เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2262446

รายละเอียด

CBR Management : วิจัยเพื่อท้องถิ่นบนรอยทางความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกราก

 
“ชนบทหนึ่งสัมพันธ์กับบริบทอื่น และยังสัมพันธ์กับเมืองอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบกันไปหมด การทำวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงไม่ได้แก้ที่ตัวแปรเดี่ยว ๆ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กันหลายตัวแปรแบบต่อเนื่อง” อาจารย์บัญชร แก้วส่อง กล่าวถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
จุดยืน จุดย้ำ งานวิจัยชาวบ้านแม้สถานการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลง
“งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังคงต้องการสร้างพลังของชาวบ้าน (empowerment) ในขณะเดียวกับที่ต้องทำความเข้าใจบริบทของชุมชนท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด มีระดับของผู้คนในชนบท ตัวอย่างเช่น การพูดถึงชาวนา ก็ต้องมองให้เห็นว่าชาวนามีหลายระดับ มีทั้งชาวนา ผู้จัดการนา ผู้ประกอบการข้าว และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ต้องไม่มองว่ามีชาวนาประเภทเดียวอีกต่อไป” อาจารย์บัญชร แนะต่อด้วยว่าต้องมีการทำงานกับกลุ่มคนที่หลากหลาย หลายเรื่อง หลายผลประโยชน์และหลายความสัมพันธ์ แต่ท้ายที่สุดนั้นพลังของชาวบ้านยังเป็นฐานที่ต้องยึดให้มั่น
กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในยุคนี้
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังคงมีกระบวนการที่ชาวบ้านต้องทำด้วยตัวเอง แต่มีการจัดกระบวนท่าให้เจ้าของปัญหาได้คิด มอง หาทางออกว่าควรเป็นอย่างไร โดยมีพี่เลี้ยงเข้าไปหนุนเสริมเหมือนเช่นเดิม ได้ลองแก้ปัญหาด้วยข้อมูลความรู้ ซึ่งหากชาวบ้านไม่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ชุมชนเองก็ต้องแก้ปัญหาและปรับตัวแต่อาจเป็นการ “ด้น” หรือลองผิดลองถูก เพราะธรรมชาติของคนมีวิธีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อได้ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะเป็นการแก้ปัญหาโดยมีฐานข้อมูลถ่องแท้ เป็นการชวนให้เขาคิด หามุมมอง สร้างทางเลือกอย่างมีหลักการ เช่น พาไปดูพื้นที่อื่น มีการวางแผน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีพี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมเหมือนอย่างที่ผ่านมา อาจมีรูปแบบการทำงานที่หลากหลายขึ้น
 

แนวทางการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ในการบริหารงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานเพิ่มมากขึ้นในหลายมิติ เช่น การทำงานเชิงนโยบายที่ต้องไปขยับเชิงโครงสร้าง ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องทำงานร่วมกับงานวิชาการ และงานวิจัยและพัฒนา และต้อง redesign งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นด้วย

หากย้อนดูการทำงานที่ผ่านมา การบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสามยุค คือ
ยุคแรก (พ.ศ.2542-2547) ยุคก่อร่างสร้างตัว
ในช่วงต้นของการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มักเป็นการทำวิจัยที่เอาโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้าน หรือเป็นโจทย์ที่ชาวบ้านสนใจจะทำเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน โดยมีกลไกการพัฒนางานจากอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยง เข้าไปชวนชาวบ้านทำวิจัย เช่น ภาคเหนือ มีอาจารย์ฉัตรนภา พรหมมา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภาคอีสาน มีอาจารย์บัญชร แก้วส่อง เข้าไปชวนชาวบ้านทำวิจัย ซึ่งงานในตอนนั้นใช้เวลาพัฒนาโจทย์นานเกือบปี และตอนท้าย ๆ ก็เริ่มมีโครงการที่ชาวบ้านเริ่มลงมือทำเอง
ยุคสอง (พ.ศ.2548-2554) ยุคเบ่งบานของงานวิจัยชาวบ้าน
ในช่วงนี้มีการขยายตัวของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมากขึ้น เริ่มมีโหนด (node) พี่เลี้ยงมากขึ้น และเริ่มแบ่งการทำงานชัดเจนว่าจะเป็นโหนดเชิงประเด็น หรือโหนดเชิงพื้นที่

โหนดเชิงประเด็น คือ โหนดที่ทำประเด็นวิจัยประเด็นนั้น ๆ โดยไม่ได้จำกัดเชิงพื้นที่ เช่น โหนดท่องเที่ยวชุมชน โหนดเกษตร เป็นต้น ส่วนโหนดพื้นที่คือ การเลือกพื้นที่วิจัยพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้วทำวิจัยในประเด็นที่หลากหลาย ทำทุกแง่มุมในพื้นที่นั้น ๆ

โดยที่มาของโหนดก็เริ่มหลากหลายขึ้น น่าจะแบ่งกลุ่มที่มาของโหนดได้ 5 รูปแบบ

1) จากมหาวิทยาลัย ซึ่งงานนี้เกิดจากอาจารย์ที่สนใจงานชาวบ้านแล้วมาชวนชาวบ้านทำวิจัย

2) NGO ที่เข้ามาสัมพันธ์ด้วยแล้วพัฒนาขึ้นมาเป็นโหนด เพราะเดิมทีมีการใช้ฐานความสัมพันธ์ของ NGO ที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี เข้ามาช่วยพัฒนาโครงการวิจัยและเป็นพี่เลี้ยงในเวลาต่อมา

3) นักวิจัยที่เกิดมาจากนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาก่อน เมื่อทำวิจัยมากขึ้น สามารถยกระดับขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงได้

4) นักวิชาการอื่น ๆ ที่เข้ามาสัมพันธ์กับชาวบ้านมากขึ้น

5) ชาวบ้านที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยง

โดยมีการจัดระบบพัฒนาโหนดพี่เลี้ยงในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การประชุมผู้ประสานงาน การอบรม การให้โหนดช่วยโหนด เรียนรู้กับผู้ทรงคุณวุฒิ การศึกษาดูงาน และวิทยาลัยวิจัยเพื่อท้องถิ่น (ปัจจุบันปิดตัวลงแล้ว)
 

ยุคสาม (พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน) ยุคแห่งการขยายผลบนความท้าทายใหม่
ในช่วงเริ่มต้นของยุคนี้ มีความท้าทายใหม่ด้วยตัวเลขของการบริหารจัดการงบประมาณโครงการที่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนโหนดได้ อีกทั้งต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนเชิงโครงสร้างที่บางอย่างเกินกำลังการรับมือชาวบ้านเพียงอย่างเดียว จึงเกิดการบริหารแบบ “ชุดโครงการ” โดยได้มีการคัดสรรนักวิชาการที่พัฒนาโครงการที่ทำร่วมกับชาวบ้านได้เป็นชุดโครงการใหญ่ แล้วมีงานวิจัยของชาวบ้านเป็นโครงการลูก โดยคาดหวังให้นักวิชาการมีบทบาทในการหนุนเสริมการทำงานกับชาวบ้านพร้อมกันกับการสังเคราะห์เนื้องานขึ้นมาด้วย ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ทำได้ยากและเป็นงานที่ท้าทายสูง เช่น ชุดโครงการคลองดำเนิน ที่นำทีมโดย ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ชุดโครงการที่ดิน โดย ดร.อคิน รพีพัฒน์ เป็นต้น
 
นอกจากนี้ยังมีการทดลองการทำงาน 2 แทร็คคู่ ได้แก่ การทำงานโดยให้นักวิชาการทำงานร่วมกับ NGO เพราะนักวิชาการเชี่ยวชาญในการทำวิจัยเชิงประเด็น และ NGO มีความชำนาญในการเคลื่อนกระบวนการร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งงานนี้จะทำให้เกิดบทเรียนการทำงานอีกแบบ ตัวอย่างเช่น การทำงานวิจัยในเขตวัฒนธรรมพิเศษ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

สิ่งที่ยังเป็นจุดยืนของทุกงาน ในทุกยุคสมัย คือ ชาวบ้านยังคงเป็นฐานหลักในการวิจัยและชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นต้องได้รับประโยชน์ภายใต้ปรัชญาการทำงาน “โจทย์มาจากชาวบ้าน ชาวบ้านมีส่วนร่วม และมีการทดลองปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา” แม้วันข้างหน้าจะมีการยกระดับไปอย่างไร แต่หัวใจยังคงยืนหยัดที่ฐานของชาวบ้านเป็นสำคัญ
วิจัยเพื่อท้องถิ่นในระยะต่อไป
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นต้องมีการยกระดับเรื่องความลึกของงาน ที่ต้องทะลุทะลวงปัญหาให้ได้ และที่สำคัญยิ่งทำวิจัยชุมชนก็ต้องยิ่งเข้มแข็ง ตัวอย่างเช่น โครงการวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ชุมชนที่ทำการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวยิ่งเที่ยว ชุมชนก็ต้องยิ่งเข้มแข็งและได้ประโยชน์ เช่น บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังต้องขยายรูปแบบการทำงานให้หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังทางสังคมที่มองเข้ามา เช่น ต้องทำระบบการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในเมือง ซึ่งส่วนนี้ทางฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นต้องเตรียมแผนการทำงานอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น เช่น มีการเตรียม steering committee ที่จะเข้ามาช่วยมองทิศทางของฝ่ายฯ และอาจมีการตั้ง CBR Management School ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จะต้องเรียนรู้ทฤษฎีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นฐาน และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของงานที่จะขับเคลื่อน

ในวันข้างหน้าต้องมีการแบ่งระดับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นออกเป็นหลายระดับ ได้แก่ งานวิจัยชาวบ้านที่ทำโดยชาวบ้าน งานวิชาการที่เข้าไปทำร่วมกับชาวบ้าน หน่วยงานพัฒนาที่ไปทำร่วมกับชาวบ้าน บริษัทเอกชนที่พัฒนางาน CSR ร่วมกับชาวบ้าน หรือชุดโครงการที่กำลังทดลองอยู่ด้วย
 

ความสำเร็จของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำหรับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นแล้ว “ของจริงอยู่ในพื้นที่” หาอ่านจากในเอกสารไม่ค่อยมีมากนัก แต่เมื่อลงไปในพื้นที่จะเห็น “คนวิจัย” เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวคน ทั้งในส่วนของวิธีคิด การวิเคราะห์เป็น ต่อรองได้ การเข้าถึงภาคีที่ดึงเข้ามาทำงานด้วยกัน จากเดิมที่เคยอยู่กันอย่างเดี่ยว ๆ ก็มารวมกันได้ ท้ายที่สุดแล้วเขาจะสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง ทำให้มีความมั่นใจ

“ชาวบ้านจะรู้ได้ว่าความรู้เดิมเป็นอย่างไร เพียงพอหรือไม่ จะ action อย่างไร แล้วความรู้ใหม่ที่เข้ามาจะเสริมกับความรู้เก่าตรงไหนดี ซึ่งตรงนี้ต่างจากเดิมที่หากได้ความรู้ใหม่มาก็พร้อมรับเอาไปใช้เลย แต่เมื่อผ่านกระบวนการวิจัยแล้ว เขาจะรู้วิธีหลอมรวมความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ได้ลองจัดการเอาความรู้เก่า-ใหม่ มาผสมผสานกันแล้วได้ความรู้ใหม่ ๆ มาเรื่อย ๆ”

ด้วยทิศทางในการพัฒนาของประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินับแต่ฉบับที่ 10 เป็นต้นมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่น ชนบท มาจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานราก ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผู้คนและโครงการใหม่ ๆ เข้าไปสัมพันธ์กับชาวบ้านมากขึ้น ดังนั้นชุมชนท้องถิ่นต้องเตรียมรับมือและใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการจัดการกับการพัฒนารูปแบบใหม่ กับผู้คนที่หลากหลาย ภายใต้ปริมาณที่ชุมชนรับมือได้ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายชุมชนปรับตัวและรับมือได้ด้วยการตั้งคำถามกับโครงการต่าง ๆ ที่เข้ามาในชุมชน ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาชายฝั่ง หรือโครงการทวงผืนป่า ที่ความรู้แบบท้องถิ่นทำให้มองเห็นเรื่องพวกนี้แล้วหาทางออกได้ แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ทุกปัญหาที่ชาวบ้านจะรับมือได้ไหว

“ก็ต้องยอมรับว่าบางปัญหาเกินกำลังของชาวบ้าน เช่น โครงการหนี้สิน ในยุคเริ่มต้นกับยุคนี้มันคนละสถานการณ์ การแก้ปัญหาแบบชาวบ้านที่เคยทำมา นำมาปรับใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆเข้ามา การแก้ปัญหาที่พฤติกรรมคนอาจไม่เพียงพอ ต้องมองไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งนับเป็นปัญหาเชิงซ้อน ทั้งเงิน อำนาจ และความสัมพันธ์ งานแก้ปัญหาหนี้สินในช่วงหลังจึงไม่ใช่ปัญหาปัจเจกอีกต่อไป เครื่องมือเดิมที่เคยใช้อาจเอาไม่อยู่แล้ว” อาจารย์บัญชร ย้ำถึงความไม่หยุดนิ่งของปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขอย่างมีพลวัตร

นี่จึงถือเป็นความท้าทายใหม่ที่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะต้องเตรียมพร้อมและเผชิญหน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นบนรอยทางความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกราก จึงต้องเคลื่อนขบวนด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ในหลากหลายกระบวนท่า
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 94    จำนวนคนเข้าชม : 77   คน