เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2284289

รายละเอียด

ประสบการณ์ศึกษาวิจัยที่ประเทศออสเตรเลีย

 

 
เรื่องการจองที่พัก โดยผมได้จองที่พักที่หอพักนิสิตบัณฑิตศึกษา (graduate house) ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์วิจัยความหลากหลายทางภาษา (Centre for Research on Language Diversity) ที่มีห้องทำงานของผม ส่วนเรื่องการขอวีซ่านั้น เมื่อเตรียมเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยและยื่นเอกสารแล้ว ภายใน 2 สัปดาห์ก็ได้วีซ่า หลังจากที่ได้เอกสารรับรองที่พักและวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินทางไปศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยลาโทรบแห่งเมลเบิร์น เมืองที่ได้รับเลือกว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ช่วงที่ศึกษาวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยลาโทรบนั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย หอพักและศูนย์วิจัยฯ อยู่ใกล้กันมาก ใช้ระยะเวลาเดินไม่เกิน 3 นาที ทำให้ผมไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ในแต่ละวันผมจะมาห้องทำงานที่ศูนย์วิจัยฯ เพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับวรรณยุกต์ในคำพูดเดี่ยวและอิทธิพลของวรรณยุกต์ที่มีต่อกันในคำพูดต่อเนื่องภาษาปะโอ (Citation tones and tonal coarticulation in Pa-O connected speech) การมาศูนย์วิจัยฯ นอกจากจะทำให้ผมได้วิเคราะห์ข้อมูลทางกลสัทศาสตร์และเขียนบทความวิจัยแล้ว ผมยังได้มีโอกาสพบปะกับอาจารย์ นักวิจัยอาชีพ และนักศึกษาปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ ทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำวิจัย อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาปริญญาเอกที่ศูนย์วิจัยจำนวนมากทำวิจัยเกี่ยวกับภาษาตระกูลทิเบต-พม่า ซึ่งภาษาปะโอที่ผมทำวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์ก็เป็นภาษาในตระกูลทิเบต – พม่า เช่นเดียวกัน
 
Prof. David Bradley ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศของผม ก็มีห้องทำงานในศูนย์วิจัยฯ เดียวกับผมด้วย ทำให้การพบปะกับอาจารย์เพื่อขอคำแนะนำและพูดคุยประเด็นปัญหาต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างสะดวก นอกจากนี้อาจารย์ยังแนะนำให้ผมเข้าร่วมชั้นเรียนทางภาษาศาสตร์ ผมได้เข้าเรียนทั้งหมด 3 รายวิชาคือ วิชาสัทศาสตร์ (Phonetics) วิชาสัทศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Phonetics) ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ผมทำวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์ และวิชาวิธีวิจัยทางภาษาศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Research Methods in Linguistics) ในชั้นเรียนสัทศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการศึกษาเสียงในภาษาต่าง ๆ ในโลก ผมได้พบปะนักศึกษาชาวต่างชาติหลากหลายสาขา ทั้งผู้ที่เรียนด้านภาษาศาสตร์ การสอนภาษา การละคร และการรักษาการพูดที่ผิดปกติ ซึ่งล้วนสนใจการศึกษาเสียงในแง่มุมที่ต่างกัน ผมจึงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การประยุกต์ใช้การศึกษาเรื่องเสียงในภาษาในมุมมองต่าง ๆ นับเป็นการเปิดโลกทัศน์และได้เห็นมุมมองจากเพื่อน ๆ ชาวต่างชาติอีกด้วย
 
สำหรับชั้นเรียนวิชาสัทศาสตร์ขั้นสูงนั้น จัดการเรียนการสอนแบบเน้นการอ่านวิเคราะห์ ผู้สอนจะมอบหมายให้อ่านหนังสือและบทความวิจัย หลังจากนั้น ก็มีการนัดพบเพื่ออภิปรายร่วมกัน ในชั้นเรียนนี้ ทำให้ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาทางกลศาสตร์ และเรียนรู้เทคนิควิธีต่าง ๆ รวมถึงได้แบ่งปันประสบการณ์และการแก้ปัญหาที่ได้เคยพบจากการทำวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์ของตนเอง

ส่วนในชั้นเรียนวิชาวิธีวิจัยทางภาษาศาสตร์ขั้นสูง สอนโดย Prof. David Bradley ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศของผม ผู้ที่เข้าชั้นเรียนนี้จะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีหัวข้อวิทยานิพนธ์แล้ว กับนักวิจัยรับเชิญจากต่างประเทศ รวมทั้งหมด 6 คน บรรยากาศในชั้นเรียนนี้ค่อนข้างเข้มข้น ผู้เรียนจะต้องนำเสนอเกี่ยวกับงานวิจัยของตนเอง แสดงความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยของผู้ร่วมชั้นเรียน อภิปรายและแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยในขั้นตอนต่าง ๆ แม้ว่าทุกคนจะทำวิจัยด้านภาษาศาสตร์ แต่ก็มีความหลากหลายในสาขาย่อย เช่น ภาษาศาสตร์สังคม (Sociolinguistics) วากยสัมพันธ์ (Syntax) สัทวิทยา (Phonology) และการฟื้นฟูภาษา (Language Revitalization) ผมจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางภาษาศาสตร์สาขาอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านสัทศาสตร์
 
แม้บรรยากาศในชั้นเรียนค่อนข้างจะเข้มข้นในเชิงวิชาการ แต่ทุกคนก็สนุกกับการเรียนเป็นอย่างมาก ทุกคนกระตือรือร้นกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของตนเอง เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนสนใจเกี่ยวกับภาษาไทยและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทุกคนอยากจะมาเก็บข้อมูลภาคสนามและศึกษาภาษาต่าง ๆ ในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีภาษาชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก และหลากหลายตระกูลภาษา ดังนั้นในชั้นเรียนนี้ นอกจากผมจะต้องนำเสนอเกี่ยวกับภาษาปะโอซึ่งเป็นภาษาที่ผมศึกษาเป็นวิทยานิพนธ์แล้ว ผมมักจะได้รับคำถามแบบเดียวกัน คือ ให้ยกตัวอย่างในภาษาไทยด้วย แม้จะต้องเตรียมตัวมากขึ้น แต่ผมถือว่าเป็นกำไรที่ได้นำความรู้ทางภาษาศาสตร์มาวิเคราะห์ภาษาไทย และภูมิใจที่ชาวต่างประเทศสนใจภาษา วัฒนธรรม และประเทศไทย

ผมยังได้เป็นสมาชิกของชมรมภาษาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยลาโทรบ (La Trobe University Linguistics Society) ได้มีโอกาสช่วยจัดและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชมรม เพื่อสร้างสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่เรียนภาษาศาสตร์ทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา โดยจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสนทนาภาษาศาสตร์ในมื้อกลางวัน (Linguistics over lunch) ที่ผู้เรียนและผู้ทำวิจัยด้านภาษาศาสตร์มารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และสนทนาประเด็นทางภาษาศาสตร์ที่ยกขึ้นมาเป็นหัวข้อการพูดคุย หรือกิจกรรมชมภาพยนตร์และอภิปรายกระทู้ทางภาษาศาสตร์ (Evening of Linguistics Film and Forums) ที่จะมีการฉายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์การบรรยายทางภาษาศาสตร์ที่น่าสนใจ และยกเป็นหัวข้อในการอภิปราย หากผู้เข้าร่วมบริจาคเงินเพียง 1 ดอลลาร์ (ประมาณ 30 บาทไทย) ก็จะสามารถรับประทานพิซซ่าและเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ทางชมรมจัดไว้ให้ แต่ถ้าใครไม่อยากรับประทานพิซซ่าในวันนั้น ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่ต้องบริจาคได้เช่นกัน กิจกรรมเหล่านี้ ช่วยให้ผมได้รู้จักนักศึกษาชาวออสเตรเลียและต่างชาติอื่น ๆ ที่สนใจเรียนทางด้านภาษาศาสตร์มากมาย และหลายคนก็กลายเป็นเพื่อนสนิทของผมที่ไปเที่ยวด้วยกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
 
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจก็คือ ความกล้าแสดงออกทางความคิด และทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี การแสดงความเห็นบางประเด็นสะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางวิชาการ และความลึกซึ้งทางการวิเคราะห์ของนักศึกษาด้านภาษาศาสตร์

ในแต่ละสัปดาห์ ผมจะอยู่ในมหาวิทยาลัยเพื่อทำวิจัยที่ห้องทำงาน เข้าร่วมชั้นเรียน และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นหลัก แต่จะมี 1 วันที่ผมจะเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อเดินเล่น เที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ และที่สำคัญเพื่อไปรับประทานอาหารไทยสัปดาห์ละครั้ง การเดินทางจากมหาวิทยาลัยไปในเมืองนั้นใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่สะดวกสบายมาก ผู้คนที่นี่นิยมเดินทางโดยการคมนาคมสาธารณะเช่น รถราง (tram) รถโดยสารประจำทาง (bus) หรือรถไฟฟ้า (train) การเดินทางสะดวกและตรงเวลาอย่างมาก โดยคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 นาที ทำให้เราสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่าย เมลเบิร์นเป็นเมืองศิลปะ สถานที่ที่ผมชื่นชอบที่สุด คือ ถนนต่าง ๆ ในเมือง เช่น ถนนเบิร์ก (Bourke street) ถนนสแวนสตัน (Swanston street) ซึ่งถนนสำคัญในเมืองจะมีศิลปินมาแสดงริมถนน ทั้งวาดรูปบนพื้นถนน เล่นดนตรี แสดงมายากล ผู้ที่มาแสดงริมถนนนี้ จะต้องได้รับใบอนุญาตให้แสดงอย่างถูกกฎหมาย
 
ในช่วงที่ผมอยู่ที่เมลเบิร์นนั้น อากาศกำลังค่อย ๆ เริ่มเย็น การได้นั่งอ่านหนังสือริมถนนที่มีนักดนตรีเล่นดนตรีอย่างไพเราะ และถนนประดับประดาด้วยดอกไม้สีสันสวยงามนั้น ทำให้ผมหลงใหลเมืองเมลเบิร์น...และนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมืองนี้ได้รับการเลือกให้เป็นเมืองที่น่าอยู่อีกแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้บริเวณจัตุรัส Federation Square ใกล้แม่น้ำยาร์รา (Yarra river) ยังเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมที่นิยมจัดเทศกาลต่าง ๆ เช่น เทศกาลมุมบา เทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย เทศกาลวันตลกแห่งโลก เทศกาลพุทธศาสนา เป็นต้น ทำให้ผมได้รู้จักกับสังคมพหุวัฒนธรรมของเมลเบิร์น และทำให้ชีวิตการศึกษาวิจัยต่างแดนของผมมีสีสันมากขึ้น

เมื่อครั้งที่อาจารย์ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศได้พาผมมาที่ห้องทำงานของผมในศูนย์วิจัยฯเป็นครั้งแรก อาจารย์ได้แจ้งกับผมว่า ศูนย์วิจัยฯ เปิด 24 ชั่วโมง ตอนที่ผมได้ยินเช่นนั้น ก็นึกสงสัยว่า ทำไมศูนย์วิจัยจะต้องเปิด 24 ชั่วโมงด้วย...แต่หลังจากที่ผมได้อยู่ที่นี่สักพักหนึ่งก็พบว่า มีนักวิจัยมาทำงานในศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ ตลอด 24 ชั่วโมงจริง ๆ อาจจะเป็นเพราะศูนย์วิจัยฯ มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย และมีบรรยากาศของห้องทำงานที่เงียบ ในห้องสมุดมีวารสารวิชาการและเอกสารที่สำคัญให้ค้นคว้า
 
หลายครั้งที่ผมออกจากห้องทำงานเพื่อจะกลับหอพักในช่วงเวลาดึกมาก เช่นหลังเที่ยงคืน ก็มักจะพบนักวิจัยบางคนเดินทางมาเริ่มต้นทำงานวิจัย ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้จึงมีคนแวะเวียนมาตลอดทั้งวันทั้งคืน ทำให้เวลาทำงานดึกดื่น บรรยากาศจึงไม่เงียบสงัดเกินไปจนน่ากลัวสำหรับคนมาใหม่อย่างผม บางครั้งออกจากห้องทำงานมาพักดื่มชากาแฟ ก็ได้พบปะกับเพื่อนนักวิจัย ได้ทักทาย พูดคุยกันพอสมควร ก็ทำให้คลายความเครียดจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ช่วงเวลา 3 เดือนของผม สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ในปริมาณที่เกินความคาดหมาย และสามารถเขียนบทความวิจัยเป็นภาษาอังกฤษเสร็จสมบูรณ์ 2 ฉบับ

ศูนย์วิจัยฯ จะมีการจัดสัมมนาทางภาษาศาสตร์ทุก ๆ วันพุธ โดยในแต่ละสัปดาห์จะมีการออกจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหัวข้อที่จะบรรยายทางอีเมลและติดประกาศที่ศูนย์วิจัยฯ และมีอาจารย์ นักวิจัย หรือ นิสิตบัณฑิตศึกษามาบรรยายเกี่ยวกับงานวิจัยของตนเอง ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะมีผู้ที่สนใจเข้ามาฟังเป็นจำนวนมากทั้งจากมหาวิทยาลัยลาโทรบเอง และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทำให้ผมได้มีโอกาสพบกับอาจารย์และนักวิจัยต่างมหาวิทยาลัยอีกด้วย เมื่อจบการบรรยายจะมีการถามคำถาม ให้ข้อเสนอแนะ และอภิปรายประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศและเป็นแรงบันดาลใจให้กับการทำวิจัยสำหรับผมเป็นอย่างมาก
 
สัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผมจะกลับประเทศไทย ผมได้มีโอกาสนำเสนองานวิจัยในการสัมมนานี้ด้วย เนื่องจากผมจะต้องพูดเป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม ทำให้ต้องเตรียมตัวอย่างมาก แต่เมื่อได้นำเสนอเสร็จแล้ว ความเหนื่อยและความตื่นเต้นหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้เห็นผู้ฟังยกมือถามคำถามและแสดงความคิดเห็นอย่างสนใจซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนางานวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์ของผม

ถึงแม้ว่าการเดินทางมาศึกษาวิจัยที่ประเทศออสเตรเลียของผม มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ทางการศึกษาวิจัยในระดับนานาชาติ ขอคำปรึกษาและคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์ของผม แต่ในการเดินทางมาศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจนั่นคือ การที่ได้ทำตนให้เป็นประโยชน์ในแง่วิชาการกับนักภาษาศาสตร์ที่ศูนย์วิจัยฯแห่งนี้ โดยได้ให้คำแนะนำและเป็นวิทยากรสาธิตการปรับค่าความถี่มูลฐาน (fundamental frequency normalization) โดยการแปลงค่าเฮิร์ตซ์เป็นเซมิโทน ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอผลการวิเคราะห์วรรณยุกต์ในภาษาให้กับนักวิจัยและนิสิตปริญญาเอกมหาวิทยาลัยลาโทรบ ที่ศึกษาเกี่ยวกับวรรณยุกต์ในภาษาต่าง ๆ โดยวิธีการดังกล่าว ผมได้เรียนรู้จากภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการสนับสนุนจาก ศ. ดร. ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจก่อนเดินทางมาศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยลาโทรบ
 
สำหรับผมนั้น มองว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกเป็นการศึกษาขั้นสูงที่ผู้เรียนจะต้องอุทิศตนเป็นอย่างมาก เพราะเป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่เพียงแค่การ “รับความรู้” แต่จะต้อง “สร้างความรู้” คืองานวิทยานิพนธ์ที่เป็นนวัตกรรมต่อวงการ ดังนั้นหลายครั้ง ผู้เรียนจึงอาจจะเหนื่อยและท้อถอยบ้างเป็นบางโอกาส การได้มาศึกษาวิจัยที่ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางภาษา มหาวิทยาลัยลาโทรบ ประเทศออสเตรเลีย ครั้งนี้จึงเป็นการ “จุดไฟ” และ “จุดประกาย” ให้ผมตั้งใจมุ่งมั่น กระตือรือร้น เปิดโลกทัศน์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ ผมขอขอบพระคุณโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสมาศึกษาวิจัยที่ประเทศออสเตรเลียในครั้งนี้ และที่สำคัญ ผมขอกราบขอบพระคุณ ศ. ดร. ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ที่ให้ความกรุณา “สอนวิชาการ” “สอนชีวิต” “สอนหน้าที่” และมอบโอกาสที่มีคุณค่าแก่ผมมาโดยตลอด รวมถึงโอกาสการมาศึกษาวิจัยในต่างประเทศ

ประสบการณ์การเดินทางมาศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยลาโทรบ ประเทศออสเตรเลียครั้งนี้ เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตของผม จุดประกายให้ผมมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไปในอนาคต และอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมจุดไฟให้กับวงการวิจัยของประเทศไทย อย่างที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้มุ่งดำเนินการมาโดยตลอด
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 100    จำนวนคนเข้าชม : 72   คน