เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2362995

รายละเอียด

สมอง : เรียนรู้ เข้าใจ ให้เก่งอย่างมีความสุข
ดวงเดือน วัฏฏานุรักษ์
หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันคิดวิเคราะห์ไม่ค่อยเป็นหรือมีปัญหาด้านความคิด ทำไมคนไทยคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้เท่าชาติตะวันตกที่มีนักวิทยาศาสตร์เก่งระดับโลกที่เป็นผู้ให้กำเนิดทฤษฎีหรือกฏทางวิทยาศาสตร์มากมาย ทำไมเด็กไทยเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่ผลวิจัยกลับพบว่ามีศักยภาพต่ำ
 
ข้อเท็จจริงพบว่าทุกคน ทุกชาติ มีโอกาสพัฒนาสมองได้เท่าเทียมกันถ้าได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้อง การเรียนรู้การทำงานของสมองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนเราจะคิดทำการสิ่งใดหรือตัดสินใจทำอะไรขึ้นอยู่กับการทำงานของสมองทั้งสิ้น

สมองมีการพัฒนาตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกในครรภ์มารดา และเรียนรู้รวดเร็วมากที่สุดใน 2 ปีแรกของชีวิต การพัฒนาของเซลล์สมองเกิดจากการขยายตัวและเพิ่มสายใยประสาท เพื่อเชื่อมระหว่างเซลล์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ และส่งผ่านข้อมูลเกิดการสื่อสารถึงกันได้ ใยประสาทจะเกิดขึ้นมากน้อยหรือไม่เกิดขึ้นเลยขึ้นกับประสบการณ์ของชีวิต การกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นระบบการเรียน การสอน ที่เน้นศักยภาพทางความคิด การแก้ปัญหา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การเปิดโอกาสให้เด็กหัดคิด หัดแก้ปัญหา มีโอกาสคิดจินตนาการตามความชอบ ตามความต้องการตามวัยของแต่ละคน ยังช่วยพัฒนาการทำงานของเซลล์สมองได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากระบบการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนของชาติตะวันตก ตลอดจนรูปแบบการเลี้ยงดูของครอบครัวที่สอนให้เด็กมีทักษะในการคิด กล้าแสดงออก มีวินัยและช่วยเหลือตัวเองได้ของพ่อแม่ฝรั่ง ซึ่งการเรียนรู้และพฤติกรรมที่สร้างจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ตลอดจนการดูแลสุขภาพเช่นการออกกำลังกาย ยังมีผลทำให้เกิดการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ทำให้เพิ่มการเรียนรู้ แม้ว่าจะเข้าสู่วัยชรา
 
นอกจากนั้นยังมีสารเคมีในกลุ่มกระตุ้นสมอง ได้แก่ Serotonin Endorphine Acetylcholine Dopamine ฯลฯ ที่ทำหน้าที่ควบคุมความประพฤติ การแสดงออก อารมณ์ ทำให้สมองตื่นตัว และมีความสุข ทำให้การอ่านข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายรู้สึกดี เพิ่มภูมิต้านทาน สุขภาพแข็งแรง จะหลั่งมากเมื่อ การออกกำลังกาย การได้รับคำชมเชย การมองตนในแง่ดี การร้องเพลง การเล่นเป็นกลุ่ม สิ่งแวดล้อมในห้องเรียนที่ดี การให้ทำกิจกรรมกลุ่ม การได้รับสัมผัสที่อบอุ่น การมองเห็นคุณค่าของตนเอง การเล่นดนตรี และเรียนศิลปะโดยไม่ถูกบังคับ การได้รับสิ่งที่ชอบ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ส่วนสารเคมีกลุ่มกดการทำงานของสมอง เช่น Adrenaline และ cortisol เป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความเครียด จะหลั่งเมื่อสมองได้รับความกดดัน ความเครียดอย่างต่อเนื่อง การมองเห็นคุณค่าตัวเองต่ำ โดนดุด่าทุกวัน ซึมเศร้า โกรธ เข้มงวดเกินไป วิตกกังวล ซึ่งทำให้ยับยั้งการส่งข้อมูลของแต่ละเซลล์สมอง ยับยั้งการเจริญเติบโตของสมองและใยประสาท คิดอะไรไม่ออก ยับยั้งเส้นทางความจำ การเรียนรู้ ภูมิต้านทานต่ำ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ เช่น เป็นโรคกระเพาะ เป็นภูมิแพ้ มะเร็งได้ง่าย ทำลายเซลล์สมองและใยประสาท ทำให้ความสามารถในการเรียนลดลง สารเคมีที่หลั่งออกมาเวลาเครียด จะหยุดยั้งการทำงานของสารส่งสัญญาณทางประสาท (neurotransmitter) ในภาวะปกติ และจะมีการส่งสัญญาณลัดวงจรเกิดขึ้น (downshifting) เป็นอาการที่สมองเปลี่ยนการทำงานของระบบความคิดการสั่งงานที่สูงกว่าไปยังระดับที่ต่ำกว่า สารเคมีเหล่านั้น ถ้ามีมากเกินไปนาน ๆ จะทำให้ระบบการทำงานของสมองของเราถูกยับยั้ง ทำลายใยประสาท และจะหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเราได้นานกว่าสารเคมีชนิดอื่น ๆ ในภาวะเครียดการที่มี cortisol หลงเหลืออยู่จะกลายเป็นสารพิษ ทำลายสมองส่วนที่เก็บหน่วยความจำที่ทำให้เราจำได้นาน ๆ

แต่ความเครียดหรือความกดดันชั่วคราวบางครั้งก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะจะช่วยให้เราตอบสนองปัญหาแปลกๆ ได้ เช่น การที่หัวใจเต้นเร็ว และมือเย็นอาจจะเกิดขึ้นได้ สำหรับเหตุการณ์บางเหตุการณ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงเสมอไป เช่น การสัมภาษณ์งาน การนำเสนองาน และการที่เราเป็นคนไข้จะเข้าห้องผ่าตัด แต่ถ้าเกิดภาวะเครียดมาก ๆ เป็นประจำทุกวัน ผลก็จะต่างออกไป เช่น เด็กกำพร้าที่ถูกทำร้ายร่างกายนาน ๆ และบ่อย ๆ และถูกข่มขืน อาจจะก่อให้เด็กเกิดความกลัวตลอดเวลา ทำให้สมองบางส่วนถูกทำลายและส่งผลต่ออารมณ์ หรือความคิดที่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาต่อความจำและการเรียนรู้ เช่นเดียวกัน ภาวะนี้จะเป็นสาเหตุที่เกิดการทำลายเซลล์ประสาท (neurons)
 
บางครั้งเราอาจจะลืมคิดไปว่า เราอาจจะเป็นคนที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในเด็กโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณที่เป็นอาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน นักศึกษากลับไม่สนใจคุณเลยเพราะแต่ละคนสนใจแต่เรื่องงานเลี้ยงของมหาวิทยาลัยที่จะเกิดขึ้นในตอนเย็นวันนี้ กลุ่มนักศึกษาหญิงกำลังคุยกันว่า จะใส่ชุดไหนมางานดี ส่วนกลุ่มนักศึกษาผู้ชายก็กำลังคุยถึงกิจกรรมที่ตัวเองจัด ซึ่งการที่จะให้นักศึกษาหยุดคุยนั้น เป็นเรื่องยาก คุณหมดความอดทนและได้ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า \"นักศึกษา เอากระดาษขึ้นมาคนละหนึ่งแผ่น เราจะมีการทดสอบกันเดี๋ยวนี้\" ทันใดนั้น นักศึกษาเริ่มตกใจขึ้นมาทันที นักศึกษาเริ่มเปลี่ยนเรื่องที่จะต้องคิด และลืมเรื่องงานของมหาวิทยาลัย คุณได้ตั้งคำถามไว้สิบคำถาม จากการเรียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งคาดว่านักศึกษาควรจะเข้าใจสิ่งที่เรียนมานั้นเมื่อการทดสอบได้เสร็จสิ้น คุณเก็บข้อสอบพร้อมทั้งตรวจข้อสอบอย่างรวดเร็ว ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ ผลสอบออกมาได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ทำให้คุณเริ่มโกรธ คุณเริ่มดุนักศึกษา และพูดว่าเพราะนักศึกษาไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควร ดังนั้น นักศึกษาจะต้องเรียนทบทวนซ้ำใหม่อีก คุณตั้งคำถามท้ายบทอีก 20 ข้อ นักศึกษาก็จะพยายามทำงานให้เสร็จในห้องเรียน เพราะงานเลี้ยงจะเริ่มเย็นนี้ และจะได้ไม่ต้องทำการบ้าน...

อะไรเกิดขึ้น?...ทุกคนเริ่มทำงานภายใต้ภาวะกดดัน ข้อมูลข่าวสารจะเกิดการลัดวงจร โดยแต่ละคำสั่งลัดวงจรไปที่บริเวณสมองด้านในเกี่ยวกับอารมณ์ทันที นักศึกษาจะเกิดภาวะทางอารมณ์ด้านลบ นั่นคือ เกิดความกลัวนั่นเอง และอาจโกรธร่วมด้วย คุณทำเช่นนี้เพราะคุณโกรธ คุณวู่วามในการให้มีการทดสอบ คุณควรจะเรียนรู้ ในการควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ นักศึกษาของคุณจะไม่มีความสุขขึ้นมาทันที เกี่ยวกับงานเลี้ยงที่จะเกิดขึ้น เพราะนักศึกษาจะต้องมารู้สึกกลัวการทดสอบที่ไม่มีการบอกล่วงหน้าเช่นนี้ สมองเกิดการส่งข้อมูลแบบลัดวงจร ทำให้ผลสอบต่ำกว่าเกณฑ์ และอาจารย์ยิ่งเพิ่มการสอบเข้าไปอีก ยิ่งทำให้สมองนักศึกษาเกิดการส่งข้อมูลแบบลัดวงจรยิ่งขึ้น มีการใช้อารมณ์มากกว่าการดึงความรู้ที่เคยเรียน และไม่ได้ใช้ความจำที่เป็นการใช้ความคิดตามขั้นตอนปกติมาตอบคำถาม
ปัจจุบันวัยรุ่นหลายคนไม่ชอบเรียนหนังสือ ติดเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่เกมคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากไม่มีแรงจูงใจในห้องเรียน อาจารย์สอนไม่ “โดน” ดังนั้นอาจารย์ที่สอนนักศึกษาวัยรุ่นต้องปรับตัวทั้งวิธีการสอนและพฤติกรรมของอาจารย์เพื่อเป็นแบบอย่าง สร้างแรงจูงใจในการใฝ่เรียน มีกิจกรรมให้วัยรุ่นได้มีพื้นที่แสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม สื่อการเรียนการสอนต้องสร้างสรรค์ เพราะสื่อที่สร้างสรรค์จะเป็นปัจจัยด้านบวกกับการพัฒนาจุดเชื่อมโยงของข่ายใยประสาท และเก็บเป็นความจำ และการเรียนรู้ จากความจำสั้นเป็นความจำถาวร จากความรู้ด้านบวกของสื่อต่อพัฒนาการมนุษย์ทำให้เห็นได้ว่าสื่อที่ดีมีคุณภาพจะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเกิดการเรียนรู้ที่ดี อย่างไรก็ตามอาจารย์ผู้ทำหน้าที่สอนและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องเรียนจะต้องไม่สอนเก่งแต่ในทฤษฏีเพียงอย่างเดียวแต่จะต้องฝึกให้นักศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์บ่อย ๆ คิดอย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งจะช่วยให้สมองรู้จักการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน คิดอย่างสร้างสรรค์ในทางบวก ขณะเดียวกันตัวอาจารย์เองจะต้องรู้จักที่จะเคารพในสิทธิทางความคิดของผู้เรียน เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญคือต้องมีความเมตตา เรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล สุดท้ายความสุขที่เกิดขึ้นทั้งของอาจารย์และนักศึกษาก็น่าที่จะใช้เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของการศึกษาได้ในศตวรรษที่ 21
 
ในหนังสือ \"ความเป็นเลิศทางอารมณ์ของเดเนียล โกลแมน\" (Emotional Intelligence, Daniel Goleman (1995) ได้กล่าวถึงผลกระทบว่า ความเป็นเลิศทางอารมณ์จะส่งผลให้เด็กประสบผลสำเร็จในชีวิตของเขา เดเนียลกล่าวว่า ความสามารถในการรู้จักควบคุมอารมณ์ของเรา และรู้ถึงภาวะทางอารมณ์ของผู้อื่น และไม่ยินดียินร้ายต่อความสมหวังหรือผิดหวังมากเกินไป นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความเป็นเลิศทางอารมณ์ เพราะว่าอารมณ์ของเรา อาจเป็นแรงผลักดันที่ดีมากทำให้เราเกิดความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ อารมณ์จะเป็นจุดสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจ และรู้จักควบคุมให้ดีเสียก่อนเป็นข้อแรก มีผลวิจัยหลาย ๆ แห่งพิสูจน์มาแล้วว่า การมี EQ ดีจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าคนที่มี IQ สูง

ดังนั้นการจัดระบบการศึกษาที่ดีควรจะต้องให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานที่ดีของสมองในระยะยาว ขณะเดียวกันเมื่อสมองมีการพัฒนาที่ดี ก็จะส่งผลถึงการทำงานของจิตใจที่มีความเข้มแข็ง เสียสละ มีเหตุผล มองโลกในด้านดีและมีความคิดบวก แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปัจจุบันการศึกษาจะทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น ซึ่งหลายคนอาจใช้ความฉลาดไปเอาเปรียบผู้อื่น ยิ่งฉลาดยิ่งเอาเปรียบ แต่การศึกษาที่ดีคือการศึกษาเพื่อให้คนฉลาดแล้วไปช่วยผู้อื่นที่อ่อนแอและฉลาดน้อยกว่า ซึ่งทำให้สังคมมนุษย์โลกอยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุข และไม่เบียดเบียนกันในที่สุด
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 47    จำนวนคนเข้าชม : 112   คน