เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460166

รายละเอียด

อะไรคือกระบวนการการมีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์?
“โครงการการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย” มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดทำแผนการดำเนินงานเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่มุ่งเน้นความปลอดภัยต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเป็นที่ยอมรับของประชาชน
 
งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของคณะผู้วิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ คณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค และความเหมาะสมต่อการสร้างความปลอดภัยและยั่งยืนในการใช้พลังงาน และกระบวนการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย โดยตัวแทนจากคณะรัฐศาสตร์ และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในประเทศไทย

แต่เมื่อนำนักวิจัยทางสังคมศาสตร์มาร่วมกับวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมภาคประชาชนนั้น ทางฝ่ายสังคมศาสตร์ได้มีข้อโต้แย้งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมว่า งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการให้ศึกษาการมีส่วนร่วมตั้งแต่การตัดสินใจจะดำเนินการการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย หรือมีธงที่จะดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อยู่แต่เดิมแล้ว แต่ต้องการจะสร้างการบริหารจัดการเพื่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งทางฝ่ายสังคมศาสตร์นั้นตีความลักษณะของเป้าหมายกระบวนการการมีส่วนร่วมทั้งสองกระบวนการข้างต้นแตกต่างกันอย่างมาก เพราะการมีส่วนร่วมที่แท้จริงตามหลักการนโยบายสาธารณะแบบปรึกษาหารือ (deliberative policy) นั้น กระบวนการการมีส่วนร่วม ต้องเริ่มจากการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในประเด็นปัญหาตั้งต้นที่นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่ตัดสินใจก่อนล่วงหน้าแล้วจึงทำกระบวนการหาการมีส่วนร่วม หรือเพียงแต่มีส่วนร่วมในการดำเนินการของสิ่งที่ถูกตัดสินใจมาก่อนหน้าเท่านั้น

การจะได้มาซึ่งแผนการดำเนินการที่เหมาะสมในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อย่างยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของประชาชนสำหรับประเทศไทย จึงไม่ได้ทำการศึกษาเฉพาะสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันและการคาดการณ์ของพลังงานในอนาคต และความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตามหลักสากลที่เกี่ยวข้องของประเทศที่มีใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น การศึกษาได้ถูกออกแบบให้มีการศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้เกิดการยอมรับในการใช้พลังงานนิวเคลียร์จากกรณีศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ที่เป็นประเด็นความขัดแย้ง ทั้งในและต่างประเทศเพื่อนำมาถอดบทเรียน เพื่อใช้ในการจัดทำทางเลือกในการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของสาธารณะในการตัดสินใจและยอมรับต่อนโยบาย และการบริหารจัดการร่วมกันภายหลังที่มีการเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว
 
ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน (people’s participation) ถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและมีอิทธิพลในกระบวนการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดการยอมรับและการมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินนโยบายสาธารณะหรือโครงการของภาครัฐขึ้น ตลอดจนร่วมกันออกแบบแนวทาง/วิธีการในการนำนโยบายหรือโครงการเหล่านั้นไปปฏิบัติร่วมกัน โดยภาคส่วนต่าง ๆ อาจทำหน้าที่ในการติดตามและประเมินผลร่วมกันในกระบวนการและประสิทธิผล รวมทั้งปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ภายใต้งานวิจัยชิ้นนี้ ได้มีการนำเอากระบวนการมีส่วนร่วมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน โดยมีการประชุมสัมมนาในหัวข้อ “การรับฟังความคิดเห็นในการพัฒนาแผนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย” ที่มีต่อร่างแผนการดำเนินการที่คณะผู้วิจัยได้จัดทำขึ้น มีประเด็นอภิปราย 2 ประเด็น คือ

1) อภิปรายเนื้อหาและช่องว่างของแผนการมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างปลอดภัย รวมทั้งข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงแผนในรูปแบบต่าง ๆ ของสถานการณ์ที่กำหนด

2) อภิปรายประเด็นข้อกังวลที่ควรพิจารณา และแนวทางการจัดการเพื่อลดความเสี่ยง หรือแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทย

ในครั้งนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นนักวิชาการฝั่งสังคมศาสตร์ มีหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายประเด็นข้างต้นที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นนักเทคนิคจากฝั่งวิทยาศาสตร์ จากการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ ประเด็นแรกสรุปได้ว่า ควรมีการนำเอาวิธีคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในเชิงเศรษฐศาสตร์มาใช้ในข้อพิจารณาวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าให้ครอบคลุมถึงประเด็นการเยียวยาชุมชน ตลอดจนคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และแนะนำให้มีการตั้งองค์กรที่คอยกำกับดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจัดการเรื่องการเยียวยาผ่านกลไกให้แก่ชุมชน/สังคม
 
ถัดมาคือประเด็นเกณฑ์การพิจารณาของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) มีการนำเสนอข้อมูลเพียง 7 ข้อ ไม่ครบทั้ง 19 ข้อ อีกทั้งไม่ได้ตอบคำถามว่า “จุดอ่อนของประเทศไทยต่อการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ที่ไหน?” แต่ IAEA กลับชี้แจงถึง จุดอ่อนของประเทศไทยนั้นอยู่ที่นโยบายรัฐบาลไม่แน่นอน ไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยขาดความต่อเนื่องในทางการเมือง อันส่งผลกระทบต่อนโยบายการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอีกหนึ่งในช่องว่างที่ผู้ร่วมสัมมนามองเห็นคือ ควรมีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder analysis) ในแต่ละกระบวนการของแผนอย่างครอบคลุมให้มากที่สุดว่าในการดำเนินกิจกรรมตามแผนแต่ละครั้งนั้น กลุ่มใดเป็นเป้าหมายหลัก และดำเนินการไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งจะทำให้ในแต่ละครั้งที่ดำเนินการให้ข้อสรุปที่แน่นอนและเป็นประโยชน์ในการวางแผน ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับผู้เขียนเช่นกันว่า งานวิจัยประเด็นพลังงานนิวเคลียร์ของไทยเคยมีการศึกษาและระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ก็ไม่สามารถขอ/หรือค้นพบงานวิจัยเล่มนั้นได้เลย

ต่อมาประเด็นที่ 2 โดยหากจะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งในระยะก่อนตัดสินใจและตัดสินใจจะใช้พลังงานนิวเคลียร์แล้ว มีข้อกังวลที่ควรพิจารณาใดบ้าง สิ่งที่การศึกษาส่วนสังคมศาสตร์ออกแบบกลไกกระบวนการและตั้งข้อสังเกตคือ การที่โครงการการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าจะเห็นความสำคัญของการศึกษาส่วนสังคมศาสตร์ แต่มักจะคิดว่ากระบวนการมีส่วนร่วมนั้นค่อยมาสร้างตอนที่โรงไฟฟ้าสร้างเสร็จแล้วเพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมดำเนินงาน โดยลืมไปว่าองค์ประกอบหลักของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมนั้นคือ ความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเพื่อการเพิ่มระดับการยอมรับเสียก่อน แล้วการจัดการร่วมกันในอนาคตที่เหมาะสมนั้นจะตามมา
 
จากการสัมมนา นักเทคนิคมีประเด็นการถกเถียงที่น่าสนใจว่า หากจะมีการพูดถึงประเด็นความเสี่ยงในการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่มักมุ่งไปหาแต่ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์ แต่ทำไมไม่พูดถึงกรณีที่มีการผิดพลาดบ้าง? จึงมีข้อเสนอให้มีการเล่าเรื่องผ่านกรณีศึกษาต่าง ๆ เช่น เชอร์นาบิล ฟุกุชิมะ เป็นต้น ว่าประเทศไทยเรามีความพร้อมเรื่องการวางแผนในการบริหารจัดการความเสี่ยงกับสถานการณ์วิกฤตในลักษณะนี้อย่างไร ตลอดจนสามารถแสดงออกถึงความพร้อมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการลดความเสี่ยงของการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นให้มีความรุนแรงและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์ของประชาชนน้อยที่สุด ถัดมาควรมีกฎหมายหรือแผนปฏิบัติการในประเด็นความเสี่ยงจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นรูปธรรมและมีผลบังคับใช้ อันจะเป็นหลักประกันความสามารถในการบริหารจัดการยามเกิดภาวะวิกฤติของผู้ปฏิบัติงานและชุมชนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และข้อกังวลท้ายสุด องค์กรกำกับดูแลความปลอดภัยไม่เป็นอิสระ การกำกับดูแลความปลอดภัยจะต้องไม่อยู่ในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์บริหารสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ว่ารัฐบาลยังไม่มีกลไกที่น่าเชื่อถือในการกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยรัฐ

การจัดการสัมมนาได้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยน ถกแถลงระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค และองค์กรหลักต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีประโยชน์และมุมมองที่น่าสนใจว่า การจะสร้างแผนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัยยังมีช่องว่างใดบ้างสำหรับคณะผู้วิจัย และมีสิ่งใดที่ยังน่ากังวลและควรพิจารณาแนวทางการจัดการเพื่อลดความเสี่ยง หรือแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทย อันจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในประเด็นนี้ในอนาคต
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 18    จำนวนคนเข้าชม : 203   คน