เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460129

รายละเอียด

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมเพื่อคนไทย
โรคกระดูกพรุนเป็นอีกหนึ่งปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในอนาคตที่ประเทศกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ โรคดังกล่าวเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งเป็นความเสื่อมของกระดูกที่เกิดจากความชราของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นร่วมกับการขาดฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) หรือเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ส่งผลให้มวลกระดูกที่ลดลงตามอายุอยู่แล้ว ลดลงเร็วมากยิ่งขึ้น

คำถามที่สำคัญตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือ การรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยชะลอหรือรักษาโรคกระดูกพรุนได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีคำตอบในระดับหนึ่งอยู่แล้วว่า หากรับประทานแคลเซียมจากอาหารได้เพียงพอตามที่กำหนดในมาตรฐานอาหารของแต่ละประเทศอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็น แต่ในสถานการณ์จริงของประเทศไทย มีประชากรกว่าหนึ่งในสามที่รับประทานแคลเซียมต่อวันได้ไม่ถึงมาตรฐานที่กำหนด ส่วนหนึ่งเนื่องจากอาหารไทยมีแคลเซียมน้อย ส่วนอาหารที่มีแคลเซียมสูงและดูดซึมได้ดี เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไม่เป็นที่นิยมของประชากรบางกลุ่ม จึงยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาแหล่งแคลเซียมเสริมที่มีประสิทธิภาพในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงและมีความหลากหลาย ในช่วงปีที่ผ่านมาหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่ามีกรดอะมิโนและเปปไทด์บางชนิดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
งานวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก
ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งผลักดันให้มีการสร้างองค์ความรู้และนำความรู้นั้นไปพัฒนาสู่นวัตกรรมเพื่อคนไทย ศ. ดร.นทีทิพย์ กฤษณามระ ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. และ ศ. ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างองค์ความรู้ด้านแคลเซียมและกระดูกที่สำคัญเป็นจำนวนมาก ได้แก่ การค้นพบหลักฐานทางตรงที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่า การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับแคลเซียมจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ลดลง ทั้งนี้เหล็กเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงเพื่อพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย ขณะที่แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างความแข็งแรงของกระดูก ตลอดจนการทำงานของระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต อย่างไรก็ตามการรับประทานแร่ธาตุทั้งสองชนิด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการรับประทานเสริมแบบเม็ด ควรทิ้งระยะเวลาให้ห่างกัน เพื่อลดโอกาสที่ธาตุเหล็กจะรบกวนการดูดซึมแคลเซียมของเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้เล็ก

นอกจากนี้ยังค้นพบว่าโรคทางกายและโรคทางจิตหลายชนิด อาทิ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ความเครียดที่ต้องอยู่ในสภาวะที่กดดัน และโรคซึมเศร้า ล้วนส่งผลเสียต่อกระดูกและทำให้โรคกระดูกพรุนรุนแรงขึ้น ซึ่งบางครั้งกระดูกพรุนที่เกิดขึ้นไม่อาจแก้ไขได้ง่าย ๆ แม้ว่าจะรักษาโรคทางกายหรือทางจิตเหล่านั้นแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันและควบคุมไม่ให้โรคเหล่านั้นลุกลามจนส่งผลเสียต่อกระดูก อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยวิจัยฯ อยู่ในระหว่างการศึกษายาหลายชนิด ทั้งยารักษาเบาหวานชนิดใหม่ ๆ ตลอดจนการออกกำลังกายแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการชะลอการลดลงของมวลกระดูกเมื่อเป็นเบาหวานหรือเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นระยะก่อนเป็นเบาหวาน
การต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์
กลุ่มวิจัยฯ ได้ร่วมกับบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ นำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมสำหรับแม่ที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร โดยพื้นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก สกว. มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จนนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมขายในตลาด

นอกจากนี้คณะวิจัยยังได้พัฒนาต้นแบบของวัสดุนาโนที่อาจใช้เป็นกระดูกเทียม โดยศึกษาวิธีการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อาทิ การเพิ่มกรดอะมิโนหรือเปปไทด์บางชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาเครื่องดื่มเสริมแคลเซียมจากเกล็ดปลา ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อจดสิทธิบัตร โดยงานวิจัยบางส่วนมีความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น อุตสาหกรรมอาหารทะเล และบริษัทมหาชนด้านการแปรรูปอาหารทะเล

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 92    จำนวนคนเข้าชม : 130   คน