เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2484309

รายละเอียด

นวัตกรรมของ “ชาวนา เพื่อ ชาวนา”

 
อิษฏ์ ปักกันต์ธร
ผู้ช่วยผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานเกษตรกรรมยั่งยืน จังหวัดมหาสารคาม
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
i.pukdim@gmail.com
ธนชัย แสงจันทร์
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
tanachai@trf.or.th


ในโอกาสที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนำพาประเทศก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value–Based Economy) ระยะเวลา 3-5 ปี นั้น
 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนา คิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการเกษตร เพราะเป็นอุตสาหกรรมหลัก และมีความเกี่ยวเนื่องกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดย สกว. ให้การสนับสนุนชุดโครงการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ทั้งในส่วนของภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ที่จะก่อให้เกิดการสร้างงาน การกระจายรายได้ สู่ทุกภาคส่วนของประเทศ สอดคล้องกับโมเดลใหม่ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ของ“ประเทศไทย 4.0” วันนี้ คือ การถักทอเชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งระดับ “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ”เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ Startups เริ่มจากอุตสาหกรรมการเกษตรที่อยู่ต้นน้ำ ทั้งในส่วนของวิธีการ เครื่องมือ ตามความเหมาะสม และศักยภาพของชาวนาแต่ละพื้นที่ เนื่องจากการพัฒนาต้องเป็นไปตามสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องตัวเลขเฉลี่ยของอายุชาวนาไทยในปัจจุบันมีอัตราสูงขึ้นถึง 55-58 ปี และอาจจะขยับขึ้นกระทั่งเกิดวิกฤตเกษตรกรไทยจะไม่เหลืออีก 10-20 ปีข้างหน้า และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแรงงานในหมู่บ้านและชุมชนถูกดึงจากไร่นาเข้าสู่ภาคการผลิตแบบอื่น ๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ดังนั้นการทดแทนแรงงานคนรุ่นใหม่ในแปลงนาจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก สิ่งที่ทำได้ คือ การพัฒนาเครื่องมือให้เหมาะสม และปรับรูปแบบการทำนา

เพื่อดึงความสนใจ การทำนา ให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาสานต่อ และต่อยอด สืบไป.........

“โครงการวิจัยการสร้างเครือข่ายชาวนาเพื่อพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีการผลิต สำหรับชาวนาสูงอายุในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง” หรือชาวนาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และยโสธร โดยการสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นเครื่องมือหนึ่งในการถักทอเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรแบบชาวบ้านสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการทำนาในสังคมชาวนาสูงอายุในภาคอีสาน และสร้างเครือข่ายระหว่างช่างผู้ผลิตและชาวนาผู้ใช้นวัตกรรมในการค้นหาแนวทางพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ภาคอีสาน
 
นายทองหล่อ ขวัญทอง หัวหน้าโครงการวิจัยการสร้างเครือข่ายช่างชาวนาฯ อธิบายถึงโครงการวิจัยดังกล่าวว่า เป็นโครงการวิจัยที่เกิดจากการศึกษาสภาพปัญหาของชาวนาภาคอีสาน ที่นอกจากจะเป็นชาวนาสูงอายุแล้ว ยังเป็นชาวนารุ่นสุดท้ายที่ไม่มีคนรุ่นใหม่ หรือลูกหลานมาสืบทอดการทำนา ขณะเดียวกันต้นทุนในการทำนาก็สูงขึ้น เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตและการพึ่งพิงการใช้เทคโนโลยีเกิดเป็นต้นทุนการผลิตตามมา ภาวการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวนาต้องแบกรับต้นทุน การไม่คุ้มทุนจากการทำนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม อัตราเร่งของเทคโนโลยีได้สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และกลายเป็นช่องทางของการเข้ามาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ชาวบ้านไม่ได้เป็นเจ้าของความรู้โดยตรง หากแต่เป็นผู้ซื้อผลผลิตของความรู้ ทำให้ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรมในระบบนาชะงักและต้องพึ่งพิงห้างร้าน บริษัท หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีจากภาครัฐแทน และสถานการณ์ดังกล่าวก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 ปี ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการลงทุนกับบางขั้นตอนของการทำนาที่ต้องอาศัยเครื่องจักรกลทุ่นแรงขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านจำนวนน้อยจะสามารถเป็นเจ้าของได้ ถึงแม้ครอบครัวชาวนาขนาดเล็กจะเข้าถึงเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ได้ด้วยการจ้าง แต่ต้องติดกับปัญหาเรื่องการรอคอยการให้บริการ เพราะจำนวนเครื่องจักรและผู้รับจ้างมีปริมาณน้อยกว่าชาวนา ซึ่งทำให้ผลผลิตในบางแปลงเสียหาย

ไม่เพียงแต่ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ความพยายามในการหารูปแบบวิธีการทำนาที่ไม่ต้องลงทุนกับเครื่องจักรมากนักก็ทำให้เกิดปัญหากับการทำนาในแง่ของการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต จากนาดำ สู่นาหว่าน และนั่นทำให้ปัญหาของการใช้สารเคมีก็ขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่แซงหน้าปัญหาอื่น ๆ ในระบบการทำนา รวมถึงการคิดค้นวิธีการทำนาให้ตรงตามความต้องการของชาวนายุคใหม่ ทั้งเรื่องของความเหมาะสม นวัตกรรม และต้นทุน
 
ด้านนายอานนท์ งิ้วลาย นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนชาวนาในชนบท รวมถึงเขาเอง ต้องใช้เวลาการดำนาเกือบ 2 เดือนถึงจะแล้วเสร็จ ประกอบกับน้ำฝนที่เป็นปัจจัยหลักของการทำนาไม่เอื้ออำนวย ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปบวกกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีการปรับวิธีการทำนา จากการทำนาแบบปักดำ มาเป็นการทำนาแบบหว่าน ขั้นตอนเหล่านี้อาจจะทำให้กระชับสั้นลงด้วยความรู้ได้ แต่ไม่สามารถลดขั้นตอน หรือมีทางลัดมากนัก และเมื่อสถานการณ์เป็นดังที่กล่าวถึง จึงเป็นช่องว่างให้การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้วการค้นคว้านวัตกรรม เทคโนโลยี ความรู้ในการพัฒนารูปแบบการทำนามีมาโดยตลอด

“แม้การเข้าถึงเทคโนโลยีจะทำให้ประหยัดแรงงานได้จริง แต่ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดเริ่มมีลักษณะของการกลายเป็นปัญหาแบบวัฏจักร คือ หมุนวนไม่หยุด และจับต้องต้นตอของปัญหาได้ยาก โดยเฉพาะกับระบบการผลิตที่ต้องแข่งขันกับเวลาและตลาด ยิ่งทำให้ชาวนาแทบไม่มีโอกาสหันมาย้อนคิด ทบทวน และชั่งน้ำหนักของผลผลิตและผลกระทบที่ได้รับ” นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น กล่าว

สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่นำมาสู่คำถามที่ว่า ชาวนาสูงอายุที่ยังรักการทำนา จะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไร.... เป็นคำถามที่นำมาสู่โครงการวิจัยเพื่อหาคำตอบโดยเครื่องมือการวิจัย ตามเหตุและผล ในแง่มุมของการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือในการทำนาสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงความเป็นเจ้าของนวัตกรรม ทั้งนี้หากชาวนามีโอกาสเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่จะมาช่วยชาวนาก็จะช่วยให้เกิดความยั่งยืน และที่ผ่านมาในการใช้เครื่องมือนั้นชาวนาได้มีการเรียนรู้ ทั้งเรื่องของแรงงาน การพัฒนา และการซ่อมบำรุงด้วยตนเองเสมอมา นี่จึงเป็น “ต้นทุนความรู้ของชาวนา” แต่จะถูกนำไปต่อยอดอย่างไรนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คน-ค้น-คนคิดนวัตกรรม
เมื่อเกิดคำถามที่ต้องการคำตอบ นักวิจัยชุดโครงการวิจัยการสร้างเครือข่ายชาวนาฯ จึงดำเนินการค้นหานักนวัตกรรมในท้องนา เริ่มจากการศึกษาผ่านช่างยนต์ ช่างเหล็ก ช่างเครื่องในชุมชนบ้านกำแมด เพื่อทำความเข้าใจฐานคิดและลักษณะของช่างที่มีความสร้างสรรค์ พร้อม ๆ กับพยายามค้นหาตัวคนคิดนวัตกรรมจากเว็บไซต์ยูทูป (YouTube) และการพูดคุย ดูงานกับผู้ที่มีความรู้ทางช่าง

โดย นายสยาม หยองเอ่น หัวหน้าชุดโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตข้าวในระบบเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน กล่าวถึงแนวคิดการทำนารูปแบบใหม่ว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยคำถามที่เกิดจากสถานการณ์การทำนาในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ จึงเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบการทำนาให้เหมาะสมกับชาวนาสูงอายุได้อย่างไร ในส่วนนี้ สกว. ได้เข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการวิจัย เริ่มจากการพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ทางช่างกับช่างในพื้นที่ซึ่งบางคนมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาหลายสิบปี ควบคู่กับการศึกษาข้อมูลจากสื่อยอดนิยมอย่างยูทูปที่มักมีเรื่องราวของเครื่องมือและนวัตกรรมในระบบการทำนามาเผยแพร่แก่สาธารณะ จนกระทั่งได้ข้อมูลและบุคคลที่จะสามารถพัฒนาและคิดค้น ต่อยอดนวัตกรรมร่วมกัน

ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่จะมาร่วมทีมวิจัย ศึกษาคิดค้น นวัตกรรม หัวหน้าชุดโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมฯ กล่าวว่าคุณสมบัติเบื้องต้น ยังคงเน้นไปที่การทำงานเชิงจิตอาสาเพื่อช่วยเกษตรกรด้วยกันให้เข้าถึงนวัตกรรม เครื่องมือราคาถูกและมีความเหมาะสม สอดคล้องกับปัญหา ภายหลังจึงขยายของเขตออกไปถึงคนที่มีคุณสมบัติเป็นนักค้นคว้า นักสร้างสรรค์ในแต่ละท้องถิ่น ถึงแม้คนคนนั้นอาชีพหลักจะไม่ใช่ชาวนาก็ตาม

ในช่วงของการหาแนวร่วมนี้เอง ทำให้พบว่า นักสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำนามีอยู่ไม่น้อย ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ได้มีแนวคิดที่ตรงกับทีมวิจัยที่ต้องการให้ผลผลิตของการพัฒนานวัตกรรมนั้นเป็นไปเพื่อเอื้อต่อเครือข่ายพี่น้องชาวนา และสาธารณประโยชน์เป็นหลัก

“การค้นหาช่างชาวนาต้องอาศัยการสืบค้นเอาจากผู้เข้าร่วมทีม และถามต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอคนที่ใช่ ซึ่ง “คนที่ใช่” นี้เองที่เบื้องต้นทีมวิจัยกำหนดความหมายไว้อย่างกว้าง ๆ คือ ต้องเป็นคนมีแนวคิดการทำงานเพื่อชาวนาและสาธารณะมากกว่าจะพัฒนานวัตกรรมไปสู่การสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จนกระทั่งภายหลังที่ทีมวิจัยสามารถเกาะเกี่ยวผู้คนจากการทำวิจัยได้จำนวนหนึ่ง จึงเริ่มวิเคราะห์ มีเกณฑ์และคุณสมบัติของคนที่ถูกเรียกว่า “ช่างชาวนา” เกิดขึ้น” หัวหน้าชุดโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมฯ กล่าว
 
สุดท้าย จึงมากำหนดเวทีในการแลกเปลี่ยน หารือ พูดคุย เกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายในการพัฒนานวัตกรรมที่ชาวบ้านได้ประโยชน์ จากการศึกษาพบว่า ช่างชาวนาที่ได้ค้นพบและสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายมีความน่าสนใจในลักษณะที่มาที่แตกต่างกัน แต่ละคนมีพื้นฐานทางช่างที่แตกต่างกันเช่นกัน กระทั่งได้ “ช่างชาวนา” มาร่วมทีมที่หลากหลาย ทั้งอดีตทหารช่าง เกษตรกร นายช่างประจำโรงพยาบาล ปราชญ์ชุมชน เจ้าของโรงกลึง รวมไปถึงนักดนตรี

ทั้งนี้ นายสยาม อธิบายการพัฒนานวัตกรรมว่า ช่างแต่ละคนมีต้นทางของการคิดที่แตกต่าง บางคนเริ่มจากความพยายามหาอุปกรณ์เสริมในการทำงานในนา ในไร่ บางคนเกิดจากความสนุกสนานในการได้ทดลองทำเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรง ในระดับช่างชาวนาที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เช่น นายมนูญ ภูผา, นายถาวร เผ่าภูไทย, สมภาร วิเศษศรี มีความคิดตั้งต้นในการผลิตเครื่องมือที่เน้นการใช้งานแบบสาธารณประโยชน์ หรือเน้นการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร ที่ผลิตเครื่องมือจากปัญหาสุขภาพ เนื่องจากมีอาการแพ้ปุ๋ยหรือฝุ่นที่ต้องโรยในนาข้าว จึงสร้างเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว

ขณะที่ นายนิติพงษ์ เจาะจง อาชีพนักดนตรี และเป็นคนรุ่นใหม่ในแปลงเกษตร คิดค้นเครื่องมือเนื่องจากไม่ต้องการลงแรงหนักมากเกินไป โดยการคิดค้นเครื่องมือหยอดข้าวนาตม (นางานโมเดล 1) ซึ่งชุดความรู้ทั้งหมดถอดมาจากโซเชียลมีเดีย หรือ สื่อออนไลน์ นำมาสู่ข้อค้นพบใหม่ที่ว่า การเป็นช่างชาวนาไม่จำเป็นจะต้อง “เป็น” หรือมีทักษะในการผลิตเครื่องมือได้เองเท่านั้น แต่ยังเน้นไปที่คนที่สร้างสรรค์และสามารถออกแบบให้เกิดนวัตกรรมขึ้น

นอกจากนี้ยังมีรถไถนาไทยประดิษฐ์ ทดลองพัฒนาต่อยอดจากรถไถนาเดินตามมา มาเป็นแบบนั่งขับและใช้ระบบสายพาน และโซ่แทนไฮดรอริก เป็นตัวขับเคลื่อน นอกจากประโยชน์ในด้านไถนาได้คุณภาพดีและทุ่นแรงแล้ว ยังพัฒนาต่อยอดไปสู่ชุดอุปกรณ์ขุดมันสำปะหลังในไร่ ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงในงานประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติครั้งที่ 4 และเจ้าของนวัตกรรม ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรถไถนาไทยประดิษฐ์แก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานดังกล่าวด้วย
 

Products นวัตกรรมชาวนา
ผลจากการศึกษาข้อมูลระยะแรกของโครงการวิจัย พบนวัตกรรมเครื่องมือช่วยเหลือชาวนา 14 นวัตกรรม ได้แก่

1) เครื่องตีดิน ใช้คราดจะไม่สามารถกดหญ้าให้จมดินได้ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ย่อยสลายดินและกดหญ้าลงไปในดินในคราวเดียวกัน

2) เครื่องผสมปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก ใช้ผสมกองขี้เลื่อยเพื่อทำก้อนเห็ด แต่ช่วงหลังที่มีการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต้องมีการผสมปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จึงนำมาปรับใช้กับการผสมปุ๋ยหมัก

3) เครื่องโรยปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก ทดลองปรับปรุงจากรถไถนาเดินตามมาเป็นแบบนั่งขับ และต่อกระบะท้ายเพื่อโรยปุ๋ย

4) รถไถนาไทยประดิษฐ์ ทดลองพัฒนาต่อยอดจากรถไถนาเดินตามมา มาเป็นแบบนั่งขับและใช้ระบบสายพาน และโซ่แทนไฮดรอริกเป็นตัวขับเคลื่อน นอกจากประโยชน์ในด้านไถนาได้คุณภาพดีและทุ่นแรงแล้ว ยังพัฒนาต่อยอดไปสู่ชุดอุปกรณ์ขุดมันสำปะหลังในไร่

5) เครื่องตีตาราง ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการทำนาแบบปราณีต ซึ่งจะต้องปักดำข้าวต้นเดียวเป็นแถว โดยปกติต้องใช้เชือกขึงแล้วก็ปักดำตามจุดสัญลักษณ์ ทำให้เสียเวลา ใช้แรงงานคนมาก เครื่องตีตารางสามารถตีแนวได้ระดับสม่ำเสมอทั้งระหว่างแถว และระหว่างต้น เหมาะกับชาวนาสูงอายุในระบบนาปราณีต

6) เครื่องกำจัดหญ้าแบบเลื่อน ในนาปราณีตซึ่งมีระยะห่างระหว่างต้นข้าวสม่ำเสมอ ตัวเครื่องมือช่วยทุ่นแรงจากการใช้แรงคนคอยถอนหญ้า และลดการสูญเสียในกรณีที่ใช้เครื่องตัดหญ้าแบบมอเตอร์ ซึ่งควบคุมพื้นที่ของการตัดได้ยากกว่า และไม่สามารถกดหญ้าให้จมดินเพื่อทำเป็นปุ๋ยต่อได้
 
7) เครื่องหยอดข้าวติดผาน พัฒนามาจากผานไถเก่าของรถไถ เน้นการใช้งานติดกับรถไถ หรือรถไถนาเดินตาม โดยพัฒนาชุดเครื่องหยอดอย่างง่าย โดยใช้แรงเหวี่ยงจากผานไถในการเคลื่อนตัว

8) เครื่องหยอดข้าวสับหว่าง พัฒนาจากเครื่องหยอดติดผานให้มีรูปแบบที่เหมาะกับการใช้งานนาหยอดที่สามารถเพิ่มปริมาณแถวในการหยอดได้มากขึ้นถึงแปดแถว ทำให้ทุ่นแรงในการหยอดข้าวในนา โดยที่หนึ่งวันอาจจะหยอดได้มากถึง 8-10 ไร่

9) เครื่องหยอดข้าวทั้งนาแห้งและนาตม เป็นเครื่องหยอดอเนกประสงค์ที่เน้นการใช้งานในระบบนิเวศที่หลากหลายทั้งนาน้ำตมซึ่งมีน้ำขังในนา หรือนาแห้งแบบนาทุ่งหรือนาดอน โดยอาศัยการเปลี่ยนชุดล้อขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับระบบนิเวศ และอาศัยแรงเหวี่ยงจากการเคลื่อนตัวในการหยอดเมล็ดข้าว

10) เครื่องเก็ตวาล์วไฮโดริกแรมปั้ม เป็นเครื่องที่ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาในระบบเกษตรที่สูง ซึ่งแหล่งน้ำอยู่ต่ำกว่าแปลงเกษตร โดยใช้แรงดันของน้ำไปดันวาล์วตัวเมีย แรงดันจะวิ่งไปผลักวาล์วตัวผู้ให้เปิดและสะสมแรงดันน้ำไปจนถึงระดับที่มีแรงผลักน้ำ แรงดันน้ำดันวาล์วตัวผู้ตัวเมียปิด-เปิดส่งแรงดันไปเก็บสะสมเพื่อส่งน้ำต่อ พอน้ำไหลผ่านท่อก็จะไปกดแรงปิด-เปิดให้วาล์วทำงานไปต่อเนื่อง โดยเครื่องตัวนี้นอกจากจะทุ่นแรงงานแล้วยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำจากเดิมที่ใช้เครื่องสูบแบบไฟฟ้า หรือแบบน้ำมัน

11) เครื่องหยอดข้าวนาตม (นางามโมเดล 1) ประยุกต์มาจากเครื่องหยอดนาน้ำตมที่มีทั่วไป ใช้ในกระบวนการทำนาในเขตลุ่มทามชี โดยออกแบบและพัฒนาให้เบาและมีตัวขับเคลื่อนลักษณะคล้ายสกี ที่สามารถเคลื่อนที่บนพื้นที่ตมและเลนได้สะดวกกว่าชุดขับเคลื่อนแบบล้อ
 
12) กังหันลมสูบน้ำ พัฒนาขึ้นเพื่อลดภาระการสูบน้ำและค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงานอย่างอื่นที่นอกเหนือไปจากพลังงานธรรมชาติ อาศัยแรงลมจากธรรมชาติ ใช้ใบพัด 8 ใบเป็นตัวรับลมพัดผ่านใบพัดที่ทำมุมเฉลียงแล้วเกิดแรงเหวี่ยงเคลื่อนตามแรงลมทำให้หมุนเพลาแกนที่ยึดฐานใบพัด เมื่อใบพัดถูกลมพัดหมุนแกนเพลาฐานใบพัดหมุนขาเหวี่ยง บันไดจักรยานจะดึงขาหัวสูบขึ้นลง น้ำจะถูกดูดขึ้นจากบ่อไหลออกตามท่อสามทาง

13) เครื่องนวดข้าวครอบครัว พัฒนามาจากการที่บ้านศรีฐานเป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพผลิตหมอน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักของชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยการทำหมอนนั้นจะใช้ฟางข้าวมายัดแทนไส้หมอน ซึ่งหากใช้รถนวดข้าวหรือรถเกี่ยวนวดข้าวจะทำให้ฟางข้าวหัก และแรงงานที่จะนวดด้วยมือก็ไม่มี จึงเป็นที่มาของการคิดค้นเครื่องมือที่ใช้ในการนวดข้าว เพื่อให้สามารถนำฟางไปใช้ยัดหมอนต่อได้

14) เครื่องไถและยกร่องมัน เป็นการพัฒนาเครื่องไถซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่และทำงานไม่สะดวกในไร่มันซึ่งต้องใช้เครื่องมือที่ขนาดเล็กกว่า และตัวเครื่องเองพัฒนามาจากการใช้ระบบขับเคลื่อนแบบมอเตอร์ไซด์ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องไถสำหรับการทำนาในพื้นที่นาขนาดไม่มาก และมีแรงงานน้อย
 
ก้าวต่อไปของชุดโครงการวิจัยคือ การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเสริมฐานเกษตรกรให้แข็งแรง เพราะเครื่องมือที่พบในการทำวิจัยทั้งสิ้น 16 ชิ้น แต่มีเพียง 14 ชิ้นที่พัฒนาต่อยอดเองโดยนักวิจัย โดยนำเอาปัญหาของชาวนามาออกแบบและพัฒนาร่วมกัน ซึ่งงานในลักษณะดังกล่าวได้มีการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินงานในเรื่องนี้นำไปสู่การใช้ประโยชน์เป็นวงกว้าง และสามารถเป็นหลักประกันของชาวนาในสถานการณ์ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น

ที่สำคัญคำตอบจากงานวิจัยบางส่วนยังครอบคลุมไปถึงการสร้างความเสมอภาคทางสังคม “ลดความเหลื่อมล้ำ” ในแง่ของการเข้าถึงสิทธิการเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตด้วยตนเอง และการรักษาความรู้จากฐานราก ตลอดจนการรักษาพื้นที่ความรู้จากท้องไร่ท้องนาให้สามารถนำไปสู่การพัฒนาต่ออย่างสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมจากเจ้าของความรู้ที่เป็นผู้ที่ปฏิบัติการจริงกับปัญหาอยู่ทุกเมื่อ

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อต่ออายุ “อาชีพชาวนา” แล้ว ทีมวิจัยยังให้ความสำคัญต่อการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งที่เชื่อมโยงกันและกันเป็นห่วงโซ่
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 50    จำนวนคนเข้าชม : 339   คน