เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2438680

รายละเอียด

ฟาร์มกังหันลม สร้างพลังงาน สร้างชุมชน
ความจริงแล้ว ฟาร์มกังหันลมอยู่ร่วมกับชุมชนในการใช้ประโยชน์มาโดยตลอด อาจกล่าวได้ว่าฟาร์มกังหันลมในประเทศไทยได้ถูกใช้ในการส่งกำลังทางกลให้ระหัดวิดน้ำนำน้ำทะเลเข้าสู่นาเกลือตามแนวพื้นที่ชายฝั่งทะเล ขณะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เองได้ใช้กังหันลมในการสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่เคยเป็นทะเลสาบหลาย ๆ แห่งซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลให้กลายเป็นที่ลุ่มแห้ง เพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและกสิกรรม รวมถึงป้องกันภัยน้ำท่วม

แต่ปัจจุบันความเข้าใจว่าฟาร์มกังหันได้กลายเป็นกลุ่มกังหันลมที่ติดตั้งไว้บนเสาสูงและใบพัดขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งอาจจะเปลี่ยนรูปพลังงานกลได้ แต่ไม่ต้องการใช้ในพื้นที่นั้นให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าซึ่งง่ายต่อการนำไปใช้ในชุมชนโดยรอบหรือรูปแบบอื่นนั่นเอง ในรายงานของ Global Wind Energy Council [1] ได้ให้ความสำคัญกับพลังงานลม โดยคาดคะเนขนาดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมอาจจะสูงถึง 5,806 กิกะวัตต์ ในปี ค.ศ. 2050 จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ที่ 433 กิกะวัตต์ ซึ่งติดตั้งในประเทศจีน (38%) ประเทศในอเมริกาเหนือ (19%) ประเทศในยุโรป (27%) ขณะที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternate Energy Development Plan: AEDP2015) กำหนดให้กำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 3,002 เมกะวัตต์ โดยผลดำเนินการด้านพลังงานลมระหว่างปี พ.ศ. 2555-2557 มีกำลังผลิตติดตั้ง 224.75 เมกะวัตต์ [2] (ประมาณ 7.5 % ของเป้าหมาย) โดยฟาร์มกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดจำนวนหนึ่งฟาร์มขนาด 207 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยบง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีลักษณะการใช้พื้นราบสูง 5,000 ไร่ร่วมกับชุมชนทำการเกษตรกรรมเพาะปลูกพืชมันสำปะหลังรอบกังหันลม ดังรูปจะเห็นว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าจากฟาร์มกังหันลมกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
 
การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับการผลิตกระแสไฟฟ้าแบบอื่น ๆ เนื่องจากฟาร์มกังหันลมสามารถติดตั้งเสร็จสิ้นและเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีการใช้วัตถุดิบที่สามารถก่อให้เกิดมลพิษระยะยาว ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นบ่อเกิดของภาวะโลกร้อน ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงขึ้น คุณค่าของพลังงานลมก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนโดยรอบ โดยเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายต้นทุนเชื้อเพลิง

ประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมบนบก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่บนที่ราบสูงบนเขาและอาจจะเป็นเขตอนุรักษ์ตามกฎหมายที่ห้ามการติดตั้งฟาร์มกังหัน การทำฟาร์มกังหันลมในทะเลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับประเทศไทย โดยที่น่าสนใจอย่างมากคือ อ่าวไทยมีพื้นที่กว่า 3 แสนตารางกิโลเมตร ความยาวชายฝั่งทะเล 1,840 กิโลเมตร และความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 58 เมตร ซึ่งเทคโนโลยีกังหันลมปัจจุบันสามารถรองรับการพัฒนาที่ความลึกนี้ได้ การหาพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมมีความสำคัญต่อการลดต้นทุนต่อหน่วยการผลิตกระแสไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก ทำให้โครงการมีความเป็นได้ในการลงทุนและคืนทุนสูงขึ้น จากการศึกษาทำแผนที่ลมแบบจำลองบรรยากาศในอ่าวไทยดังรูป [3] พบว่า บริเวณอ่าวไทยตอนบนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่าวไทยรูปตัว ก มีศักยภาพของพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเลสูงที่สุด โดยมีอัตราเร็วลมเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ในช่วง 6.5-7.5 เมตรต่อวินาที ที่ระดับความสูง 120 เมตร
 

 
เมื่อศึกษากฎหมาย พบว่า การสร้างฟาร์มกังหันลมในเขตน่านน้ำภายในและทะเลอาณาเขตมีความเป็นไปได้ภายใต้กฎกระทรวงฉบับที่ 63 ซึ่งออกตามความมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 กฎกระทรวงฉบับที่ 63 ไม่ได้กำหนดปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำน้ำที่มีลักษณะฟาร์มกังหันลม อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดให้เจ้าท่าสามารถอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำน้ำประเภทอื่นเป็นการเฉพาะรายได้และให้ถือเป็นหลักเกณฑ์ในการอนุญาตต่อไปได้ นอกจากนี้เจ้าท่ายังสามารถอนุญาตการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่สามารถทำได้เว้นแต่เป็นของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจและปลูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ แต่โดยตำแหน่งที่ตั้งของฟาร์มกังหันลมจะต้องไม่อยู่ในเขตพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษตามกฎหมายในฐานะเขตอุทยานทางทะเล ไม่ต้องห้ามตามพื้นที่ที่กำหนดเป็นทางเดินเรือ เขตท่าเรือ เขตจอดเรือและเขตควบคุมการเดินเรือ และไม่อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จะมีประเด็นสำคัญทางสิ่งแวดล้อมเช่น ทัศนียภาพ เสียง นก สัตว์น้ำ อุบัติเหตุ และการใช้ประโยชน์ด้านท่องเที่ยว ที่ควรพิจารณาได้แก่ ความสวยงามของท้องทะเลหรือสภาพทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปมักขึ้นกับจำนวนต้นของกังหันลมและระยะห่างจากแนวฝั่ง โดยหากมีการติดตั้งกังหันระยะใกล้กับชายฝั่งจะส่งผลต่อทิวทัศน์ของท้องทะเลค่อนข้างมาก แต่หากเป็นกังหันลมในทะเลลึกมักไม่เป็นปัญหาเพราะห่างไกลสายตาผู้คนอยู่แล้ว
 
ผลกระทบของฟาร์มกังหันลมต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้น จากการสำรวจความคิดเห็นในอเมริกาพบว่าจำนวนของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชายหาดจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก เมื่อระยะทางของกังหันลมที่ติดตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งตั้งแต่สิบกิโลเมตรออกไป ขณะที่ผลการศึกษาที่สก็อตแลนด์พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้นเพื่อไปเยี่ยมชมฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง ในกรณีของเสียงนั้น มักจะมาจากขั้นตอนการก่อสร้าง โดยเสียงที่เกิดจากเครื่องจักร การขุดเจาะ การติดตั้งใบพัด เป็นต้น เสียงลักษณะนี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว และอาจส่งผลต่อสัตว์น้ำที่อ่อนไหวต่อการรับเสียง อย่างไรก็ดีเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถลดผลกระทบดังกล่าวได้ เช่น ไม่ติดตั้งฐานของกังหันลมแบบต้องใช้การขุดเจาะ หรือการสร้างม่านอากาศรอบ ๆ เสาเข็มขณะติดตั้ง ส่วนเสียงที่เกิดจากขั้นตอนการดำเนินงานจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำน้อยกว่าขั้นตอนการก่อสร้าง โดยยังไม่พบรายงานของผลกระทบด้านเสียงของกังหันลมต่อการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยหรือการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรสัตว์น้ำอย่างมีนัยสำคัญจากขั้นตอนของการเดินระบบ
 
กังหันลมในทะเลไม่ได้มีแต่ข้อเสียต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลเท่านั้น ในระยะยาวพบว่าความหนาแน่นของปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเลจะสูงขึ้นในสถานที่ตั้งฟาร์มกังหันลมในทะเล ทั้งนี้จากการศึกษาของสถาบันสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยพลีมัธในประเทศอังกฤษ พบว่าโครงสร้างใต้น้ำของกังหันลมในทะเลกลายเป็นแหล่งพักพิงคล้ายปะการังเทียมแก่สัตว์น้ำ โดยการสร้างระบบนิเวศแบบใหม่ที่ทำให้เกิดความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ของสังคมสิ่งมีชีวิตที่อยู่ก้นทะเลดีขึ้นอีกด้วย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำที่เกิดจากการก่อสร้างและติดตั้งกังหันลมจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จากนั้นความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์น้ำที่อาศัยบนพื้นท้องทะเลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กังหันลมแบบนอกชายฝั่งอาจมีผลกระทบด้านลบต่อนกทะเลบ้าง ทั้งนี้เมื่อเทียบกับสาเหตุการตายของสัตว์ปีกจากสาเหตุอื่น ๆ ในอเมริกาแล้วพบว่ามีผลน้อยที่สุด นกอาจเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการบินชนถูกใบพัด หากฟาร์มกังหันลมตั้งอยู่ใกล้แหล่งผสมพันธุ์หรืออยู่ในเส้นทางการบินโยกย้ายตามฤดูกาล โดยเฉพาะการบินในเวลากลางคืน หรือในระดับความสูงที่ต่ำ หรือภายใต้สภาพอากาศที่ทัศนวิสัยที่ไม่ดี ประเด็นนี้สามารถแก้ไขได้โดยการออกแบบ ตำแหน่ง และการจัดเรียงตำแหน่งของฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งในอนาคต โดยต้องคำนึงถึงการกระจายตัวและความอ่อนไหวของประชากรนกทะเล ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงโซนที่มีการอพยพ นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาระบบเรดาร์ เพื่อตรวจจับคลื่นความถี่เสียงของการกระพือปีกของนกที่ห่างจากกังหันตั้งแต่ระยะทางสี่ไมล์ หากระบบพบว่านกกำลังมีความเสี่ยงจากการทำงานของการหมุนของใบพัด ระบบจะหยุดกังหันและเริ่มการทำงานใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อนกบินผ่านไปแล้ว เป็นต้น

ดังนั้น การผลิตกระแสไฟฟ้าจากฟาร์มกังหันลมทั้งบนบกและในทะเลที่ได้จากพลังงานลมนั้นกระทำในชั้นบรรยากาศ ขณะที่ชุมชนก็ยังสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติรอบพื้นที่ติดตั้ง ฟาร์มกังหันนอกจากผลิตพลังงานที่สะอาดแล้วยังเป็นมิตรกับชุมชนนั้นได้อย่างดี ด้วยการจัดการอย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

[1] http://www.renewableenergyworld.com/articles/2016/11/insights-from-the-global-wind-energy-council-2016-outlook.html, accessed by November 14, 2016

[2] GWEC, “Global Wind Energy Report 2015: Annual Market Update, “Global Wind Energy Council, Brussels, Belgium, 2015.

[3] ธนัญชัย ลีภักดิ์ปรีดา, บัลลังก์ เนียมมณี, จอมภพ แววศักดิ์, ณัฐวุฒิ ชยาวนิช. (2557). การศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าฟาร์มกังหันลมใกล้ชายฝั่งทะเลและนอกชายฝั่งทะเลอ่าวไทย (เฟสหนึ่ง). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย.
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 129    หน้าที่ : 02    จำนวนคนเข้าชม : 856   คน