจากหลากศาสตร์สาขาและหลายสังกัด จึงจะนำไปสู่นโยบายที่ดี ที่ครอบคลุมทุกมุมมองอย่างรอบด้าน และมีความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วนของสังคม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการสร้างและเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานร่วมกันของทีมวิจัยจากต่างศาสตร์ต่างสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ทิศทางของนวัตกรรมด้านพลังงานในอนาคต
ในอนาคตอีกไม่นาน ระบบผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกกันว่า “Disruptive Change” หรือ “การเปลี่ยนแบบพลิกโฉม” เหมือนอย่างที่เกิดกับหลาย ๆ เทคโนโลยีมาแล้ว เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้โทรศัพท์พื้นฐานใช้สายตามบ้านหมดความสำคัญ และทำให้กล้องถ่ายรูปใช้ฟิล์มและร้านรับล้างฟิลม์อัดรูปสูญหายไป และเมื่อมันบูรณาการเข้ากับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนสามารถดาวน์โหลดอะไรก็ตามที่แปลงเป็นดิจิทัลได้ ก็ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่สื่อทางทีวี โรงภาพยนตร์ หรือดีวีดีหนัง เกมส์และเพลง ทั้งหลายกำลังล้มหายตายจากกันไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี ปัจจุบัน กำลังผนวกความก้าวหน้าของธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาของซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ จนทำให้เกิดการสั่งซื้อของและบริการแบบออนไลน์กันอย่างมากมาย จนกำลังรุกไล่ห้างสรรพสินค้า โรงแรมที่พัก รถแท็กซี่ และร้านอาหาร ที่ต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันให้อยู่รอด

ในส่วนของเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน แผงเซลล์แสงอาทิตย์กำลังมีราคาถูกลงอย่างมาก จนสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างคุ้มทุน ด้วยการติดตั้งบนหลังคาบ้านหรืออาคาร ดังนั้น จะเกิดโรงไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้นเป็นจำนวนมาก กระจายกันไปทั่วทุกแห่ง ยิ่งอนาคตอันใกล้นี้ แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะแบตเตอรี่จะมีราคาถูกลงและจุไฟได้มากจนสามารถวิ่งได้ไกลเท่ารถยนต์ใช้น้ำมันต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง เมื่อราคาแบตเตอรี่ถูกลงก็คุ้มที่นำมาติดตั้งคู่กับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ สามารถเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือตอนไม่มีแสงแดด เช่นตอนมีเมฆมากหรือฝนตก หรือหากมีเหลือใช้ ก็สามารถนำไปชาร์จขายให้รถยนต์ไฟฟ้า หรือขายให้เพื่อนบ้านที่ต้องการโดยส่งผ่านโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด ดังนั้น อาจเกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ (New Business Model) ที่จะมีการซื้อขายไฟฟ้ากันเองตามครัวเรือนหรือตามอาคารในราคาที่ตกลงกันเอง โดยใช้เทคโนโลยีธุรกรรมการเงินดิจิทัลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ (เช่น Blockchain Technology) ซึ่งแน่นอนต้องถูกกว่าการซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดังนั้น การไฟฟ้าฯ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินธุรกิจใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมที่กำลังจะเกิดขึ้น และต้องไม่ลืมว่า มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วที่คาดไม่ถึง ถึงตรงนี้อยากฝากให้ดูรูปสไลด์แผ่นสุดท้ายที่ผมพูดในงานสัมมนา “วิจัยพลังงานสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน ปีที่ 2” เมื่อ 26 พฤษภาคม 2559 ว่า ในอนาคตอาจมีธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในแบบ GrabTaxi หรือ TripAdvisor ได้
 

 
ภาคการวิจัยจึงควรร่วมกันสัมมนาเพื่อมองให้เห็นถึงแนวโน้มของนวัตกรรมที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบไฟฟ้าในอนาคต พร้อมตั้งโจทย์วิจัยที่ควรทำเพื่อให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมตามบริบทของประเทศไทย โดยควรมีการศึกษาในเรื่องห่วงโซ่คุณค่าหรือ Value Chain ของแต่ละพลังงาน ว่ามีส่วนใดที่ประเทศสามารถพัฒนาผลิตเองได้ ส่วนไหนที่ต้องซื้อ หรือควรสร้างอุตสาหกรรมใดขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานได้บ้าง เหมือนอย่างที่ประเทศมาเลเซียส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตขบวนรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนขึ้นในประเทศแทนการนำเข้า แม้ว่าจะมีเส้นทางเดินรถไฟฟ้าน้อยกว่าในไทย ทั้งนี้ นอกจากเพื่อการใช้เองแล้ว ยังมีโอกาสจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มชัดเจนว่า จะมีการใช้รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนมากขึ้นในทุกประเทศ เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว อาจกล่าวได้ว่าทิศทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทย มีความสอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานโลกที่มุ่งเน้นในเรื่องของการลดความเสี่ยงของการกระจุกตัวไปที่พลังงานใดพลังงานหนึ่งในการผลิตไฟฟ้า การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดความต้องการการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม และการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยต้องมีการวางแผนที่คำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม และความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีความเป็นธรรมต่อสังคมในทุกภาคส่วน

การบริหารจัดการความเข้าใจในเรื่องความจำเป็นของการต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและแนวทางป้องกันแก้ไข รวมทั้งการทำวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลฐานไว้เปรียบเทียบ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าได้ การวางแผนเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาพลังงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีคุณภาพจากการวิจัยที่เข้มข้น จะเป็น“เข็มทิศ”สำคัญที่ผลักดันให้นักวิจัยผลิตผลงาน ตลอดจนสร้างนวัตกรรมที่จะนำพาไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างยั่งยืน และทำให้ประเทศมีความพร้อมที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมของเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าในอนาคตได้
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 22    จำนวนคนเข้าชม : 355   คน