เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2484311

รายละเอียด

ประชารัฐ อภิวัติการศึกษา : ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพด้วยยุทธศาสตรืการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่

 
แม้จะมีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนในรอบสองทศวรรษของการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาเรายังพบกับวังวนและกับดักปัญหาการศึกษาเดิม ๆ เกิดข้อคำถามกับสังคมจนเกิดความไม่ไว้ใจและตั้งคำถามกับคนทำงานการศึกษาของประเทศถึงความไม่ก้าวหน้าแถมยังถอยหลังรั้งท้ายผลการศึกษาประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขงบประมาณการศึกษาของเรากลับสูงลิ่ว เมื่อกลับมามองโดยลึกก็ชวนตั้งคำถามว่าอะไรคือหลุมพรางเหล่านั้น จากการติดตามกระแสการปฏิรูปมาในรอบหลายปีรวมประเด็นวิกฤตมากมายที่เราถกกันถึงพบว่า ประเด็นสำคัญร่วมที่เป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ
• เราติดหล่มในลู่ “ศึกษาเพื่อแข่งขัน” ลู่วิ่งหลักในระบบการศึกษาที่ไม่ยึดโยงไปกับชีวิต
ไม่ว่าการพยายามพัฒนาการศึกษาจะมากขึ้นเท่าใด การลงทุนกับการแก้ปัญหาการศึกษาจะสูงขึ้น จนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารที่เชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการศึกษาที่เป็นอยู่ แต่ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนเรากลับพบว่าเรายังเรียนเพื่อแข่งขัน เรียนเพื่อสอบ เรียนเพื่อแย่งชิงโอกาสการทำงานความก้าวหน้าและเพื่อชัยชนะ ความพยายามถีบตัวเองของระบบการศึกษาแบบลู่วิ่งระยะสั้นนั้นไม่เพียงแต่จะยิ่งเพิ่มช่องว่างและความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเท่านั้น กลับยิ่งเป็น “หลุมดำ” ด้วยวังวนของการแข่งขันของระบบการศึกษาที่เราเข็นเด็กผ่าน “สายพานการศึกษา” แบบลู่เดียว อีกทั้งในกระบวนการเรียนรู้ที่จัดก็มุ่งเพียงส่งต่อเด็กเข้าสู่มหาวิทยาลัย ไม่เปิดทางให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายที่จะสร้างทักษะสำคัญทั้งในการดูแลตัวเอง และการเตรียมความพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกของการใช้ชีวิตจริง จนก่อให้เกิดความทุกข์และความเครียดในการเรียนจนกลายเป็นสภาพ “เรียนเพื่อสอบ” มากกว่า “เรียนเพื่อรู้” และระบบการศึกษาที่แข่งขันสูงนี้ยังสร้างข้อได้เปรียบให้แก่คนร่ำรวยหรือมีเงินพอที่จะส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนชั้นนำหรือสถาบันกวดวิชาชั้นเลิศได้ กลายเป็นการศึกษาเบียดคนยากคนจนตกขอบ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในโอกาสการศึกษาและทอดทิ้งคนที่ด้อยโอกาสให้จมอยู่ในความดักดานด้อยโอกาสเช่นนั้นกลืนกินคุณค่าของการศึกษาที่แท้จริง
 

 
ในทางตรงกันข้ามเมื่อหันกลับไปมองข้อมูลที่ชวนสะท้อนคิดจากบทเรียนการแข่งขันจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD /World Competitiveness Report) ใน 61 ประเทศที่พบว่าท่ามกลางความพยายามเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย แม้ภาพรวมระดับประเทศดูดีขึ้น แต่ในด้านการศึกษากลับชัดเจนว่ายิ่งเราเร่งเพิ่มขีดความแข่งขันมากขึ้นเท่าไร ผลลัพธ์กลับสะท้อนว่าเราไม่ได้ไปไกลกว่าเดิม แต่กลับร่วงหล่นเห็นได้ชัด จากการจัดอันดับในองค์ประกอบด้านการศึกษานั้นพบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 51 ในปี 2013-2014 และตกลงมาอยู่ที่อันดับที่ 52 ในปี 2015-2016 ระบบการศึกษาจึงกลายเป็นส่วนที่ฉุดรั้งอันดับการแข่งขันโดยรวม แถมซ้ำร้ายกลับพบว่าในบรรดาประเทศที่มีการแข่งขันด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือมีคะแนน PISA อันดับต้น ๆ กลับพบอัตราการฆ่าตัวตายที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกด้วยเช่นกัน เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ทิศทางการศึกษาเรายังคับแคบโรงเรียนไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปได้ไกลกว่าการมุ่งสอนความรู้ให้เด็กเอาไปประกวดแข่งขันกันเพื่อความเป็นเลิศ โดยทิ้งเด็กอีกไม่น้อยเป็นผู้พ่ายแพ้ทางการศึกษาอยู่หลังห้อง เป็นการศึกษาที่มองข้ามความสามารถอันหลากหลายที่จะส่งผลต่อมิติการพัฒนาประเทศในแต่ละภาคส่วน แถมยังชี้ให้เห็นสัญญาณของหายนะระยะยาวที่กำลังไล่ล่าการพัฒนาการศึกษาไทย
• การจัดการศึกษาที่ผูกขาด
เรามีโรงเรียนราว 30,000 โรงที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษา แถมขาดการดูแลได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญการถูกจัดการโดยนโยบายที่ผันผวนไม่นิ่ง ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา โรงเรียนขาดอิสระในการริเริ่มนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ การพัฒนาครูเน้นการอบรมเป็นหลักและระบบการให้ความดีความชอบ การแต่งตั้งโยกย้ายไม่สัมพันธ์กับผลการทำงานของครูในการพัฒนาเด็กโดยตรง สัญญาณแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงสะท้อนได้จากข้อมูลในกลุ่มประชากรวัยเรียนโดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนที่ชี้ว่า จำนวนเด็กในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของเรา (ป.1-ม.6) ประมาณ 11 ล้านคนนั้น เด็กนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (drop-out) ก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เป็นจำนวนกว่า 200,000 คนในแต่ละปีหรือกว่าร้อยละ 2 ของเด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับทั้งหมด (6-15 ปี) ด้วยปัจจัยเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งที่พวกเขาควรได้โอกาสและการเกื้อหนุนทางการศึกษาที่จะทำให้เขาได้อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานอันเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่การศึกษาที่ถูกจัดการจากแบบเบ็ดเสร็จแบบเดิม ๆ กลับกลายเป็นช่องทางเบียดเด็กตกขอบ ยิ่งเพิ่มช่องว่างและเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้สูงขึ้น
 
นอกจากเด็กวัยเรียนแล้ว ยังมีกลุ่มลูกแรงงานต่างด้าว รวมถึงแรงงานนอกกลุ่มอายุวัยเรียน 35 ล้านคน 2 ใน 3 อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการเกษตร ตลอดจนผู้สูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความต้องการพิเศษต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่กว่าการจัดการศึกษาในระบบขั้นพื้นฐานที่ซึ่งนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษายังตกหล่นกับหลักคิดหลักการพัฒนากำลังคนแบบเดิม ๆ ที่ผูกขาดการจัดการที่คนวัยเรียน อันเป็นที่มาของทั้งปัญหาคุณภาพแรงงานและปัญหาเด็กด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษาที่มียอดสะสมนับล้านคน จนถึงกับมีการประมาณการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ขององค์การ UNESCO ว่ามูลค่าความเสียหายจากการมีแรงงานคุณภาพต่ำและมีเด็กออกจากระบบการศึกษาไปจำนวนมากเช่นนี้ของไทย อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้สูงถึงร้อยละ 2 ต่อปี

ที่น่าสังเกตเมื่อมีกระแสวิพากษ์การศึกษาเรื่องการผูกขาดการศึกษาที่จัดการแบบดิ่งเดียว ขาดความร่วมมือและเชื่อมโยงกับการศึกษาเพื่อสร้างกำลังคน เรากลับเห็นความพยายามรุกขึ้นขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว แต่กลับชวนตั้งคำถามกับหลักคิดและทิศทางที่ยังติดกับดักแบบเดิม ๆ ที่เชื่อว่าการพัฒนาคนและการเรียนรู้ที่ดีนั่นหมายถึงการจับคนกลับเข้าสู่ “โรงเรียนผู้ใหญ่” มากกว่าการส่งเสริมโอกาสให้คนนอกวัยเรียนจนถึงหน่วยงานสถานประกอบการหรือชุมชนต่าง ๆ ได้จัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย สร้างการศึกษาที่มีหลายรูปแบบให้มีคุณภาพสอดคล้องตอบโจทย์ความต้องการการพัฒนาคนในแต่ละช่วงวัยตามสนามชีวิตจริง โดยเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกระบบการศึกษา กลุ่มวัยแรงานและกลุ่มที่ต้องการการเรียนรู้ที่มิใช่แค่การเรียนเพื่อ “รู้หนังสือ” แต่หมายถึงการเรียนเพื่อ “ทำงานเป็น” และใช้ชีวิตเป็น
 

 
ที่กล่าวนี้สะท้อนชัดเช่นกันว่า ตราบใดที่เราพูดถึงการแก้ปัญหาการศึกษากันในวงแคบ ๆ เฉพาะคนการศึกษา นั่นหมายถึงเป็นการยากที่เราจะก้าวข้ามการศึกษาไปสู่การพัฒนาที่แท้จริงได้ เพราะโลกจริงของการศึกษาคือการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการภาคส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการกำลังคนในการเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นจริง เราจะพบแต่คนการศึกษาเท่านั้นที่มีปากเสียง มีอำนาจในการออกแบบการศึกษา คิดแนวทางการแก้ปัญหาด้วยคนที่คิดเหมือนกัน มีวิธีคิดเดียวกัน แต่ขาดความหลากหลายทางด้านมุมมอง ขาดวิสัยทัศน์ที่รอบด้านพอที่จะมองและวางทิศการศึกษาได้รอบด้านและกว้างไกลได้
• ผู้แก้ปัญหาไม่ใช่ตัวจริงเกาไม่ถูกที่คัน
สภาพการศึกษาในที่ผ่านมากลับยังเผชิญกับความล้มเหลวของระบบราชการการศึกษาที่ไม่อาจนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปใด ๆ ได้ด้วยโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ที่น่าสังเกตในรอบสองทศวรรษของการปฏิรูปการศึกษาจะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่านโยบายไหนรัฐบาลใด ไม่เคยที่จะตอบโจทย์และแก้ปัญหาการศึกษาที่เป็นอยู่ได้จริง มิหนำซ้ำหลาย ๆ ทางแก้กลับเป็นการเพิ่มปัญหาใหม่ให้ปัญหาการศึกษาที่มีซับซ้อนยิ่งขึ้น

หากเราย้อนถึงต้นเหตุ เราพบว่าบุคลากรที่อยู่ในสนามจริงของการศึกษา โรงเรียนหรือครูที่เป็นกลไกโดยตรงที่สำคัญมีโอกาสน้อยมากในการมีส่วนร่วมในการออกเสียง ในการคิด ในการตัดสินใจเลือกรับและปรับใช้นโยบายที่มีผลโดยตรงต่อการศึกษาที่ตนต้องรับผิดชอบได้ และหลายครั้งที่ครูเองต้องกลับจำยอมก้มหน้ารับคำสั่งทำตามนโยบายที่สั่งการ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่เหมาะสมกับเด็กกับพื้นที่ของตนอย่างจำยอม ทั้งที่บทเรียนจากทั่วโลกในรายงานของสถาบันรามจิตติที่ได้จับกระแสความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมในการจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน(Innovation and Trends in Education and Child Development: INTREND) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ชี้ให้เห็น “วิกฤตการจัดการศึกษาของรัฐ สัญญาณเตือนจากกระแสโลก\" ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับลักษณะปัญหาของระบบการจัดการการศึกษาของรัฐหรือระบบราชการการศึกษา (Educational Bureaucracy) ทั่วโลกที่ส่งสัญญาณว่า การจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จโดยรัฐแต่เพียงลำพัง กำลังกัดกร่อนระบบการศึกษา และกำลังถูกเรียกร้องจากภาคประชาสังคมในประเทศต่าง ๆ ให้ปฏิรูปตนเองและลดขนาดการจัดการภาครัฐลง โดยแสดงให้เห็นว่าการกำหนดนโยบายการศึกษาภายใต้โจทย์ภาครัฐส่วนกลาง คงไม่อาจตอบโจทย์คนในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง
 

ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มคุณภาพด้วยการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ : ประสบการณ์จากงานวิจัย
ท่ามกลางข้อเสนอด้านการปฏิรูปการศึกษาของคณะทำงานปฏิรูปคณะต่าง ๆ ในรอบหลายปีที่พยายามผลักดันการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นที่การปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษาที่ลดทอนอำนาจการผูกขาดและพื้นที่การจัดการของรัฐเพื่อขยายพื้นที่การจัดการศึกษาของภาคประชาชนและชุมชนพร้อมไปกับการปฏิรูประบบงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อเป็นแรงจูงใจและเงื่อนไขสนับสนุนการปฏิรูประบบบริหารจัดการดังกล่าว โดยเสนอให้มีการปรับทิศทางการศึกษาเพื่อ “สร้างคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นถึงประโยชน์ของการศึกษาระบบใหม่ที่จะเป็นเครื่องมือพัฒนาคนในอนาคตนั้น จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งพูดกันไม่นานมานี้ แต่มีกระแสของความพยายามขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องแล้วหลายประเทศ ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจจากหลายประเทศที่ได้ก้าวมาเป็นผู้นำและประสบความสำเร็จในด้านการปฏิรูปการศึกษาอย่างก้าวกระโดดภายในรอบทศวรรษ ประการหนึ่งคือ การที่หลายประเทศมุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่คนยากคนจนหรือ “คนระดับล่างของสังคม” ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการพัฒนาการศึกษาขึ้นทั้งประเทศซึ่งเห็นได้ชัดในโซนเอเชีย ตะวันออกกลาง จนถึงแอฟริกา และทวีปอเมริกาใต้ ที่ถือเอายุทธศาสตร์การสร้างโอกาส “การรู้หนังสือ” (literacy) และโอกาสของการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นดัชนีชี้วัดและข้อมูลสำคัญของการพัฒนาประเทศ ในหลายประเทศมีระบบข้อมูลทางการศึกษาที่จะใช้ตัวชี้วัดสำคัญ อาทิ อัตราการรู้หนังสือ โอกาสการเข้าเรียน การ drop-out ตลอดจนการจบการศึกษา โอกาสการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ โอกาสการเรียนรู้ที่สอดคล้องวิถีวัฒนธรรม รวมไปถึงเรื่องของคุณภาพการเรียนรู้ เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของประเทศนั้น ๆ เพื่อสร้าง “ทักษะสำคัญในอนาคต” ให้กับคนรุ่นใหม่อย่างจริงจังบนความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ยึดโยงกับทรัพยากรและบริบทพื้นที่ หรือประเด็นที่น่าสนใจของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่ามิใช่เพียงเรื่องการศึกษาเพื่อคนด้อยโอกาสที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังมีความเคลื่อนไหวเรื่อง “การศึกษาสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม” ด้วย
 
เมื่อหันมองกลับมาประเทศไทย จากมูลเหตุแห่งวิกฤติการศึกษาที่กล่าวมาเราพบว่า คงจะเป็นการยากที่เราจะเคลื่อนและแก้ปัญหามากมายหลากหลายที่มีทั้งประเทศด้วยนโยบายเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามเรากลับเห็นโอกาสและจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยท่ามกลางกระแสการเคลื่อนตัวด้านการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังค้นหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ อันนำมาสู่ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE)” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ริเริ่มสนับสนุนจังหวัดดำเนินงานนำร่องขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ผ่านศูนย์ประสานบริหารจัดการ โดยสถาบันรามจิตติ เพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยพัฒนาการศึกษาเป้าหมายตามโจทย์พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดลำปางดำเนินงานโครงการพัฒนากลไก กระบวนการ ข้อมูลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพสถานศึกษาขนาดกลางในจังหวัดลำปาง จังหวัดยะลาดำเนินโครงการเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านภาษาของเด็กในจังหวัดยะลา จังหวัดสุโขทัยดำเนินโครงการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือของจังหวัดต่าง ๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนการทำงานอีก 14 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา น่าน ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ และอำนาจเจริญ โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
 
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า แต่ละพื้นที่มีการทำงานที่น่าสนใจต่างกันไปตามโจทย์เป้าหมายของแต่ละจังหวัด ท่ามกลางความต่างบริบท ต่างพื้นที่ ต่างปัญหา และหนทางพัฒนาและทางแก้มีความแตกต่างหลากหลาย และคำตอบการทำงานนั้นสำคัญอยู่ที่พื้นที่ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะจากประสบการณ์ในฐานะทีมประสานและติดตามในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า บทเรียนสำคัญของการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่คือ การพัฒนาให้เกิด “กลไกความร่วมมือของจังหวัด” โดยการมี “ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ” ทั้งในเชิงสภาวการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหาทางการศึกษา หรืออุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัด ซึ่งเป็นประเด็นชักนำให้เกิดการมีเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคีเชิงนโยบายภาคีปฏิบัติการ และภาคประชาสังคม อันนำมาสู่การรวมตัวเป็นกลไก/คณะทำงาน เพื่อการกำหนดโจทย์ แผน และขั้นตอนการทำงานของแต่ละหน่วยงานภาคีในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ไปสู่ขับเคลื่อน “งานปฏิบัติการ” อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาที่ช่วยลด/แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อาทิ การพัฒนาครู การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ การจัดสรรงบประมาณทางการศึกษา ฯลฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้

ตัวอย่างเช่น จังหวัดยะลาดำเนินโครงการเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านภาษาของเด็ก เน้นการพัฒนาการเรียนรู้ส่งเสริมการอ่านและการสื่อสารของเด็กอนุบาลและประถมในเขตเทศบาลและปริมณฑล โดยการรวมพลังของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อลดช่องว่างด้านทรัพยากรและเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การร่วมเป็นเครือข่ายภาคีขับเคลื่อนงานในโรงเรียนต่าง ๆ 16 โรงเรียน ผ่านภาคีภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ อุทยานการเรียนรู้จังหวัดยะลา (TK Park Yala) เครือข่ายครู ขณะที่จังหวัดสุโขทัยดำเนินโครงการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการอ่านของเด็กประถมศึกษา และมีการประเมินสมรรถนะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 และชั้นประถมปีที่ 6 ผ่านกลไกความร่วมมือด้านการเกื้อหนุนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการอ่านรู้หนังสือ
 
ส่วนจังหวัดลำปางดำเนินโครงการพัฒนากลไก กระบวนการ ข้อมูลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพสถานศึกษาขนาดกลางในจังหวัดลำปาง 23 โรงเรียน โดยการแบ่งปันทรัพยากร แหล่งเรียนรู้ และเครือข่ายครูตัวแบบหรือ “ครูต้นเรื่อง” ที่มีตัวอย่างดี ๆ ของการพัฒนาการเรียนการสอนหรือจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่เกื้อหนุนระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับขนาดกลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในท้องถิ่น เช่น อำเภอเสริมงาม อำเภอเกาะคา และการสร้างเครือข่ายครูจนถึงระดับผู้นำนโยบาย ผู้ว่าราชการศึกษา และคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด มาร่วมขับเคลื่อนกลไกการจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนระดับจังหวัดยะลาและสุโขทัยที่ทำงานทั้งระดับนโยบายและพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

 
นอกจากนี้การดำเนินงานยังค้นพบว่า การสร้างกลไกการใช้ประโยชน์จากข้อมูล งานวิจัย และเครื่องมือการทำงานต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการต่อยอดขยายผลกระทบจากการทำงานพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สื่อสมัยใหม่ในการช่วยขับเคลื่อนความรู้และการเรียนรู้ทางสังคม รวมถึงการเชื่อมต่อภาคนโยบายและยุทธศาสตร์ในการต่อยอดการทำงานขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เป็นกลไกการจัดการใหม่ที่ออกแบบร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆในพื้นที่และสอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ดี

ด้วยบทเรียนการทำงานเหล่านี้เองสามารถนำมาเป็นบทเรียนในการขยายผลการพัฒนาการจัดการเชิงพื้นที่ ไปสู่การยกระดับการทำงานทั้งจังหวัด และการขยายผลไปยังการทำงานพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ในจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับการพัฒนาคนในระยะยาว
สร้างประชารัฐ อภิวัฒน์การศึกษา : การศึกษาที่ทุกคนเป็นเจ้าของ
ถ้าหาก “ประชารัฐ” คือทิศทางที่เรากำลังมุ่งไป นั่นน่าจะมีความหมายถึง การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชน ซึ่งจะเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการทำงานพัฒนาประเทศที่แต่เดิมการทำงานนั้นจะถูกผูกขาดอยู่กับการสั่งการจากภาครัฐ ประชาชนเป็นเพียงผู้รับคำสั่งและปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐวางไว้เท่านั้น

แต่จากการประสบการณ์จากพื้นที่ของงานวิจัยเราพบว่า หากการแก้ปัญหาพัฒนามาจากการริเริ่มของภาคประชาชนแล้ว การแก้ไขปัญหาจะเป็นการทำงานที่ตรงจุดที่สุด ยิ่งได้รับการหนุนเสริมจากภาครัฐที่เปิดใจกว้าง เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนทำงานได้สะดวกที่สุดแล้ว การพัฒนาพื้นที่แบบมีส่วนร่วมอย่างเต็มศักยภาพก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างในจังหวัดยะลาก็ดี จังหวัดสุโขทัยก็ดี หรือแม้แต่จังหวัดลำปาง จะเห็นได้ชัดว่า ปัจจุบันมีหลายภาคส่วนต่างเข้ามาร่วมขับเคลื่อนขบวนการพัฒนาการศึกษาด้วยบทบาทหน้าที่และการรวมพลังเกื้อหนุนในหลากบทหลายแบบแต่มีเป้าหมายเดียวกัน
 
ท่ามกลางการเคลื่อนตัวของจังหวัดต่าง ๆ ที่กล่าวไปนั้น เราพบว่ายุทธศาสตร์การวิจัยและการจัดการเชิงพื้นที่ไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างองค์ความรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับบทเรียนการขับเคลื่อนที่นานาประเทศก้าวไปด้วยการปรับทิศ คิดทางใหม่ทั้งในเชิงนโยบายและการปรับตัวใหม่ ภาครัฐและการจัดการใหม่ที่ยึดโยงกับฐานพื้นที่ด้วยการรวมพลังภาคส่วนต่าง ๆ ที่มาร่วมกันทำงาน ดังเห็นความสำเร็จแล้วจากหลาย ๆ ประเทศ และเช่นเดียวกันบทเรียนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จากประเทศไทยในงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งคำตอบที่ชัดเจนของการสร้างระบบและกลไกการจัดการศึกษาที่ออกแบบเฉพาะถิ่น ที่เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษา และนี่คือการจัดกระบวนคิดใหม่ที่เป็นโจทย์ท้าทายที่จะนำไปสู่การออกแบบใหม่ให้กับการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคมไทยที่ว่า ไม่มีใครเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่เป็นการร่วมมือร่วมใจจากคนในพื้นที่เอง ร่วมกันมองปัญหาของบ้านตัวเอง และช่วยกันหาทางออกระดมกำลังพัฒนาแก้ปัญหาของบ้านตัวเอง ซึ่งจะเป็นคำตอบแรกของการเห็นปัญหาและการพัฒนาได้อย่างตรงจุดที่สุด หรือที่คุยกันเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ไม่มีใครเกาได้ถูกที่คันเท่าเราเกาเอง”

ดังนั้นการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เป็นกลไกหนึ่งและเป็นกลไกแรก ๆ ที่จะสามารถสร้างความเป็นประชารัฐที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะในความเป็นจริงการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน การศึกษาเป็นฐานรากในการพัฒนาคน พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาความมั่นคงพื้นที่นั้น ๆ และการศึกษาจึงเป็นเวทีแรก ๆ ที่จะเป็นพื้นที่ความคิด พื้นที่การสร้างการมีส่วนร่วมให้คนที่มีความคิดที่แตกต่างหลากหลายมาร่วมกันคิด มาร่วมกันพัฒนาประเทศจากฐานรากชุมชนของตนเองได้

ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานวิจัยการศึกษาเชิงพื้นที่นั้นเป็นผลสะท้อนที่ตอบคำถามของคำว่า “ประชารัฐ นั้นอภิวัฒน์การศึกษา” ได้อย่างแท้จริง
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 14    จำนวนคนเข้าชม : 1047   คน