เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2484298

รายละเอียด

ความเหลื่อมล้ำ ทำไมจึงเป็นปัญหาและทางออกคืออะไร

 
เพราะว่าระบบเศรษฐกิจเสียโอกาสที่จะมีคนงานทักษะสูงมาช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโต เศรษฐกิจเม็กซิโก และนิวซีแลนด์ อาจจะโตได้อีกถึงร้อยละ 10 ระหว่างปี 1986 ถึงปี 2005 ถ้าความเหลื่อมล้ำไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงอย่างที่เกิดขึ้น ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มโออีซีดีที่เผชิญปัญหาคล้ายกับสองประเทศนี้แต่ในระดับน้อยกว่าก็มี อิตาลี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์

ก่อนหน้านี้ โจเซฟ สติกกลิทซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้แสดงความวิตกกังวลถึงผลกระทบด้านสังคมของความเหลื่อมล้ำซึ่งพุ่งขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 จนมีการประท้วงบนท้องถนน เขาคิดว่า ความเหลื่อมล้ำสูงได้มีผลกร่อนเซาะความเชื่อมั่นว่าสังคมอเมริกันนั้นมีความเป็นธรรม ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน และมีความเป็นชุมชนเดียวกันที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ และถ้าคนจำนวนมากอยู่ในสถานะอย่างเดียวกันแบบนี้มาก ๆ เข้า มันก็ง่ายที่จะออกมาบนท้องถนนพร้อม ๆ กัน

พอล ครุ๊กแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอีกคน ที่เคยบอกว่าเขายังไม่แน่ใจว่าความเหลื่อมล้ำจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ช้าลงจริง มาในระยะหลังนี้เขาเปลี่ยนใจหลังจากที่ได้อ่านงานวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ที่พบว่า ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตในอัตราสูง และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงในสหรัฐอเมริกาในระยะเร็ว ๆ นี้ ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาโตได้ช้าลง และยังเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจบ่อยครั้งขึ้น

ความเหลื่อมล้ำสูงที่ได้เกิดขึ้นทั่วโลกได้กลายเป็นแนวโน้มและเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ของโลกไปแล้ว การทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์นี้ ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของเรา และประเด็นที่ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร จึงสำคัญมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ผลจากงานวิจัยของคณะวิจัยที่ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการวิจัย “สู่สังคมไทยเสมอหน้าการศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ภายใต้ชุดโครงการศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร โดยมีนักวิจัยร่วมอีก 16 คนจากทั้งสายเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการเงิน ผลงานวิจัยเสร็จสิ้นเมื่อปี 2556 โดยมีผลงานบางส่วนได้รับการจัดพิมพ์เป็นหนังสือภาษาไทยชื่อ “สู่สังคมไทยเสมอหน้า” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน (2557) สำหรับเล่มภาษาอังกฤษชื่อ “Unequal Thailand: Aspects of Income, Wealth and Power” พิมพ์โดย National University of Singapore Press (2016)
 

 
ผลงานวิจัยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้อ่าน นับเป็นครั้งแรกที่กรมที่ดินได้อนุญาตให้คณะวิจัย (ดูบทความของดวงมณี เลาวกุล เรื่อง “การกระจุกตัวของความมั่งคั่งในสังคมไทย”) นำข้อมูลการถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินโดยไม่ทราบชื่อเจ้าของทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นภาพการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งได้ผลว่ามีการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินสูง ประกอบกับข้อมูลด้านทรัพย์สินอื่นก็มีการกระจุกตัวสูง จึงเสนอให้รัฐบาลนำกฎหมายทรัพย์สินรวมในอัตราที่รับกันได้มาใช้เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองทรัพย์สิน และเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

คณะวิจัยเชื่อว่าผลงานวิจัยนี้มีบทบาทช่วยผลักดันไม่มากก็น้อยต่อข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการปรับปรุงการเก็บภาษีโรงเรือน ที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่เดิมซึ่งล้าสมัย และกระทรวงการคลังได้พยายามให้มีการปรับปรุงมาระยะหนึ่งแล้ว ได้รับการเห็นชอบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อกลางปี พ.ศ. 2559

นอกจากนี้ผลงานวิจัยของนวลน้อย ตรีรัตน์ และภาคภูมิ วาณิชกะ ว่าด้วยเรื่อง “เครือข่ายผู้บริหารระดับสูงผ่านเครือข่ายทางการศึกษาพิเศษ” ซึ่งเสนอข้อท้วงติงว่าการเข้าอบรมในโครงการฝึกอบรมพิเศษของผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐร่วมกับผู้บริหารของภาคเอกชนนั้นให้ประโยชน์กับหน่วยงานต้นสังกัดเพียงใด หรือเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ก็น่าจะมีผลให้คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 มีมติเห็นชอบ “แนวทางการพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่าง ๆ” ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ เช่น บุคลากรภาครัฐที่จะเข้ารับการอบรมหลายหลักสูตรให้เว้นระยะห่าง 2 ปี การรับเอกชนเข้าฝึกอบรมได้ไม่เกินร้อยละ 15 เป็นต้น

ผลงานพิมพ์ โดยเฉพาะฉบับภาษาอังกฤษ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ รวมทั้งบุคลากรขององค์การสหประชาชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ธนาคารโลก หอการค้าต่างประเทศ และชุมชนนักการทูต
 
ผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ก่อนย่อให้กระชับเพื่อการจัดพิมพ์ แบ่งเป็นสามส่วน ครอบคลุมหัวข้อสำคัญประกอบด้วย

ส่วนที่หนึ่ง ภาพรวมความเหลื่อมล้ำไทยในบริบทนานาชาติ (ผาสุก พงษ์ไพจิตร); ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และทรัพย์สิน (ดวงมณี เลาวกุล); ความเหลื่อมล้ำกับตลาดทุน (สฤณี อาชวานันทกุล, ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์, วนิชา ดิเรกอุดมศักดิ์); ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและโครงสร้างค่าจ้าง (ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์) ;ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร: ความสามารถ หรือ อำนาจ (เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู) ; กลไกความเหลื่อมล้ำ กรณีศึกษาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จังหวัดน่าน (เขมรัฐ เถลิงศรี, สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน)

ส่วนที่สอง การเมืองคณาธิปไตย เครือข่ายผู้บริหารระดับสูงผ่านเครือข่ายทางการศึกษาพิเศษ (นวลน้อย ตรีรัตน์, ภาคภูมิ วาณิชกะ); องค์กรกึ่งรัฐ กึ่งเอกชน อิทธิพลของธุรกิจพลังงานผ่านอำนาจเครือข่ายข้าราชการ (นพนันท์ วรรณเทพสกุล) ; เครือข่ายการเมืองทักษิณ (อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์) ; โครงสร้างอำนาจท้องถิ่นและการสะสมทุนท้องถิ่น ( ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน) ; โครงสร้างอำนาจท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สถาพร เริงธรรม)

ส่วนที่สาม แนวทางการปฏิรูป ปฏิรูปภาษี (ปัณณ์ อนันอภิบุตร); มาเฟียกับการพัฒนา กรณีศึกษามาเฟียซิซิเลียน (ธานี ชัยวัฒน์)

ข้อค้นพบสำคัญของผลงานวิจัยคือ สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

นักเศรษฐศาสตร์ใช้ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) เป็นตัวชี้ที่แสดงระดับของความเหลื่อมล้ำ ค่าจีนีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ยิ่งค่าสูงใกล้ 1 ยิ่งแสดงความเหลื่อมล้ำสูง โดยทั่วไปค่าจีนีที่สูงกว่า 0.4 ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย ประเทศพัฒนาแล้วที่มีความเสมอภาคสูง ค่าจีนีของรายได้ประชากรจะอยู่ระหว่าง 0.2 - 0.3 ส่วนของไทยค่าจีนีด้านรายได้มักสูงกว่า 0.4

ในช่วงที่ความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงมาก คือเมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) โตเร็วถึงตัวเลขสองหลักเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ค่าจีนีของรายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยเท่ากับ 0.53 ขณะนี้ความต่างรายได้ของไทยลดลงบ้างแล้วโดยค่าจีนีในปี 2011 เท่ากับ 0.48 แต่ก็ยังสูงเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียที่ 0.44

ด้านทรัพย์สินที่ดิน และการเงินของไทยค่าจีนีสูงกว่าด้านรายได้ คือเท่ากับ 0.88 และ 0.85 ตามลำดับ ซึ่งแสดงระดับความเหลื่อมล้ำมากกว่าด้านรายได้มาก ที่สหรัฐอเมริกาค่าจีนีด้านทรัพย์สินเท่ากับ 0.45 และที่สวีเดน 0.23

มูลเหตุสำคัญที่ไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก มีทั้งปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งโยงกันอยู่จนแทบจะแยกไม่ออก ในด้านการเมืองไทย เป็นระบบที่มีชนชั้นนำข้าราชการและนักธุรกิจใหญ่จำนวนน้อยครอบงำอยู่ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และเศรษฐกิจบางสาขา (ดูบทความของอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์, ผศ. ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ และชัยณรงค์ เครือนวน, สถาพร เริงธรรม, นพนันท์ วรรณเทพสกุล) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการรักษาอภิสิทธิ์ของกลุ่มเอาไว้ ดังนั้นทุกรัฐบาลจึงละเลยนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างสิ้นเชิง

ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจส่งผลต่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีการกระจุกตัวของทรัพย์สิน ดังเช่นที่ดินในระดับสูงมาก ส่งผลให้คนจำนวนน้อยกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้มากกว่าคนอื่นจากการลงทุนในตลาดหุ้น โดยอาจใช้ข้อมูลภายใน ทำให้ตลาดหุ้นเป็นกลไกสร้างความเหลื่อมล้ำ (ดูบทความของสฤณี อาชวานันทกุล, ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์, วนิชา ดิเรกอุดมศักดิ์, เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู) ในโรงงาน ในการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ทำให้รายได้ของผู้มีทรัพย์เหล่านี้เติบโตเร็วกว่ารายได้รวมของประเทศ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ Piketty ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ทุน ที่เลื่องชื่อ ได้ค้นพบจากการศึกษาสาเหตุความเหลื่อมล้ำของหลายประเทศในยุโรป

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่สำคัญมากคือ การขาดแคลนทุนทรัพย์ของครัวเรือนรายได้น้อยที่มีผลทำให้ลูกหลานขาดโอกาสได้รับการศึกษาดีจึงมีรายได้ต่ำเมื่อโตขึ้น เทียบกับลูกหลานของคนรวย (ดูบทความของดิลกะ ลัทธพิพัฒน์) และการมีปัญหาเกี่ยวโยงกับเรื่องที่ดินทำกินและตลาดสินค้าเกษตรในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ดูบทความของ เขมรัฐ เถลิงศรี และ สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน)
ทางออก: ข้อเสนอแนะที่นำไปสู่การสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างทั่วถึง
สังคมไทยอาจปรับแปลงเป็นสังคมเสมอหน้าได้ด้วยนโยบายการศึกษาที่เพิ่มศักยภาพ ความสามารถของเยาวชนแบบบูรณาการและด้วยหลักการความเสมอภาค ด้วยนโยบายการเกษตร ที่ดิน สินเชื่อ ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพและอำนาจต่อรองของเกษตรกรรายย่อย ด้วยการปรับปรุงกฎหมายที่กำกับตลาดหลักทรัพย์ให้ตลาดทำงานอย่างโปร่งใสและป้องกันนักการเมืองหาประโยชน์ได้โดยมิชอบ ด้วยการปฏิรูประบบภาษี การใช้ภาษีทรัพย์สินที่เหมาะสม เป็นมาตรการจำกัดความเหลื่อมล้ำ และนำเงินรายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นมาดำเนินนโยบายอุดหนุนครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อให้ดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีและเลี้ยงลูกให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพได้ (ดูบทความของปัณณ์ อนันอภิบุตร)

นอกจากนั้นยังต้องมีการปฏิรูประบบยุติธรรม การมีระบบสื่อสารมวลชนที่อิสระและเสรี และการพัฒนาประชาธิปไตยระดับชาติ และระดับการปกครองส่วนท้องที่อย่างแท้จริง (ผาสุก พงษ์ไพจิตร, ผศ. ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ธานี ชัยวัฒน์ ) ชนชั้นนำของประเทศอื่นได้ถูกแรงกดดันจากภาคประชาชนให้ทำตามข้อเสนอการปฏิรูปเหล่านี้จนประสบความสำเร็จมาแล้ว ประเทศไทยก็น่าจะทำได้เพื่อความอยู่รอด และผลประโยชน์ของชนชั้นนำเองด้วย

นอกเหนือจากนี้แล้ว สังคมไทยยังต้องตื่นรู้ถึงวิธีอันแยบยล ที่ผู้อยู่ในอำนาจส่งอิทธิพลต่อทิศทางของการเมืองและนโยบาย โดยผลของความพยายามดังกล่าวได้เพิ่มความเหลื่อมล้ำ ปิดกั้นหรือเป็นผลเสียกับคนจำนวนมาก ดังเช่นกระบวนการเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและภาคราชการผ่านโครงการฝึกอบรมระยะสั้น และกรณีการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุดที่ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะเครือข่ายข้าราชการมีวิธีอันแยบยลที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายอย่างลอยนวล แต่ส่งผลเสียกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ผลงานวิจัยของนวลน้อย ตรีรัตน์ และนพนันท์ วรรณเทพสกุล ได้เสนอข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ลุ่มลึกและน่าอ่านอย่างยิ่ง
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 128    หน้าที่ : 09    จำนวนคนเข้าชม : 238   คน