เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2322933

รายละเอียด

ไม้โตเร็ว: เชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อผลิตไฟฟ้า
ดร.มะลิวัลย์ หฤทัยธนาสันติ์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
aapmwt@ku.ac.th


พลังงานชีวมวลเป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพมากที่สุดชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะศักยภาพด้านการผลิต เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เหมาะสมในการผลิตพืช รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในการผลิตและเพิ่มผลผลิตพืชได้เป็นอย่างดี เดิมชีวมวลมุ่งเน้นไปที่เศษเหลือจากภาคเกษตรกรรม แต่ปริมาณของชีวมวลดังกล่าวมีความเสี่ยงอย่างมากทั้งด้านปริมาณและราคา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนในการจัดหาชีวมวลหลาย ๆ ชนิดเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบแบบผสมผสานกัน รวมทั้งหาแนวทางการผลิตพืชพลังงานต่างๆ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งวัตถุดิบมีความสำคัญอย่างมาก และจะต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการให้มีอย่างพอเพียงต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ

 

 
การส่งเสริมการผลิตชีวมวลจากไม้โตเร็ว เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้การจัดหาชีวมวลเป็นไปอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีความสม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในระบบการผลิตพลังงาน และทำให้มีปัญหาในการผลิตน้อยลง อย่างไรก็ตาม การปลูกไม้โตเร็วเพื่อพลังงานดังกล่าวจำเป็นต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพอย่างแท้จริง และพื้นที่ดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่การผลิตพืชอาหาร หรือต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีการใช้ประโยชน์พื้นที่อยู่แล้ว รวมทั้งต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและผลตอบแทนสำหรับเกษตรกรเจ้าของพื้นที่ที่จะนำมาปลูกไม้โตเร็วเพื่อพลังงานอีกด้วย
 

 
ไม้โตเร็วที่ควรนำมาปลูกเพื่อเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ควรมีคุณสมบัติให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง มีความหนาแน่นไม้สูง ปริมาณขี้เถ้าต่ำ ปริมาณลิกนินสูงซึ่งจะทำให้มีค่าความร้อนสูง ทนโรคและแมลง เติบโตได้ดีในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม ความสามารถในการแตกหน่อดี ขยายพันธุ์ได้ง่าย สามารถปลูกร่วมกับพืชเกษตรอื่นในระบบวนเกษตรได้

ไม้โตเร็วที่มีศักยภาพในการนำมาปลูกเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในปัจจุบัน ได้แก่ ไม้สกุลยูคาลิปตัส (Eucalyptus) กระถินณรงค์ กระถินเทพา (Acacia) กระถินยักษ์ (Leucaena) สนประดิพัทธ์ (Casuarina) เสม็ดขาว (Melaleuca) และไผ่
 
สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสม หรือปริมาณความหนาแน่นต่อพื้นที่ที่เหมาะสมของไม้โตเร็วแต่ละชนิดที่จะให้ผลผลิตสูง และระยะปลูกที่เหมาะสมกับสภาพดินชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่พบว่าไม้โตเร็วที่สามารถปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง ดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ และเป็นดินทราย ได้แก่ ยูคาลิปตัส อะเคเซีย และสนประดิพัทธ์ ในพื้นที่ที่ดินอุดมสมบูรณ์ปานกลาง และมีฝนตกปานกลาง สามารถปลูกกระถินยักษ์ และไผ่ ในส่วนของดินที่เป็นกรดหรือดินเปรี้ยวมีน้ำขังสามารถปลูกเสม็ดขาว สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ งานวิจัยที่ผ่านมาระบุว่า ระยะปลูก 2x1 เมตรขึ้นไป หรือความหนาแน่น 600 - 800 ต้นต่อไร่ จะให้ผลผลิตเนื้อไม้เพื่อพลังงานดีที่สุด อย่างไรก็ตามผลผลิตของไม้โตเร็วหลายชนิดจากการปลูกในรูปแบบต่าง ๆ ในสภาพพื้นที่และดินที่แตกต่าง จะมีความแตกต่างกัน

ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ถ้าหากมีการส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วดังกล่าวอย่างจริงจัง สามารถคาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งทางบวก และทางลบ ดังนี้
 
ผลกระทบด้านบวก

1. ทำให้มีการใช้พื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อสร้างผลผลิตและรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่เสื่อมโทรมเหล่านี้เป็นการใช้พื้นที่ในระยะยาว ซึ่งเป็นการช่วยปรับปรุงดิน ฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

3. เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

4. ช่วยลดปัญหาและป้องกันการชะล้างพังทลายดิน

5. สร้างทางเลือกในการปลูกพืชให้มีความหลากหลาย ลดปัญหาในการแข่งขันด้านราคา และลดปัญหาการผลิตพืชเศรษฐกิจที่รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยตลอด

6. สร้างงานและรายได้ให้เกษตรกรที่ครอบครองพื้นที่ดินเสื่อมโทรม ดินไม่ดี โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่เสื่อมโทรม สามารถมีแนวทางการสร้างรายได้ ลดปัญหาการขายที่ดินทำกินในพื้นที่ ส.ป.ก

7. ลดการใช้สารเคมีอันตรายที่มีการใช้ในพืชเกษตรอายุสั้นอยู่เป็นจำนวนมาก

8. เป็นแหล่งผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลที่สามารถควบคุมและจัดการในด้านปริมาณและคุณภาพได้

9. ทำให้มีการบริหารจัดการและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ชีวมวลแบบครบวงจรซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญอย่างหนึ่ง
 
ผลกระทบด้านลบและความเสี่ยง

1. ถ้ามีการจัดการสวนไม้โตเร็วไม่เหมาะสม อาจทำให้ได้ผลผลิตต่ำและเกิดโรคแมลงสะสม เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสวนไม้โตเร็วในพื้นที่ใกล้เคียง และอาจเกิดผลกระทบกับพืชเกษตรอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นจึงควรเพิ่มความหลากหลายของสกุล ชนิดพันธุ์ ในแต่ละพื้นที่ปลูกเพื่อลดผลกระทบและความเสี่ยงดังกล่าว

2. การปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่เสื่อมโทรมอาจต้องใช้ต้นทุนมากกว่าพื้นที่อื่นที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้อาจจะน้อยกว่า ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อไม่ให้ตั้งเป้าหมายในส่วนของผลผลิตสูงเกินไป เพราะจะทำให้เกษตรกรไม่เข้าใจและเกิดการต่อต้าน

จากงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อปี 2557 พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ศักยภาพสำหรับปลูกไม้โตเร็วตามเงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับการผลิตพืชอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งหมด 4,406,414.27 ไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวหากนำมาปลูกไม้โตเร็วทั้งหมดจะทำให้สามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลที่นำไปผลิตไฟฟ้าได้ถึง 2,283.8 เมกะวัตต์ ดังนั้นไม้โตเร็วจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมที่สุดกับบริบทของประเทศไทยที่มีพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก อีกทั้งเหมาะสมอย่างยิ่งกับการเพาะปลูกภายใต้วิกฤติภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 11    จำนวนคนเข้าชม : 192   คน