เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

3582379

รายละเอียด

การอยู่ร่วมกันของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย

 
“ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับอิทธิพลจากมหาอารยธรรม (great civilization) เช่น จีน ตะวันออกกลาง และยุโรป ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มปรับตัวกลมกลืนไปกับชนส่วนใหญ่ สูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวตน ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มสามารถรักษาอัตลักษณ์และการดำรงอยู่ของตนไว้ได้ โดยไม่มีความขัดแย้งกับรัฐ ซึ่งชาวโอรังเซียม (Orang Siam) ในมาเลเซีย เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้”

Abdullah et al. (2013)

 
นับแต่ในอดีต ชาวโอรังเซียม (Orang Siam) จำนวนหนึ่งได้เข้ามาอาศัยอยู่ในรัฐ Kedah, Kelantah และ Terengganu ของมาเลเซีย คนกลุ่มนี้สืบเชื้อสายมาจากเกษตรกรชาวสยามที่อพยพย้ายถิ่นไปมาระหว่างสองประเทศ เพื่อแสวงหาพื้นที่ทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ดำรงชีวิตโดยได้รับการคุ้มครองจากผู้ปกครองมาเลย์ มีน้อยครั้งที่คนกลุ่มนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามภายในรัฐ Kelantan เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือกิจการของกษัตริย์หรือผู้ปกครอง ซึ่งการกระทำลักษณะนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนสยามสามารถดำรงอยู่ได้ในมาเลเซียจนปัจจุบัน

ในปัจจุบัน คนสยามในมาเลเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรหลักของมาเลเซียที่ประกอบด้วย มุสลิมมาเลย์ จีน ฮินดูอินเดีย และสยามพุทธ ซึ่งรวมกันเป็น Siam Society Malaysia (SSM) ที่รักษาวัฒนธรรม ศาสนา และภาษา ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของตนไว้ ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย อาศัยอยู่ในรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซียที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ใน Kedah ที่เหลืออยู่ใน Manitoba, Peris และ Perak ตามลำดับ
 
กรณีศึกษาที่ Kampung Pak Kiang ในอำเภอ Besut รัฐ Tetengganu มีคนสยามอยู่ในชุมชนนี้ประมาณ 60 ครัวเรือน ซึ่งผู้วิจัยพบว่ามีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุขระหว่างคนสยามใน Kampung Pak Kiang กับคนมาเลย์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง เช่น การนำในชุมชนที่มีผู้นำ 3 คนเป็นคนสยาม จากผู้นำชุมชนทั้งหมด 13 คน การได้รับการยอมรับในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่าเทียมกับชาวมาเลเซียอื่น ๆ เช่น การมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้ารับราชการในระดับต่าง ๆ ได้สร้างความรู้สึกให้คนสยามเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย

ในด้านเศรษฐกิจ คนสยามได้รับสวัสดิการเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่น ๆ ของประเทศมาเลเซีย เช่น ถ้าเป็นเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้น้อยเช่นเดียวกับเกษตรกรส่วนใหญ่ในอาเซียน คนสยามก็จะได้รับการอุดหนุนในด้านต่าง ๆ จากรัฐ ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักรกลการเกษตร และคำปรึกษาทางวิชาการ
 
ในด้านการศึกษา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้คนสยามสามารถผสมกลมกลืนเข้ากับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ดังเช่น คนสยามใน Kampung Pak Kiang ส่วนใหญ่จะส่งบุตรหลานเข้าศึกษาวิชาสามัญในโรงเรียนของรัฐ ซึ่งไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติหรือกดขี่ทางศาสนา เยาวชนสยามจะศึกษาพระพุทธศาสนาที่วัดของชุมชนในช่วงวันศุกร์และเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่นเดียวกับมุสลิมไทยซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในภูมิภาคอื่น ๆ ถือปฏิบัติ แต่แตกต่างจากแนวทางที่มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เลือกใช้

ในประเด็นที่สามารถสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยกได้ง่าย เช่น อาหารที่ไม่ฮาลาล และการเลี้ยงสุนัขหรือสุกร การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมช่วยสร้างความเข้าใจและความเคารพในประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนสยามและคนมาเลย์จึงให้ความสำคัญกับความแตกต่างนี้มากเป็นพิเศษ ผ่านการออกกฎหมายและระเบียบของรัฐ รวมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างคน 2 กลุ่ม
 
ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อมองคนมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งในอดีตเป็นรัฐปัตตานี ในขณะที่คนสยามเป็นคนกลุ่มน้อยในทุกภูมิภาคของมาเลเซีย คนมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนกลุ่มใหญ่และไม่ได้เป็นคนที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกับคนไทยเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามาในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมี 3 วัฒนธรรมผสมผสานกันอยู่ ได้แก่ คนไทย คนจีนซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา และคนมลายูมุสลิม คนทั้ง 3 กลุ่มสะสมและส่งผ่านวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง และอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีภาษา ศาสนา และภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งผลการวิจัยสรุปว่าประเทศไทยเปิดกว้างในด้านสิทธิและเสรีภาพแก่ทุกศาสนา โดยดูจากความสำเร็จทางราชการและการเมืองของมุสลิมไทยจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นมลายูและไม่ได้เป็นมลายู ซึ่งหมายรวมถึงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้และภูมิภาคอื่น แต่ข้อสรุปนี้ก็ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จของมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่เป็นปัญหาทางสังคมจิตวิทยา ที่ประกอบด้วยความเข้าใจผิด ความหวาดระแวง และความยากจน ซึ่งเกิดจากการพัฒนาที่ล่าช้า และไม่ได้กระจายครอบคลุมทุกส่วนของพื้นที่ ปัญหาความยากจนจะมีในกลุ่มมลายูมุสลิมมากกว่าคนไทยพุทธและคนจีนในพื้นที่ รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ตลอดจนจำนวนผู้นำทางเศรษฐกิจของคนมลายูมุสลิมจะมีน้อยกว่าคนไทยพุทธและคนจีน

ในด้านการพัฒนา จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็น 3 จังหวัดที่มีประชากรมุสลิมรวมกันกว่า 2 ล้านคน และมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย รัฐบาลไทยได้ลงทุนในโครงการพัฒนาชุมชนหลายโครงการ แต่ปัญหาความไม่สงบก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของพื้นที่ไม่เติบโตเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นของประเทศ ปัญหาความยากจน การว่างงาน และปัญหายาเสพติดไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น ผู้จบการศึกาทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศจำนวนหนึ่งไม่สามารถหางานทำได้ และต้องย้ายถิ่นไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งมีวัฒนธรรมและภาษาคล้ายกัน รวมถึงนักลงทุนเลือกลงทุนในจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้

การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซียและอินโดนีเซียถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่สำคัญ โดยรัฐควรวางเป้าหมายให้ปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางฮาลาล (Halal Hub) ของเอเชียร่วมกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากอาหารฮาลาลกำลังเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น เพราะทั้งมุสลิมและคนที่ไม่ได้เป็นมุสลิมสามารถบริโภคได้ และกลุ่มประเทศอาหรับรู้จักปัตตานีเป็นอย่างดีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ยังมีปัญหาที่มุสลิมจำนวนหนึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีสุขอนามัยที่ดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นอาหารที่ฮาลาล และกระบวนการตรวจและรับรองมาตรฐานฮาลาลที่ยังมีปัญหาภายในอยู่ในระดับหนึ่ง
บทเรียนที่ได้รับ
บทเรียนสำคัญจากกรณีชาวมลายูในประเทศไทยและชาวโอรังเซียมในมาเลเซีย ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับในความแตกต่างทางศาสนา วัฒนธรรม และการไม่กีดกันทางสังคม เป็นปัจจัยสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การยอมรับและการไม่กีดกันทางสังคม ไม่ได้มีความหมายเพียงการยอมรับให้มีส่วนร่วมในสังคมเท่านั้น แต่หมายรวมถึง การยอมรับให้คนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมทางการเมืองและการปกครองในทุกระดับด้วย

สำหรับบทเรียนที่ควรจะศึกษาต่อไปคือ การศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจหรือความสุขในชีวิตของชาวโอรังเซียมในมาเลเซียกับชาวมลายูในประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้เข้าใจสาเหตุบางประการของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหนทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 121    หน้าที่ : 04    จำนวนคนเข้าชม : 1417   คน