เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2484292

รายละเอียด

ลอกคราบระบบกฎหมายไทย ทำอย่างไรจึงจะใช้กฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ?
อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
panitchkul@gmail.com

มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า เรามีรัฐไว้เพื่ออะไร เป้าหมายของการใช้อำนาจ(รัฐ) คืออะไร

คำถามทำนองนี้ในทางวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ มีความพยายามในการหาคำตอบ รวมไปถึงการเสนอในเชิงรูปแบบ แนวทาง วิธีการ การจัดโครงสร้างองค์กร ตลอดจนกำหนดเป็นหลักการ กฎเกณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย

ในทางปฏิบัติเองก็มีปฏิบัติการในทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ มากมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะแสวงหาทางออกจากปัญหาต่าง ๆ ในทางสังคม ทั้งที่เป็นปัญหาในระหว่างประเทศเรื่อยไปจนถึงระดับชุมชน และแม้กระทั่งปัญหาในเชิงปัจเจก สโลแกนหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับขบวนการทางสังคม คือ “สังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องช่วยกันสร้าง”

คำถามที่สำคัญกว่าคำถามที่ว่า “เรามีรัฐไว้เพื่ออะไร ” ก็คือ “ปัญหาว่า ความยุติธรรมมาจากไหน” และ “ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร”
 
ปัญหาว่าความยุติธรรมมาจากไหนนั้น คำตอบที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในขณะนี้คือ ความยุติธรรมมาจากรัฐ และในส่วนที่รัฐไม่อาจจะให้ความยุติธรรมได้ก็จะมีคำตอบว่าเป็นไปตามกฎแห่งกรรม และในทำนองเดียวกันกับคำถามที่ว่าความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบสำหรับคนรุ่นเดิม ๆ ก็จะอธิบายว่าเป็นเพราะบุญทำกรรมแต่ง ไม่สามารถที่จะแข่งบุญแข่งวาสนากันได้ แต่สำหรับคนในยุคปัจจุบัน ความคิดเช่นนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ด้วยเหตุที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่กระจายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ด้วยความถี่มากขึ้น

ที่ผ่านมารัฐอำนวยความยุติธรรม และแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างไร

รัฐไทยภายหลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เกิดการปรับโครงสร้างในทางการเมืองและเกิดการพัฒนาระบบราชการที่เป็นแกนกลางหลักของการบริหารประเทศ พัฒนาการทางการเมืองแบบตะวันตกเพิ่งเริ่มหลังระบบราชการ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจเริ่มผูกโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก ในขณะที่พัฒนาการทางสังคมค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมแบบเมืองสมัยมากขึ้น

พัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ไม่เท่าทันกันของแต่ละด้านเช่นนี้ ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทยที่ได้รับการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกัน ไม่เสมอหน้ากัน ประกอบกับความไม่ถึงพร้อมของประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐภายใต้กลไกทางการเมืองและกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม และผลักภาระต้นทุนทางสังคมให้สังคมแบกรับ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจในหลาย ๆ ฉบับที่ผ่านมา ส่งผลให้การจัดสรรความเจริญตกอยู่กับกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น

การปกป้องคุ้มครองดูแลจากภาครัฐภายใต้นโยบายและกฎหมายก็มีความแตกต่างกัน และในขณะเดียวกันเมื่อสังคมโลกและและรัฐไทยเปิดช่องทางต่าง ๆ เชื่อมต่อกัน ไม่ว่าจะในทางด้านเศรษฐกิจ ด้านระบบการเมืองการปกครอง และทางสังคมผ่านทางช่องทางต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดแนบแน่นมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งส่งเสริมให้ผู้ที่สามารถเข้าถึงแหล่งผลประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทั้งที่เป็นคนไทยเองและต่างชาติได้รับผลประโยชน์มากยิ่งขึ้นมาเป็นเวลานาน ในขณะที่กลไกของรัฐเองก็ส่งเสริมให้เกิดสภาวการณ์เช่นนั้นและไม่ได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อนำผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดจากสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มากเกินไปมาจัดสรรอย่างเป็นธรรม อีกทั้งการที่รัฐ-สังคมเปิดรับสังคมโลกอย่างไม่มีเงื่อนไข จึงส่งผลให้ผลประโยชน์ที่เกิดจากการพัฒนาในด้านต่าง ๆ กระจุกตัวอยู่ที่คนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องแบกรับภาระต่าง ๆ ที่เป็นต้นทุนทางสังคมโดยอ้อม ซึ่งเกิดจากผลกระทบทางด้านลบของการพัฒนา และค่อยกระจายตัวไปถ้วนทั่วจนไม่มีใครทันรู้สึกได้ว่าเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมก็ดี ต้นทุนที่เกิดจากการเสียโอกาสจากการได้รับการจัดสรรงบประมาณและการได้รับการคุ้มครองหรือการส่งเสริมจากภาครัฐ หรือต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตที่มีอยู่ในภาครัฐและภาคเอกชนก็ตาม จนนำไปสู่สภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันมากขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
โครงสร้างสังคมและกลไกของระบบกฎหมาย
ภายใต้แผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีการกำหนดภาพอนาคตของระบบเศรษฐกิจในแต่ละช่วงของแผนพัฒนาว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางไหน จะมีลักษณะสำคัญ ๆ ของระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เช่น เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกสินค้าทางการเกษตร หรือให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อต้องการเปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ระบบกฎหมายของประเทศก็เดินตามทิศทางของแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจในลักษณะที่สนับสนุนหรือเอื้อต่อการพัฒนาภายใต้ทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านั้น

ด้วยเหตุดังกล่าวเราจะพบว่า เมื่อใช้วิธีการวิเคราะห์กันอย่างง่ายๆ ด้วยการเปรียบเทียบเชิงปริมาณของจำนวนตัวบทกฎหมาย (ในระดับพระราชบัญญัติต่างๆ) และกลไกการบังคับใช้กฎหมาย (ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และภายใต้อำนาจขอบเขตภาครัฐ) และนโยบายในการพัฒนาแล้ว เราจะเห็นถึงโครงสร้างทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ มากมาย เช่น จากตารางที่ 1 เราจะเห็นถึงภาพรวมของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติว่ามีอยู่กี่ทั้งหมดฉบับ กระจายออกไปตามกระทรวงต่าง ๆ และในพระราชบัญญัติแต่ละฉบับก็กำหนดและจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน หน่วยงานของรัฐก็จะอ้างอำนาจตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่

ในขณะเดียวกันกฎหมายก็จะกำหนดให้ประชาชนต้องมีหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ภายใต้ชุดความสัมพันธ์แบบนี้สะท้อนให้เห็น “โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ที่ซ้อนอยู่ในระบบราชการและเป็นโครงสร้างที่มีกฎหมายรับรองว่าชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นธรรม และแม้จะมีความพยายามประเมินหรือวัดผลการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เพื่ออธิบายว่าหน่วยงานต่าง ๆเหล่านั้นยังมีความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องคงสภาพและอำนาจตามกฎหมายต่อไป แต่การประเมินก็ไม่ได้ประเมินไปถึงว่าการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของการใช้อำนาจรัฐคือเกิดความเป็นธรรม หรือการทำให้เกิดความเท่าเทียมเสมอภาคกันของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐทำเพื่อบรรลุถึงภารกิจของหน่วยงานหรือเพื่อปกป้องหน่วยงาน มากกว่าที่จะก่อให้เกิดการจัดความสัมพันธ์ชุดใหม่ที่เกิดความเป็นธรรมที่ดีกว่าเดิม ซึ่งมีตัวอย่างกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงการทำหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในกรณีเช่นนี้อย่างมากมาย
 

 
ในตารางที่ 2 เราจะเห็นถึงความไม่สมดุลของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ ที่แทรกอยู่ในโครงสร้างทางสังคม เราสามารถที่จะวิเคราะห์ย้อนกลับไปยังการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการบัญญัติกฎหมายและสามารถที่จะเห็นถึงวิธีคิดและการจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดสำคัญที่สุด เรื่องไหนไม่สำคัญ ทั้งนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึง ประสิทธิภาพและความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญและเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำที่ซ้อนตัวอยู่ในระบบกฎหมาย
 

 
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีการปรับตัวที่สนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่สำหรับกรณีประเทศไทยจากการศึกษาพบว่า ในทางกฎหมายส่วนที่ควรจะได้รับการพัฒนาควบคู่กันไปประกอบด้วย กฎหมายในส่วนที่จะปกป้องคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา กฎหมายที่จะเป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลอันพึงที่จะได้รับจากรัฐอย่างมีคุณภาพที่ดีในปัจจัยสี่และสิ่งจำเป็นพื้นฐานทั้งหลายที่ประชาชนในฐานะสมาชิกของสังคมจะดำรงอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายที่ทำคนให้เป็นคน และกฎหมายที่ทำให้คนเท่าเทียมกันดังเช่นทำนองเดียวกับ Equality Act 2010 ของประเทศอังกฤษ เป็นต้น

การปรับตัวของระบบกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น หรือเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในลักษณะทำนองนี้ สำหรับกรณีประเทศไทยฝ่ายนิติบัญญัติยังทำได้ไม่ดีพอ และเมื่อกฎหมายต่างๆ ที่มีความจำเป็นจะต้องมี หรือที่ต้องมีการปรับปรุงแต่ยังไม่ได้บัญญัติขึ้น ก็จะส่งผลไปยังการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ที่ตกอยู่ภายใต้กรอบข้อจำกัดในทางกฎหมาย

ข้อจำกัดของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ตลอดจนข้อจำกัดของระบบราชการ เป็นเรื่องที่รับรู้กันอยู่ทั่วไป และรู้กันมาเป็นเวลานานแล้ว ปัญหาจากข้อจำกัดของอำนาจรัฐมิได้เป็นปัญหาเฉพาะกรณีของรัฐไทยเท่านั้น แม้กระทั่งรัฐของประเทศที่มีความทันสมัยของระบบราชการที่มีความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นรัฐที่มีลักษณะของการกระจายอำนาจ มีระบบการบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ก็ยังไม่สามารถที่จะรองรับกับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่ จนทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปทางการเมือง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมาย และการปฏิรูปทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ของประเทศไทยมาถึงจุดที่ระบบการจัดการด้านต่าง ๆ ของสังคมเกิดความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเพราะการปรับตัวไม่ทันของระบบ หรือเพราะปัญหาทางสังคมในแต่ละเรื่องนั้นใหญ่เกินกว่าที่รัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวจะจัดการหรือแก้ปัญหาได้ หรือด้วยความล่าช้าของขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้ระบบที่มีอยู่ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป หรืออาจจะเป็นเพราะทัศนคติที่คับแคบ หรือด้วยวัฒนธรรมขององค์กรที่เน้นความเป็นทางการมากจนเกินไป ฯลฯ และด้วยปัญหาและข้อจำกัดของอำนาจรัฐเช่นนี้ จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อทิศทางในอนาคตของบทบาทหน้าที่ของรัฐว่ารัฐควรจะต้องทำหน้าที่อะไร และอย่างไร
 
จากสถานการณ์ข้างต้น ผู้คนในสังคมเริ่มที่จะไม่ฝากความหวังไว้ที่บทบาทของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวเหมือนดังที่เป็นมาในอดีต และยังเกิดปรากฏการณ์ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางสังคมต่าง ๆมากมายเพื่อให้กลไกรัฐในระดับต่าง ๆ ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง และนั่นเท่ากับว่าความคาดหวังของประชาชนไม่ได้มองเฉพาะรัฐเท่านั้นที่เป็นที่มาของความยุติธรรม หรือจะทำหน้าที่ผูกขาดในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ตัวกลไกของรัฐเองต่างหากที่อาจจะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาและต้นตอของความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ทั้งนี้ ด้วยนโยบาย กฎหมาย กลไกของระบบราชการ ท่าทีของเจ้าหน้าที่ รวมถึงผลงานอันล้มเหลวอันเป็นที่ประจักษ์ของการใช้อำนาจรัฐที่ไม่สามารถจะจัดการกับอำนาจอิทธิพลของระบบทุนก็ดี หรืออิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองต่าง ๆ ลงได้ แต่กลับหันไปใช้อำนาจทางการต่อคนเล็กคนน้อยที่ไร้อำนาจต่อรองเพื่อแสดงออกถึงพลังของอำนาจรัฐ
 

 
องค์ประกอบหลักของระบบกฎหมายประกอบด้วยสามองค์ประกอบที่สำคัญ ส่วนที่หนึ่งคือส่วนที่ว่าด้วยแนวคิดของตัวระบบกฎหมาย ส่วนแนวคิดนี้จะเป็นบ่อเกิดของตัวเนื้อหาของกฎหมายในลักษณะต่าง ๆซึ่งเป็น ส่วนที่สองของระบบกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุดไปจนถึงกฎหมายลำดับรองต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของบทบัญญัติของกฎหมายเป็นองค์ประกอบของส่วนนี้ และส่วนที่สามได้แก่ กลไกในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งได้แก่ กลไกของระบบราชการประจำ และในบางประเทศ สังคมก็อยู่ในฐานะที่เป็นกลไกที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมาย

จากองค์ประกอบที่สำคัญทั้งสามประการข้างต้น หากต้องการที่จะตอบคำถามว่า ระบบกฎหมายไทย จะสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรนั้น มีข้อเสนอที่สำคัญ ๆ ดังนี้

1. ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม เป็นปรากฏการณ์ของสังคมไทยที่ระบบกฎหมายจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แนวคิดในทางกฎหมายซึ่งแฝงฝังอยู่ในชุดความคิดของบุคลากรในกระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการบริหารราชการ และกระบวนการยุติธรรม มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อถอนชุดความคิดเดิม ๆ ที่ครอบงำนักกฎหมายมาเป็นเวลานาน อาทิ ความคิดที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ซึ่งนำมาสู่การวางรากฐานของตัวบทกฎหมายไว้แบบหนึ่ง ประเด็นคำถามคือ เราจะเปลี่ยนชุดความคิดในระบบกฎหมายที่เป็นอุปสรรค หรือทำให้เกิดข้อจำกัดของการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร

2. ในเชิงระบบของกฎหมาย กระบวนการใช้อำนาจรัฐในทางกฎหมายที่แบ่งออกเป็นการใช้อำนาจในการตรากฎหมาย หรือที่เรียกว่า อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย และอำนาจในการจัดการด้านต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า อำนาจบริหาร และอำนาจในการชี้ขาดตัดสินคดี หรือที่เรียกว่า อำนาจตุลาการ หากจะทำให้ระบบกฎหมายทั้งระบบให้ความสำคัญกับ “การสร้างระบบกฎหมายและการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ” โดยการกำหนดให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติของระบบกฎหมายไทย ดังเช่น การมีคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ คณะรัฐมนตรีสังคม ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นหากรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล จะร่วมกันกำหนดเป็นวาระพิเศษในการประสานพลังในการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อการนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นการสร้างนวัตกรรมในทางกฎหมายที่สอดคล้องกับทิศทางในศตวรรษที่ 21
 
3. ระบบกฎหมายของประเทศไม่ได้เป็นของระบบราชการ หรือของนักกฎหมาย หรือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่เป็นกลไกสาธารณะของสังคม ดังนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายตามข้อ 2 ทุกภาคส่วนของสังคมจะร่วมกันสร้างปฏิบัติการทางสังคมเพื่อช่วยกันในการขับเคลื่อนให้ระบบกฎหมายเกิดการปฎิรูปได้อย่างไร

ปัญหาความ(ไม่)เป็นธรรม ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ครอบสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน และจะยิ่งกดทับผู้คนกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้น โดยที่กลไกภาครัฐก็ไม่สามารถที่จะช่วยอะไรได้มากนักเนื่องจากข้อจำกัดทั้งในทางกฎระเบียบและระบบคิดของคนในระบบราชการ กลไกทางสังคมที่เคยมีบทบาทนับวันก็ยิ่งจะโรยรา พลังขององค์ความรู้ที่เคยชี้ทางออก ทางเลือก ทางรอด ก็ตกอยู่ในกับดักทางความคิด จุดยืน อุดมการณ์ จนยากที่จะข้ามพ้น ท่ามกลางความปรักหักพังของกลไกต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่ในสังคม

เราในฐานะประชาคมวิจัยจะพัฒนาเครื่องมือในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ยาก ๆ ของประเทศได้อย่างไรบ้าง
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 28    จำนวนคนเข้าชม : 188   คน