เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2344416

รายละเอียด

สัมภาษณ์พิเศษ : อาจารย์มณเฑียร บุญตัน
สัมภาษณ์พิเศษ
อาจารย์มณเฑียร บุญตัน


โดย ขวัญชนก ลีลาวณิชไชย

สร้างวรรณกรรมสำหรับกลุ่มคนพิการด้วย “งานวิจัย”

“วรรณกรรมเป็นเสมือนแหล่งอ้างอิง ทุกวันนี้ แค่ชีวิตของคนคนหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...คนก็ลืม แต่ถ้ามีการบันทึก จัดเก็บ ไว้อย่างเป็นระบบ มันจะไม่ถูกลืม และสังคมจะได้เรียนรู้ต่อไป” นี่เป็นคำปรารภจากการสัมภาษณ์อาจารย์มณเฑียร บุญตัน วุฒิสมาชิกคนแรกของไทยที่ตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด เป็นกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ท่านได้ฉายภาพและให้วิธีคิดใหม่เกี่ยวกับมุมมองต่อ “กลุ่มคนพิการ” ของสังคมไทย รวมถึงการผลักดันให้เกิดหน่วยประสานงานเพื่อสร้างวรรณกรรมสำหรับกลุ่มคนพิการด้วยการใช้ “งานวิจัย” เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งแบบยั่งยืน
• มุมมองต่อการเข้าถึงสิทธิและระบบบริการต่าง ๆ สำหรับกลุ่มคนพิการในประเทศไทย
ถ้าเอาตามตัวกฎหมาย ถือว่าดีขึ้นเยอะ เพราะเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้แต่ตัวกฎหมายก็ยังเป็นโทษ เพราะมีแต่กฎหมายที่ยกเว้นผู้พิการไม่ให้เข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือหรือบริการใด ๆ ที่ได้รับจากภาครัฐ มีลักษณะเป็นไปตามยถากรรม ก็คือ พร้อมก็ให้ ไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ที่ผมชอบพูดบ่อย ๆ ว่าเป็นไปตามหลัก “สงเคราะห์หรือเวทนานิยม” ฉะนั้นตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นที่เข้าสู่ยุคการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ แม้ว่ากฎหมายฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ จะยังอิงทฤษฎีความพิการที่เป็นเครื่องหมายติดลบ (deficit model) แต่อย่างน้อยที่สุดการฟื้นฟูก็ยังเป็นความหวังที่แม้จะยังเป็นความหวังบนเครื่องหมายติดลบ ซึ่งเป็นการพัฒนาวิธีคิดจากลบเป็นบวก

ขณะนี้เราได้เข้าสู่สังคมที่มีวิธีคิดแบบฐานสิทธิ คือ เราไม่สนใจว่ามนุษย์จะถูกติดเครื่องหมายลบหรือบวก แต่ถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของสิทธิ ดังนั้นสวัสดิการและบริการต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับจากรัฐ ซึ่งถ้าเอาตัวกฎหมายเป็นตัวตั้ง ถือว่าดีขึ้นเยอะ แต่ในทางปฏิบัติ ตัวสังคมไทยแทบจะยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นสังคมเวทนานิยมเชิงสงเคราะห์ ยังมอง “ความพิการ” เป็นเรื่องติดลบอยู่ มองว่ากลุ่มคนพิการเป็นกลุ่มที่ยังต้อง “ดูแล” ถึงแม้ว่าตัวบทกฎหมายจะล้ำหน้าขนาดไหน หรือแม้คนพิการจะมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม ซึ่งการตอบสนอง “แบบดูแล” ของสังคมโดยรวม ยังเป็นสาระสำคัญของงานด้านคนพิการในประเทศไทย เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างคนดูแล และคนที่ถูกดูแล ยังห่างชั้นกันอยู่
• ตัวอย่างสิทธิที่กลุ่มคนพิการพึงได้รับ
คือ ถ้ามองเป็นจิ๊กซอว์ด้านต่าง ๆ เช่น บริการด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา การหางานทำ ผมคิดว่ายังมีตัวกฎหมายที่สร้างหลักประกันให้กับกลุ่มคนพิการ แต่ที่สามารถปฏิบัติจริงได้มาก-น้อย เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะสำนึกของสังคมไทยด้วยวิธีคิดแบบ “ต้อง” นำกฎหมายมาบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นยังไม่เกิด แต่อย่างน้อยการบังคับใช้กฎหมายนั้นอยู่ในระดับ “ควร” แล้ว จากเดิมที่อยู่ในระดับ “ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้” ยกตัวอย่างด้านการศึกษาที่บอกว่า โรงเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมของหลักสูตร ความพร้อมของครู ความพร้อมของสภาพแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนยังไม่มีความพร้อมหรือสามารถผัดผ่อนในเรื่องดังกล่าวสำหรับกลุ่มคนพิการได้
 
หากมองการเข้าถึงสิทธิและระบบบริการต่าง ๆ ในบางประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายในระดับ “ควร” ด้วยสังคมมีสำนึกสูง ไม่ต้องใช้การบังคับ เช่น ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีวัฒนธรรมฐานสิทธิ จะมีวิธีคิดต่อการเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียม แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายบังคับ หรือในเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ก็มีวิธีคิดแบบสำนึกในหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติที่เข้มข้นมาก ส่วนประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในระดับ “ต้อง” ใช้ผลของกฎหมายอย่างในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย จะใช้วิธีฟ้องร้องและต่อสู้กันในศาลระหว่างฝ่ายให้และฝ่ายรับ แต่สำหรับในประเทศไทย น้ำหนักความสำนึกของฝ่ายสิทธิ และฝ่ายหน้าที่ ยังไม่เข้มข้นพอ ฝ่ายที่มีหน้าที่ยังไม่สำนึกว่าตนต้องทำหน้าที่อย่างถึงที่สุด ส่วนฝ่ายสิทธิ ก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นสิทธิเสียทีเดียว ยังต้องรอความเมตตาอยู่
 
“ตัวกฎหมายที่ระบุไว้แล้วยังปฏิบัติไม่ได้เป็นเพราะเหตุใด...ก็เพราะเมืองไทยยังไม่ได้นำตัวชี้วัด Human right มาใช้ ยังไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย เพราะคิดว่ากฎหมายที่เป็นการเสริมพลังทางสังคม”
• “วิจัย” เครื่องมือสร้างความเท่าเทียมในสังคมไทย
เพราะเมืองไทยเป็นสังคมแบบประสบการณ์นิยม ไม่ใช่เป็นสังคมหลักการนิยม ดังนั้นสังคมไทยจึงต้องรวบรวมหลักฐานก่อนแล้วค่อยสรุปมาเป็นหลักการ กล่าวคือ หลักฐาน “มาก่อน” หลักการ ซึ่งถ้าคนพิการไม่เข้ามาเป็นผู้ทำวิจัย หรือเจ้าของงานวิจัย เพื่อใช้บอกความต้องการหรือความชอบธรรมของตน ดังเช่นตัวอย่างในอดีตที่บอกอย่างชัดเจนแล้วว่า ถ้ารอให้คนอื่นมาทำให้ สิ่งที่เกิดจากความหวังดี ความปรารถนาดี และความตั้งใจดีนั้นไม่ตรงความต้องการของผู้รับเสมอไป

ดังนั้นเพื่อให้สังคมไทยได้เดินไปในทางที่เหมาะสมทั้งถูกต้องและตรงความต้องการของผู้รับ จำเป็นที่คนพิการต้องเป็นผู้ลงมือทำวิจัยเองด้วย เปรียบเหมือนถ้าคนพิการอยากรับประทานอาหารที่ถูกปาก แต่ไม่เคยเข้าครัวเลย นั่งรอให้คนอื่นปรุงอาหารให้ตลอดเวลา อย่างไรก็ไม่ถูกปาก แต่ถ้าคนพิการร่วมปรุงอาหารด้วย แต่อาจไม่ได้ทำอาหารทุกอย่าง อาจทำแค่บางมื้อ บางเมนู และในบางเมนูอาจจะไม่ได้ทำทุกขั้นตอน แต่อย่างน้อยที่สุดประสบการณ์ร่วมจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเรามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ก็จะทราบว่าความผิดพลาดอยู่ตรงจุดไหน...ซึ่งถ้ากลุ่มคนพิการทำวิจัยเองได้และชี้ให้เห็นว่ายังมีข้อบกพร่องที่จุดใดบ้าง สังคมก็จะเริ่มเข้าใจขึ้นทีละน้อย ๆ เป็นการสั่งสมและสร้างประสบการณ์ จึงค่อยสรุปออกมาเป็นหลักการ ซึ่งจำเป็นมาก...เพราะสังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมที่เอาหลักการเป็นตัวตั้ง ในขณะที่สังคมที่ใช้หลักการเป็นตัวตั้ง อาจจะไม่ยุ่งยากเท่ากับเรา เพราะสื่อกันด้วยเหตุผลทางวิชาการ และเกิดการยอมรับกันได้ง่ายมากกว่า
• ความเข้าใจผิดที่ว่า “งานวิจัยเป็นของสูง”
ด้วยความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงทางวิชาการที่ว่างานวิจัยเป็นของสูง เป็นของเฉพาะคนที่จบระดับปริญญาเท่านั้นที่ทำวิจัยได้ คนไทยจึงถูกปลูกฝังให้กลัวที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีวาสนา ซึ่งตราบใดที่เรากลัว เราจะไม่สามารถเดินไปสู่การมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยได้

กลุ่มคนพิการได้ถูกปลูกฝังภายใต้สังคมเวทนานิยมเชิงสงเคราะห์ ให้ยอมจำนนในทุก ๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่าว่าแต่เรื่องการทำวิจัยเลย ดังนั้นการเข้าถึงและเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยและใช้กระบวนการวิจัยเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับสังคมจึงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับกลุ่มคนพิการมากกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่านัก แต่ถึงจะกลัว จะถูกปลูกฝังอย่างไรก็ต้องทำ เพราะถ้ากลุ่มคนพิการไม่กระโดดเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ประสบการณ์นิยมมาเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปเป็นสังคมหลักการนิยมแล้ว สังคมไทยจะยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งวิธีการนี้ถึงจะใช้เวลานาน...เราก็ต้องทำ และถึงแม้จะยากและมีอุปสรรคขนาดไหน...เราก็ต้องทำ
• ครั้งแรกของการเปลี่ยนสังคมประสบการณ์นิยม ไปเป็นสังคมหลักการนิยม อย่างเป็นรูปธรรม
มีความพยายามในกลุ่มคนพิการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยหลายครั้งแล้ว แต่ว่าเป็นความพยายามที่เกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ เป็นความพยายามเฉพาะบุคคล เฉพาะหน่วยงาน...แต่ครั้งนี้เป็นความพยายามในการสร้างกลไกอย่างเป็นทางการ (formal mechanism) ในลักษณะไตรภาคีโดยมีสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคประชาชน ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พ.ก.) ซึ่งเป็นองค์กรประสานงานเชิงนโยบายภาครัฐ และองค์กรภาควิชาการอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเราหวังว่าการสถาปนากลไกอย่างเป็นระบบในลักษณะไตรภาคีนี้จะทำให้กลุ่มคนพิการสามารถก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างงานวิจัย สร้างนักวิจัย และใช้ผลงานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้
 

• Model ที่คิดไว้เพื่อสร้างคนพิการเป็นนักวิจัย
เราได้ตั้งหน่วยงานในลักษณะ TRIP ขึ้นมาเพื่อทำงานและสร้างงานวิจัยเกี่ยวกับคนพิการ โดยคนพิการ และทำงานวิจัยร่วมกับคนทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. ส่งเสริมให้นักวิจัยทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพิการมากขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงาน ตัวกระตุ้น และเป็นแหล่งทุน

2. ผลักดันให้คนพิการที่มีความสนใจทำงานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ หรือเรื่องอื่นที่เป็นการทำงานโดยคนพิการให้มีเวทีหรือช่องทางในการเติบโตเข้าสู่การทำงานวิจัย

3. ส่งเสริมให้คนพิการที่เป็นนักวิจัยทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ มาทำงานร่วมกับนักวิจัยกระแสหลักที่ไม่ใช่คนพิการ เป็นการสร้างบรรยากาศให้นักวิจัยกระแสหลักมาสนใจงานด้านคนพิการมากขึ้น ผลักดันให้คนพิการเข้าสู่งานวิจัยให้มากขึ้น และผลักดันให้คนพิการกับนักวิจัยที่ไม่พิการมาทำวิจัยร่วมกัน
• สร้างกลไกลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความชอบธรรมสำหรับกลุ่มคนพิการ
จริง ๆ แล้วความเหลื่อมล้ำมีอยู่แล้วในทุกกลุ่มชน แต่ “ความพิการ” ต้องไม่เป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำ และเราไม่ควรนำ “ความพิการ” มาเป็นข้ออ้างที่จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้วย...คนพิการเองควรเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำมากกว่านำมาเป็นข้ออ้าง หรือความชอบธรรมที่คนพิการส่วนใหญ่เคยชินกับการทำงานแบบเอาพลังมวลชนเข้าสู้ เอาวิสัยทัศน์ของผู้นำกลุ่มคนพิการเป็นตัวผลักดัน

การสร้างคนพิการเป็นนักวิจัยในตอนเริ่มต้นจะเกิดจากการลองผิดลองถูกมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งหน่วยงานอย่าง TRIP เมื่อปี 2553 ซึ่งกว่า TRIP จะจดทะเบียนเสร็จก็ปี 2557 เพราะต้องถกกันหลายรอบกับหน่วยงานของรัฐเพื่อมิให้การทำงานซ้ำซ้อนกันและเกิดความเข้าใจตรงกันว่าวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งหน่วยงาน TRIP คือ การสร้างแรงกระเพื่อม และเสริมพลังงานวิจัยในมิติของคนพิการและความพิการ ด้วยเห็นว่ากลไกปกติที่มีอยู่เดิมยังไม่เพียงพอ
 
“ถึงแม้ว่าขณะนี้เรายังมีกลุ่มผู้นำคนพิการอยู่ และยังสร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง ใช้ระบบการรวมตัวเพื่อขับเคลื่อนมวลชน แต่มนุษย์เรามีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันไม่มีหลักประกันว่าผู้นำที่เราสร้างในวันนี้...อีก 50 ปีข้างหน้าจะยังมีวิสัยทัศน์เหมือนผู้นำรุ่นที่ผ่านมาหรือไม่?”
 
ด้วยความโชคดีที่ในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าในวงการคนพิการไทย เรามีผู้นำคนพิการรุ่นต่อรุ่นที่ทำงานแข็งขัน เป็นที่ประจักษ์ของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และประสบความสำเร็จในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย หลายท่านที่ล่วงลับไปแล้วได้แก่ อาจารย์ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ พันโทต่อพงษ์ กุลครรชิต รวมถึงท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ดร.ประหยัด ภูหนองโอง และพวกผม ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบัน และยังมีรุ่นน้อง ๆ ตามมาอีกหลายคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำงานโดยอาศัยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นของผู้นำเป็นตัวตั้ง และอาศัยการไม่ยอมจำนนของมวลชนที่มีเป้าหมายร่วมกัน...ในจุดหนึ่ง จังหวะหนึ่งมันได้ผล แต่ว่ามันไม่ได้เป็นหลักประกันความยั่งยืน เพราะถ้าเกิดการสืบทอดเจตนารมย์ของผู้นำจากรุ่นสู่รุ่นแผ่วลงเมื่อใด สังคมจะตีกลับให้ต้องไปตั้งต้นใหม่จากศูนย์ กลับไปสู่สังคมเวทนานิยมเชิงสงเคราะห์ดังเดิมก็ได้...แต่ถ้าเรามีงานวิชาการ งานวิจัยเป็นตัวสนับสนุนก็จะถูกยอมรับ เพราะสังคมไทยเชื่อและยอมรับผลการศึกษา ยอมรับงานเชิงประจักษ์ที่มีข้อพิสูจน์มาอธิบายได้
• “ความสุขของคนพิการ” หนึ่งในตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของสังคมไทย
ฉะนั้นจึงกลับมาคิดว่าเพื่อมิให้กลุ่มคนพิการต้องมาเสี่ยงกับภาวะการขับเคลื่อนมวลชนผ่านกลุ่มผู้นำ เราต้องกลับมาสร้างฐานความรู้ และใช้ฐานความรู้เป็นตัวต่อยอด เป็นตัวผลักดันคนพิการสู่อนาคต และในท้ายที่สุดคือต้องคิดไกลกว่าการมุ่งตอบโจทย์เพื่อคนพิการคือ ต้องใช้คนพิการเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำ (Inclusive society) เนื่องจากมีหลักฐานการศึกษาจากหลายที่ในโลก รวมถึงอดีตประธานธนาคารโลกได้กล่าวยืนยันว่า คนพิการถือว่าเป็นกลุ่มคนที่จนที่สุด (The poorest of the poor) เพราะมีมิติความเหลื่อมล้ำหลายมิติทับซ้อนกันอยู่ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ ทางสังคม โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ฯลฯ

ดังนั้นถ้าเราสามารถใช้ความสุขของคนพิการเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำได้...จะดีหรือไม่?...ถ้าคำตอบคือ ดี...คนพิการจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างตัวชี้วัดนี้ด้วยการสร้างองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีความยั่งยืน พลังมวลชนก็จะไม่หายไปไหน เราจะมีหลักการจัดการตัวเองที่ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นการจัดการตนเองโดยหลักวิทยาศาสตร์จากผลงานวิจัย ไม่ใช่การจัดการตัวเองโดยหลักการฮึกเหิม ด้วยอุดมการณ์อย่างแรงกล้าแต่เพียงอย่างเดียว
 
“การจัดการตัวเองด้วยอารมณ์มันแผ่วลงได้ แต่ถ้าเป็นการจัดการตนเองอย่างเป็นระบบโดยใช้หลักเหตุผล หลักวิทยาศาสตร์แบบที่โลกตะวันตกมี เราจะมีความยั่งยืนกว่า”
• ตอบโจทย์คนพิการ คือ การตอบโจทย์สังคมสูงวัยในอนาคต
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านบริการ ด้านสวัสดิการ สำหรับสังคมสูงอายุในอนาคต ที่ผู้เตรียมความพร้อมดังกล่าวยังไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วตัวอย่างของสังคมสูงอายุในอนาคตนั้นมีอยู่แล้วในปัจจุบันเพราะทุกเรื่องที่เป็นความต้องการของกลุ่มคนพิการจะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความจำเป็นสำหรับสังคมสูงอายุ...ถ้าสามารถตอบโจทย์คนพิการได้ในปัจจุบัน คุณก็สามารถตอบโจทย์สังคมสูงอายุในอนาคตได้
• วิธีคิดใหม่กับคำว่า “ความพิการหรือความบกพร่อง”
ดังที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า “ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง” จะทุกข์ไปทำไม ในเมื่อมันก็เช่นนั้นเอง ทุกคนมีอัตลักษณ์เฉพาะของตนเองอยู่แล้ว...การตาบอด ก็เป็นเช่นนั้นเอง...การหูหนวก ก็เป็นเช่นนั้นเอง ความพิการไม่จำเป็นต้องเป็นลบ แต่ที่ความพิการเป็นลบ เพราะการปฏิสัมพันธ์กับสังคมต่างหากที่ใส่เครื่องหมายติดลบให้ เช่น ถ้าคุณเอาคนตาบอดไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วคุณโยนเอกสารของคนตาดีให้ นั่นจะเป็นความพิการขึ้นมาทันที เป็นความพิการซึ่งเป็นผลจากอัตลักษณ์ของบุคคลที่ทำปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมภายนอกซึ่งเป็นลบ

ในทางกลับกันถ้านำคนตาบอดไปอยู่ในสถานที่ที่มีเอกสารอักษรเบรลล์ (Braille) เอกสารเสียง มีมัลติมีเดียที่คนตาบอดสามารถอ่านได้ ความเป็นลบจะลดลงทันที หรือถ้าคนพิการสามารถไปเข้าเรียนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย คณะใด สาขาใดก็ได้แบบไม่มีอุปสรรค เขาก็จะสามารถใช้ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่...ถ้าเราขจัดความเป็นลบซึ่งเป็นเงื่อนไขภายนอกตรงนี้ได้ สิ่งที่เหลือก็คือ ความพิการ ซึ่ง “มันเป็นเช่นนั้นเอง” เป็นเพียงอัตลักษณ์ที่ไม่ได้ต่างอะไรกับคนสูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม...ถ้าเราไม่ทำให้คนที่สูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม หรือคนที่มีความพิการ เป็นสิ่งที่น่าหัวร่อ แต่ให้คิดเสียว่าเป็นเรื่องของ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” โดยไม่ใส่เครื่องหมายติดลบให้
• กลไกอื่นที่จะสร้างความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองในเชิงนโยบายสำหรับกลุ่มคนพิการ
ก่อนหน้านี้ได้มีการผลักดันกฎหมายด้านคนพิการ ซึ่งถือว่ากฎหมายด้านคนพิการของไทยเป็นที่หนึ่งในอาเซียน เราจึงต้องทำสิ่งที่ระบุในกฎหมายให้เป็นจริง ต้องสนับสนุนให้คนพิการมาเป็นส่วนหนึ่งในทุกมิติในสังคมให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง อยู่ในภาคราชการ และภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนให้คนพิการมีตัวตนอยู่ในสังคมให้ดาษดื่น ให้หลากหลายมิติ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมประสบการณ์นิยม ทุกอย่างต้องเป็นเชิงประจักษ์ และต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีประสบการณ์ อย่าหวังเลยว่าสังคมจะเข้าใจคนพิการ เพราะการให้สังคมเข้าใจคนพิการโดยปัญญา (wisdom) ในสังคมไทยเป็นสิ่งที่ยากมาก

“งานวิจัย” จึงเป็นเครื่องมือและตัวเร่งให้คนพิการมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีการใช้เหตุผลและทฤษฎีอธิบาย เป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้แบบยั่งยืน ในขณะที่การใช้ประสบการณ์เชิงประจักษ์แบบเป็นธรรมชาติไปเรื่อย ๆ ไม่มีการบันทึกเป็นเอกสารทางวิชาการ การสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มคนพิการก็จะแผ่วลงตามหลักอนิจจัง...

งานวิจัยนำไปสู่การสร้างวรรณกรรมหรือนวัตกรรมทางสังคมให้กับคนพิการ ทุกวันนี้ต้นทุนทางวรรณกรรมสำหรับคนพิการมีน้อยมาก มีแต่วรรณกรรมที่สร้างความเวทนาให้กับคนพิการ ไม่มีวรรณกรรมที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับคนพิการเพียงพอ...ผมคิดว่า “งานวิจัย” จะช่วยเติมเต็มวรรณกรรมที่สร้างสรรค์สำหรับคนพิการให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อในอนาคต องค์กรด้านคนพิการจะได้มีมรดกทางวัฒนธรรมไว้ศึกษาเรียนรู้ ไม่ทำผิดซ้ำ สามารถต่อยอดเพื่อสร้างวรรณกรรมที่สร้างสรรค์และควรค่าแก่การศึกษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป แต่ถ้าเราไม่เติมพลังด้านนี้ไว้ คนพิการก็จะมีลักษณะ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” แบบชนิดที่ไม่มีคนสนใจ และลืมกันไป แล้วก็ต้องมาสร้างวรรณกรรมกันใหม่ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก
• “คนพิการ” สมการหลากมิติที่ต้องหาคำตอบ
อย่างที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าโจทย์เกี่ยวกับ “คนพิการ” เป็นสุดยอดของคำตอบที่แก้ยากในแง่ที่มีการทับซ้อนกันในหลากหลายมิติ ถ้าเปรียบเทียบปัญหาและความต้องการของคนพิการเป็นสมการหนึ่งว่าเป็นสมการที่แก้ยาก มีความยุ่งยากซับซ้อนสูง แต่ถ้าสามารถแก้สมการนี้ได้แล้ว สมการอื่นก็เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว และที่แน่ ๆ ก็คือ คนพิการก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาร่วมแก้สมการนี้ด้วย

ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนทั้งคนที่ไม่พิการและคนพิการที่ชอบความท้าทายและแก้ปัญหายาก ๆ ลองมาทำงานวิจัยด้านคนพิการและความพิการ แล้วจะเห็นได้ว่าการแก้สมการด้าน “คนพิการ” เป็นโจทย์ท้าทายที่จะให้รางวัลชีวิต (rewarding) ในฐานะที่เป็นนักวิจัยได้มากมายขนาดไหน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 34    จำนวนคนเข้าชม : 106   คน