เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2794638

รายละเอียด

การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ : ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต (2:จบ)
รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล
นักเอกสารสนเทศ (ผู้เชี่ยวชาญ)
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ruchareka.wit@mahidol.ac.th
http://stang.sc.mahidol.ac.th


อ่านบทความย้อนหลังได้ที่http://rescom.trf.or.th
ค่า SJR คืออะไร
SJR ย่อมาจาก SCImago journal rank พัฒนาขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2009 โดย Prof. Félix de Moya ร่วมกับกลุ่มนักวิจัยของ SCImago Research Group ประเทศสเปน เปิดให้บริการฟรีบนเว็บไซต์ SCImago Journal & Country Rank (http://www.scimagojr.com) เป็นตัวชี้วัดจัดอันดับวารสารโดยอาศัยข้อมูลบทความวารสารและจำนวนการอ้างอิงจากฐานข้อมูล Scopus ของบริษัท Elsevier

ค่า SJR คำนวณจากจำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่วารสารได้รับในปีปัจจุบันหารด้วยจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ไปแล้วในระยะ 3 ปี โดยคัดเลือกบทความและการอ้างอิงบทความที่ได้รับจากเอกสารที่มี peer-review เท่านั้น ได้แก่ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และบทความจากรายงานการประชุมวิชาการ (ต่างจากค่า Impact factor ซึ่งไม่มีการคัดเลือกชนิดของบทความ) วิธีการคำนวณค่า SJR แตกต่างจากค่า Impact factor แต่จะคล้ายกับค่า Eigenfactor (ซึ่งคำนวณในระยะ 5 ปี) คือเป็นการวัดความมีชื่อเสียงของวารสารโดยอาศัยหลักการอัลกอริทึมของ Google PageRank วารสารที่ได้รับการอ้างอิงจากวารสารที่มีค่า SJR สูงอยู่แล้วจะมีผลทำให้วารสารนั้นมีค่า SJR สูงตามไปด้วย คุณภาพและความมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของวารสารมีผลทำให้ค่าของการอ้างอิงสูงขึ้น และการอ้างอิงแต่ละครั้งมีค่าไม่เท่ากัน

ตัวอย่างเช่น วารสาร A และ B ได้รับการอ้างอิง 100 ครั้งเท่ากัน แต่วารสาร A มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้ามากกว่า ดังนั้น วารสาร A และ B อาจมีค่า Impact factor เท่ากันแต่วารสาร A จะมีค่า SJR สูงกว่าวารสาร B เป็นต้น นอกจากนั้นจะมีการนอร์มัลไลซ์ตามสาขาวิชาด้วยเนื่องจากพฤติกรรมการอ้างอิงของแต่ละสาขาวิชามีความแตกต่างกัน เช่น วารสารสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพซึ่งมีความถี่ในการอ้างอิงสูง ค่าการอ้างอิงจะต่ำกว่าวารสารสาขามนุษยศาสตร์ซึ่งมีการอ้างอิงกันน้อย การคำนวณค่า SJR นับรวมการอ้างอิงตนเองด้วย แต่จะจำกัดไม่ให้เกิน 33% ของการอ้างอิงทั้งหมด

ข้อสังเกตคือ ค่า SJR มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับค่า Eigenfactor มาก เนื่องจากให้ความสำคัญต่อชื่อเสียงของวารสารเป็นหลัก ซึ่งวิธีนี้จึงช่วยแก้ปัญหาวารสารที่มีบทความปริทัศน์ (review articles) จำนวนมาก ซึ่งมักได้เปรียบวารสารที่มีบทความปริทัศน์น้อย ส่วนความแตกต่างคือ ระยะเวลาที่ครอบคลุม (SJR ใช้ระยะ 3 ปี ส่วน Eigenfactor ใช้ระยะ 5 ปี) และการนับการอ้างอิงตนเอง (SJR จำกัดที่ 33% ส่วน Eigenfactor ไม่จำกัด)
แสดงผลการจัดอันดับวารสารด้วยค่า SJR โดยใช้เว็บไซต์ SCImago Journal & Country Rank

 
แสดงผลการจัดอันดับวารสารด้วยค่า SJR โดยใช้เว็บไซต์ SCImago Journal & Country Rank วารสารที่มีค่า SJR สูงสุดเป็นอันดับแรกในฐานข้อมูล Scopus คือ วารสาร Reviews of Moden Physics มีค่า SJR = 36.194 (ในภาพเขียนตัวเลขเป็น 36,194 โดยใช้เครื่องหมาย comma แบบเยอรมัน)
แสดงผลการจัดอันดับวารสาร Cell and Tissue Research

 
จากภาพเป็นการแสดงผลการจัดอันดับวารสาร Cell and Tissue Research ด้วยค่า SJR ตั้งแต่ปี 1999-2011 โดยมีค่า SJR ปีล่าสุด 2011 = 1.178 และมีค่า h index =84 เป็นวารสารที่จัดอยู่ใน 3 กลุ่มสาขาวิชา และเมื่อเรียงลำดับวารสารทั้ง 3 กลุ่มสาขาวิชาตามค่า SJR แล้วพบว่าวารสาร Cell and Tissue Research อยู่ในควอไทล์ที่ 1 (Q1) ของกลุ่มสาขาวิชา Anatomy ควอไทล์ที่ 2 (Q2) ของกลุ่มสาขาวิชา Cell Biology และควอไทล์ที่ 1 (Q1) ของกลุ่มสาขาวิชา Clinical Biochemistry

การจำแนกวารสารออกเป็นกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ ตามมาตรฐานของฐานข้อมูล Scopus จะจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มสาขาวิชาหลักคือ Life sciences, Physical sciences, Health sciences และ Social sciences & humanities และแบ่งย่อยออกเป็น 27 สาขาวิชา (subject area) และ 335 สาขาวิชาเฉพาะ (subject category) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์http://www.info.sciverse.com

ข้อสังเกตคือ วารสารบางชื่ออาจจัดอยู่ในกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ ได้หลายกลุ่ม วารสารชื่อเดียวกันเมื่อนำไปตรวจสอบค่าควอไทล์จากฐานข้อมูลของบริษัท Thomson Reuters เปรียบเทียบกับของบริษัท Elsevier อาจพบว่า วารสารดังกล่าวได้รับการจัดอยู่ในสาขาวิชาที่แตกต่างกัน และจัดอยู่ในควอไทล์ที่แตกต่างกันได้ สาเหตุเนื่องจากการแบ่งกลุ่มสาขาวิชาของวารสารในฐานข้อมูล WOS ของบริษัท Thomson Reuters และฐานข้อมูล Scopus ของบริษัท Elsevier มีความแตกต่างกัน และการจัดอันดับวารสารใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ Thomson Reuters ใช้ค่า Impact factor ส่วน Elsevier ใช้ค่า SJR
ค่า SNIP คืออะไร
SNIP ย่อมาจาก Source normalized impact per paper เป็นตัวชี้วัดวัดคุณภาพของวารสารที่พัฒนาขึ้นเมื่อปี 2010 โดย Henk Moed แห่ง Centre for Science and Technology Studies (CWTS) มหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์ (http://journalindicators.com) โดยอาศัยข้อมูลบทความวารสารและจำนวนการอ้างอิงจากฐานข้อมูล Scopus ของบริษัท Elsevier

การคำนวณค่า SNIP จะคัดเลือกบทความ และการอ้างอิงที่ได้รับจากบทความที่มี peer-review เท่านั้น ได้แก่ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และบทความจากรายงานการประชุมวิชาการ (ต่างจากค่า Impact factor ซึ่งไม่มีการคัดเลือกชนิดของบทความ) ค่า SNIP คำนวณจากจำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่วารสารได้รับในปีปัจจุบันหารด้วยจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ไปแล้วในระยะ 3 ปี แต่จะคำนึงถึงศักยภาพของการอ้างอิง (citation potential) ของแต่ละสาขาวิชาด้วย เนื่องจากแต่ละสาขาวิชามีอัตราการเติบโตของการอ้างอิงไม่เท่ากัน จึงเป็นการวัดผลกระทบการอ้างอิงของวารสารในลักษณะที่เรียกว่า contextual citation impact ตัวอย่างเช่น วารสารสาขาคณิตศาสตร์และสังคมศาสตร์มีค่า citation potential ต่ำกว่าวารสารสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วารสารวิจัยพื้นฐานมีค่า citation potential ต่ำกว่าวารสารวิจัยประยุกต์หรือเชิงคลินิก วารสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับงานวิจัยอุบัติใหม่มีค่า citation potential ต่ำกว่าวารสารที่มีเนื้อหาทั่วไป เป็นต้น

หลักเกณฑ์ในการคำนวณคือ ค่า SNIP = RIP / Citation potential

Raw impact per paper (RIP) หมายถึง จำนวนการอ้างอิงทั้งหมดต่อหนึ่งบทความ (ซึ่งคล้ายกับค่า Impact factor) โดยปกติแล้วถ้าวารสารในสาขาวิชาใดมีค่า citation potential เท่ากับค่าเฉลี่ยของวารสารทั้งหมดในฐานข้อมูล Scopus ค่า SNIP ของวารสารนั้นจะเท่ากับค่า RIP แต่ถ้าวารสารในสาขาใดมีค่า citation potential สูง ค่า SNIP จะต่ำกว่า RIP หรือถ้าวารสารในสาขาใดมีค่า citation potential ต่ำ ค่า SNIP จะสูงกว่า RIP ซึ่งการใช้ค่า SNIP แทนค่า RIP จะเป็นการนอร์มัลไลซ์เพื่อแก้ไขความแตกต่างระหว่างสาขาวิชา

ตัวอย่างเช่น วารสารในสาขาคณิตศาสตร์และสาขาชีววิทยาโมเลกุลมีค่า RIP แตกต่างกัน (ระหว่าง 1.5 กับ 13.0) อีกทั้งค่า citation potential ของวารสารในสาขาคณิตศาสตร์ต่ำกว่าสาขาชีววิทยาโมเลกุลมาก (ระหว่าง 0.4 กับ 3.2) ดังนั้น เพื่อชดเชยความแตกต่างระหว่างสาขาวิชาดังกล่าว จึงทำการปรับค่า RIP เสียใหม่ โดยการหารด้วยค่า citation potential กลายเป็นค่า SNIP ดังนี้ 1.5/0.4 = 3.8 และ 13.0/3.2 = 4.0
แสดงค่า SNIP ของวารสาร Cell and Tissue Research จากเว็บไซต์ของ Scopus

 
จากภาพเป็นตัวอย่างการสืบค้นค่า SNIP ของวารสาร Cell and Tissue Research โดยใช้เว็บไซต์ Scopus จากภาพแสดงแนวโน้มของค่า SNIP ของวารสาร ตั้งแต่ปี 1999-2011 และแสดงค่า SJR ปีล่าสุด 2011 = 1.071

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างค่า SJR และค่า SNIP การประยุกต์ใช้อาจพิจารณาตามความเหมาะสม และวัตถุประสงค์ เนื่องจากค่า SJR ให้น้ำหนักกับความสำคัญต่อชื่อเสียงของวารสาร ส่วนค่า SNIP ให้ความสำคัญต่อความแตกต่างระหว่างสาขาวิชา ดังนั้น SJR อาจเหมาะสำหรับวารสารในสาขาที่มีการอ้างอิงสูงมากอยู่แล้ว เช่น วิทยาศาสตร์ชีวภาพและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ส่วนค่า SNIP อาจเหมาะสำหรับวารสารในสาขาวิชาที่มีรูปแบบการอ้างอิงที่หลากหลาย เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสังคมศาสตร์ เป็นต้น หรืออาจใช้ตัวชี้วัดหลายๆ ชนิดประกอบกัน เพื่อการพิจารณาให้ได้มุมมองที่รอบด้านก็ได้
ค่า h index
h index, highly-cited index หรือ hirsch index ตั้งตามชื่อของ Prof. Jorge Hirsch นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโก ผู้พัฒนาดัชนีนี้ขึ้นในปี 2005 หลักการคือ เราไม่ควรประเมินนักวิจัยโดยดูค่า Impact factor ของวารสารที่ตีพิมพ์อย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับจำนวนการอ้างอิงบทความวิจัยโดยตรงมากกว่า ค่า h index คือตัวเลขที่แสดงจำนวนผลงานวิจัยที่มีจำนวนครั้งของการอ้างอิงเท่ากับหรือมากกว่าจำนวนผลงานวิจัยนั้นๆ ตัวอย่างเช่น นักวิจัยมีค่า h index = 16 หมายความว่า นักวิจัยมีผลงานวิจัยจำนวน 16 บทความ (จากจำนวนทั้งหมด) ที่ได้รับการอ้างอิง 16 ครั้งหรือมากกว่า เป็นต้น

ค่า h index สามารถใช้วัดได้ทั้งนักวิจัย กลุ่มวิจัย หน่วยงาน สถาบัน วารสาร และประเทศ สามารถสืบค้นได้จากฐานข้อมูล Web of Science, Scopus, SCImago และ Google Scholar ข้อสังเกตคือ ฐานข้อมูลแต่ละแห่งอาจแสดงค่า h index ได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นกับข้อจำกัดของประเภทของสิ่งพิมพ์ จำนวนสิ่งพิมพ์ และจำนวนปีพิมพ์ที่ครอบคลุมของแต่ละฐานข้อมูล
แสดงกราฟ h index ของนักวิจัยที่สืบค้นจากฐานข้อมูล Scopus

ตัวชี้วัดของ Google Scholar
ปัจจุบันเราสามารถสืบค้นผลงานวิจัย จำนวนการอ้างอิง และค่า h index ได้จากเว็บไซต์ของ Google ที่มีชื่อว่า Google Scholar (http://scholar.google.com) และสำหรับนักวิจัยที่มีความประสงค์จะเผยแพร่ข้อมูลผลงานวิจัยของตนบนอินเทอร์เน็ต สามารถทำได้โดยการสมัครเป็นสมาชิกของ Google ก่อน และจัดการข้อมูลส่วนตัวได้ที่เว็บไซต์ Google Scholar Ciatations (http://scholar.google.com/citations)
ตัวอย่างการแสดงผลงานวิจัย จำนวนการอ้างอิง และค่า h index จาก Google Scholar Citations

 
จากภาพเป็นการแสดงรายชื่อผลงานจากสิ่งพิมพ์ต่างๆ ทั้งวารสารและหนังสือของ Richard Feynman นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงและผลงานระดับโลก แสดงจำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่ได้รับ = 57,727 จำนวนการอ้างอิงที่เกิดขึ้นใหม่ล่าสุดภายในระยะ 5 ปี =15,441 ค่า h-index = 53 และค่า h-index ที่นับเฉพาะการอ้างอิงที่เกิดขึ้นใหม่ล่าสุดภายในระยะ 5 ปี = 40

Google Scholar มีการจัดทำดัชนีจัดอันดับสิ่งพิมพ์ทั้งวารสารและหนังสือ เพื่อช่วยในการตัดสินใจตีพิมพ์ของนักวิจัย เรียกว่า Scholar metrics ได้แก่ h-index, h-score และ h-median ตัวอย่างวิธีการคำนวณเช่น ถ้าสิ่งพิมพ์มีจำนวน 5 บทความ และได้รับการอ้างอิงเรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด = 17, 9, 6, 3, 2 ดังนั้น ค่า h-index = 3 โดยมีค่า h-score ประกอบด้วย 17, 9, 6 ส่วนค่า h-median คือค่ามัธยฐานของจำนวนการอ้างอิงภายใน h-score นั่นคือ = 9

อย่างไรก็ตาม Scholar metrics ของสิ่งพิมพ์ต่างๆจะคำนวณเฉพาะบทความที่ตีพิมพ์ในระยะ 5 ปี (2007-2011) และนับจำนวนการอ้างอิงในปี 2012 เท่านั้น เรียกว่า 5h-index และ 5h-median ตัวอย่างเช่น วารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารยอดนิยมจะมีค่าสูงมาก คือ 5h-index = 339 และ 5h-median = 507 เป็นต้น
รูปแบบทางธุรกิจของสำนักพิมพ์วารสารในปัจจุบัน
โดยทั่วไป การประเมินผลงานวิจัยจำเป็นต้องพิจารณาคุณภาพของวารสารที่ตีพิมพ์ด้วย ปัจจุบันกระบวนการผลิตวารสารทางวิชาการของสำนักพิมพ์ทางการค้าหรือหน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไรเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและมีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากวารสารส่วนใหญ่นิยมเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากตัวเล่มมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยช่องทางอันหลากหลายเช่นนั้นทำให้รูปแบบทางธุรกิจของสำนักพิมพ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
วงจรกระบวนการผลิตวารสาร (publishing cycle)

 
จากภาพแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงจรกระบวนการผลิตวารสาร ประกอบด้วย 1. ผู้แต่งบทความ 2. บรรณาธิการ 3. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ 4. สำนักพิมพ์ 5. อินเทอร์เน็ต 6. ตัวแทนจำหน่ายวารสาร 7. ห้องสมุด และ 8. ผู้อ่านบทความ บุคคลเหล่านั้นสามารถติดต่อกันได้หลายช่องทางโดยอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และบางครั้งสามารถติดต่อกันได้เองโดยตรง

ธุรกิจสำนักพิมพ์วารสารแบบดั้งเดิมมีลักษณะที่เรียกว่า subscription-based คือผู้อ่านเป็นผู้จ่ายค่าบอกรับหรือห้องสมุดหรือบอกรับในนามสถาบัน ผู้แต่งมักไม่เสียค่าตีพิมพ์แต่ลิขสิทธิ์บทความ (copyright) เป็นของสำนักพิมพ์ ตัวอย่างของสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิมที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมายาวนานในวงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์
ตัวอย่างสำนักพิมพ์ Scientific, Technical & Medical (STM) Publishers ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

 
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มเกิดรูปแบบทางธุรกิจแบบใหม่ ที่เรียกว่า author-side fee กล่าวคือ ผู้แต่งบทความหรือหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ หรือที่เรียกว่า Article Processing Charge (APC) และมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบทความโดยใช้สัญญาอนุญาต Creative Commons (CC) license แบบแสดงที่มา (CC-BY) ส่วนผู้อ่านสามารถอ่านได้ฟรีบนอินเทอร์เน็ตในลักษณะของวารสารเสรี Open Access (OA) ความนิยมดังกล่าวทำให้มีสำนักพิมพ์เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากในปัจจุบัน
 
ชนิดของวารสาร Open Access (OA)
วารสาร OA ที่สร้างขึ้นมาใหม่ มักมีลักษณะเป็น Gold OA คือ เปิดให้เข้าถึงอย่างเสรีทุกบทความทันทีหลังจากที่ตีพิมพ์ ส่วนวารสารแบบดั้งเดิมที่ผู้อ่านต้องบอกรับเป็นสมาชิก อาจใช้รูปแบบผสมผสานคือ ผู้แต่งสามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อขอสิทธิ์เปิดให้เป็น OA เฉพาะบางบทความ เรียกว่า Hybrid OA หรือเป็นวารสารแบบดั้งเดิมแต่เปิดให้อ่านฉบับเก่าย้อนหลังได้ฟรี หลังจากตีพิมพ์ไปแล้วประมาณ 6 เดือนหรือ 1-2 ปี เรียกว่า Delayed OA ส่วน Green OA หมายถึง self-archiving คืออนุญาตให้จัดเก็บบทความไว้ในคลังข้อมูลสถาบันหรือเว็บไซต์ส่วนตัวได้ นอกจากนั้น ยังมีวารสารอีกประเภทหนึ่งคือ free access ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตโดยหน่วยงาน สมาคม หรือสถาบันที่ไม่หวังผลกำไร ให้บริการฟรีทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ต ทั้งอ่านฟรีและตีพิมพ์ฟรี

แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมรายชื่อวารสาร OA จากทั่วโลก คือ DOAJ (Directory of Open Access Journals) อยู่ที่เว็บไซต์http://www.doaj.org/b>
ตัวอย่างสำนักพิมพ์วารสารประเภท Gold OA Publishers

 
สำหรับสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่มากที่สุด คือบริษัท Elsevier ปัจจุบันเริ่มมีนโยบายเปิดให้บริการวารสาร OA บ้างแล้วทั้งรูปแบบ Gold OA, Hybrid OA, Delayed OA, และ Green OA ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์http://www.elsevier.com/about/open-access/open-access-journals
สำนักพิมพ์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย Predatory OA publishers
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังคือ สำนักพิมพ์ OA publishers ที่เกิดขึ้นมาใหม่บนอินเทอร์เน็ตบางแห่งทำธุรกิจเพื่อหวังผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ไม่มีกระบวนการ peer review ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน มีพฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณและทำให้เกิดปัญหามากในแวดวงวิชาการ นักวิจัยควรระมัดระวังในการส่งบทความไปตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์ประเภทนี้ โดยสามารถติดตามกรณีศึกษาของสำนักพิมพ์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย Predatory OA publishers อ่านเกณฑ์ในการพิจารณา และตรวจสอบรายชื่อสำนักพิมพ์ที่ควรหลีกเลี่ยง หรือที่เรียกว่า Beall’s List ได้จากเว็บบล็อกของ Jeffrey Beall อาจารย์บรรณารักษ์แห่งมหาวิทยาลัยโคโรลาโด เดนเวอร์ ที่เว็บไซต์http://scholarlyoa.com

ตัวอย่างพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น

• ส่งอีเมล์แบบ spam จำนวนมากไปชักชวนให้นักวิจัยส่งบทความตีพิมพ์หรือเชิญให้เข้าร่วมกองบรรณาธิการ

• การใช้ภาษาอังกฤษในบทความไม่ถูกต้อง มีข้อผิดพลาดมากทั้งตัวสะกดและไวยากรณ์

• บทความได้รับการตีพิมพ์เร็วมากเกินกว่าจะมีกระบวนการ peer review ที่ได้มาตรฐานตามที่กล่าวอ้าง เช่น ตอบรับภายในเวลาไม่กี่วัน และไม่
ได้รับคำแนะนำให้แก้ไขแต่อย่างใด

• ข้อมูลที่แสดงบนเว็บไซต์ของวารสาร และการดำเนินงานของสำนักพิมพ์มีลักษณะไม่น่าเชื่อถือ ไม่โปร่งใส มีการนำเสนอข้อมูลที่หลอกลวงโฆษณาให้เข้าใจผิดบนเว็บไซต์ เช่น อ้างว่ามีค่า Impact factor แต่ไม่เป็นความจริง

• ตั้งชื่อวารสารเลียนแบบวารสารที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ตั้งชื่อมีความหมายกว้างและไม่ตรงวัตถุประสงค์ของวารสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

• คัดลอกข้อมูลบางส่วนมาจากวารสารอื่น พิมพ์บทความซ้ำ ฯ ล ฯ
ตัวอย่างสำนักพิมพ์ Predatory OA ที่ปรากฏชื่อใน Beall’s List

 
ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักวิจัย

• ควรศึกษาข้อมูลโดยละเอียดก่อนตัดสินใจส่งบทความไปตีพิมพ์

• หากเป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่รู้จักคุ้นเคยมาก่อนยิ่งควรเพิ่มความระมัดระวัง เป็นพิเศษ

• ควรศึกษาข้อมูลบนเว็บไซต์โดยละเอียด เช่น มีที่อยู่สำหรับติดต่อ สถานที่ตั้งของบริษัทอย่างครบถ้วนชัดเจน และมีมาตรฐานของสมาคมวิชาชีพผู้ผลิตสิ่งพิมพ์

• กองบรรณาธิการต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นและปฏิบัติงานจริง

• เนื้อหาของบทความต้องมีคุณภาพทางวิชาการและมีความถูกต้องในการใช้ภาษา

• อาจสอบถามจากผู้ที่เคยตีพิมพ์ในวารสารนั้นมาแล้วว่ามี peer-review จริงหรือไม่

• หากมีการโฆษณาว่าเป็นวารสารที่ได้รับการจัดทำดรรชนี (indexing) อยู่ในฐานข้อมูลสากล Web of Science และมีค่า Impact factor จะต้องตรวจสอบว่ามีจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ โดยเฉพาะในปีล่าสุด บางครั้งแม้จะตรวจพบว่าไม่ปรากฏชื่อสำนักพิมพ์ดังกล่าวใน Beall’s List และอาจพบว่าวารสารนั้นปรากฏในฐานข้อมูลสากล Scopus, WOS, JCR ก็ตาม ควรติดตามข่าวสารว่าวารสารเหล่านั้นกระทำความผิดและถูกถอดถอนชื่อออกจากฐานข้อมูลหรือไม่

(เมื่อปี พ.ศ. 2555 มีวารสารจำนวน 51 ชื่อถูกถอดชื่อออกจากฐานข้อมูล JCR 2011 เนื่องจากพบว่ามีการอ้างอิงที่มีรูปแบบผิดปกติหรืออ้างอิงตนเอง ดังมีรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://admin-apps.webofknowledge.com/JCR/staticUn1html/notices/notices.htm)

• ควรศึกษานโยบายของหน่วยงานที่ตนเกี่ยวข้อง เพราะบางหน่วยงานยังไม่ยอมรับสำนักพิมพ์ที่เคยมีข้อโต้แย้งในเรื่องของจรรยาบรรณและคุณภาพของกระบวนการ peer review มาก่อน อาทิ Hindawi, MDPI, Dove Press, Corpernicus Publications

• จากนั้นใช้วิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจก่อนส่งบทความไปตีพิมพ์
แนวโน้มของวารสารวิชาการ และวิธีประเมินคุณภาพแบบใหม่ในยุคสื่อสังคมออนไลน์

กราฟแสดงแนวโน้มของวารสาร OA ในอนาคต อ้างอิงจากบทความของ Lasskso (2011) และ The Scientist Magazine (2012)

 
จากภาพได้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของวารสาร OA ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 16 ปี และมีผู้พยากรณ์เอาไว้ว่า ในราวปี ค.ศ. 2022 หรือ 2029 วารสารทั้งหมดจะกลายเป็น OA ในที่สุด แหล่งเงินทุนวิจัยขนาดใหญ่ของประเทศในกลุ่มยุโรปและอเมริกาในปัจจุบันเริ่มกำหนดนโยบายสนับสนุน OA เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง เช่น Research Councils UK (RCUK) สนับสนุนการตีพิมพ์แบบ Gold OA เป็นหลัก European Commission (Horizon 2020) สนับสนุน Green OA และให้มี embargo period 6-12 เดือน สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งสนับสนุน Green OA และมี embargo period 12 เดือน เป็นต้น
 

วิธีประเมินคุณภาพแบบใหม่
วิธีการเชิงคุณภาพ

ในปัจจุบันวารสารออนไลน์บางชื่อเริ่มมีการนำเสนอวิธีการประเมินแบบใหม่ โดยให้ผู้อ่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็น (comments) ต่อบทความนั้นๆ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ได้ เรียกว่า เป็นการประเมินแบบ open peer review ซึ่งมีหลายรูปแบบ มีทั้งให้แสดงความคิดเห็นก่อนตีพิมพ์ (pre-publication review) และตีพิมพ์ไปก่อนแล้วจึงเปิดให้แสดงความคิดเห็น (post-publication review)

วิธีการเชิงปริมาณ

สำหรับวารสารออนไลน์สมัยใหม่ที่เน้นการให้ผู้อ่านมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่น วารสารของสำนักพิมพ์ PloS และ eLife จะเสนอทางเลือกใหม่ที่แตกต่างไปจากการวัดผลกระทบจากการอ้างอิง คือเปลี่ยนมาวัดจากตัวบทความโดยตรง เรียกว่า article-level metrics เช่น การวัดสถิติการเข้าใช้บทความ (article usage) โดยนับจากจำนวน HTML PageViews, PDF, XML Downloads การให้ดาว (star rating) การทำบุ๊คมาร์ก (bookmarks) การแบ่งปัน บทความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Mendeley, CiteULike เป็นต้น เรียกว่าเป็นตัววัดทางเลือก (alternative metrics หรือ almetrics)

วิธีประเมินคุณภาพแบบใหม่ในยุคสื่อสังคมออนไลน์เช่นนี้ กำลังได้รับการกล่าวถึง และเริ่มนำมาทดลองใช้กับวารสารเสรี (OA) มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ในวงการของนักวิจัยทั่วโลกยังได้เกิดการรณรงค์เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหตุการณ์ที่สำคัญและเกิดขึ้นในช่วงปี 2012 อาทิ การประท้วงคว่ำบาตรธุรกิจวารสารของบริษัท Elsevier (Elsevier Boycott) ซึ่งเรียกร้องให้ร่วมลงชื่อที่เว็บไซต์http://thecostofknowledge.com และปฎิญญา San Francisco Declaration on Research Assessment (DORA) ต่อต้านการใช้ Impact factor ในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยและสนับสนุนให้หันมาใช้ Article-level Metrics โดยมีนักวิจัยจากทั่วโลกร่วมลงชื่อนับหมื่นราย ที่เว็บไซต์http://am.ascb.org/dora
บทสรุป
การประเมินคุณภาพผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการะดับนานาชาติจะใช้วิธีการทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยอาศัยเครื่องมือสืบค้นและฐานข้อมูลสากลต่างๆที่สำคัญของบริษัท Thomson, Elsevier และ Google เป็นหลัก ตัววัดคุณภาพวารสารและผลงานวิจัยซึ่งได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ ค่า Impact factor ค่า SJR ค่า Quartile ของวารสาร และค่า h index นอกจากนั้นยังมีตัวชี้วัดอื่นๆ ด้วย เช่น ค่า Eigenfactor และค่า SNIP เป็นต้น ฐานข้อมูล WOS และ Scopus จัดว่าเป็นฐานข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการประเมินคุณภาพวารสารและผลงานวิจัย เนื่องจากมีการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกวารสารเข้าฐานข้อมูลอย่างเข้มงวด มีระบบนับจำนวนการอ้างอิงและการจัดทำตัวชี้วัดคุณภาพวารสาร ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลหลักที่ใช้ประกอบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีวารสารวิชาการระดับนานาชาติจำนวนมากที่ไม่ปรากฏชื่อในฐานข้อมูล WOS และ Scopus แต่อาจปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลเฉพาะสาขาวิชาอื่นๆ หรือไม่ปรากฏในฐานข้อมูลสากลใด ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยค่า Impact factor หรือ SJR ได้ จำเป็นต้องใช้วิธีการเชิงคุณภาพอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ข้อจำกัดของการใช้ Impact factor การเกิดขึ้นของเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตซึ่งอาจสร้างความสับสนและเข้าใจผิด เช่น ตัวชี้วัดอื่นที่มีลักษณะเลียนแบบ Impact Factor ของ Thomson การเกิดขึ้นของสำนักพิมพ์ OA ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและปรากฏชื่ออยู่ใน Beall’s list การเกิดขึ้นของวิธีการประเมินและตัวชี้วัดทางเลือกแบบใหม่ที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อทดแทนระบบเดิม เช่น open peer review และ article-level metrics เป็นต้น ในอนาคตอาจให้ความสำคัญต่อการประเมินคุณภาพของข้อมูลวิจัย (research data / datasets) ด้วยนอกเหนือจากการประเมินผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ดังนั้น การทำความเข้าใจและติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับกระบวนการสื่อสารทางวิชาการอยู่เสมอจะทำให้นักวิจัยสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณภาพงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และที่สำคัญ การประเมินคุณภาพผลงานวิจัย ควรใช้ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยคำนึงถึงคุณค่าของเนื้อหาทางวิชาการ (scientific contents) เป็นสำคัญ และควรคำนึงถึงผลกระทบเชิงคุณภาพอื่นๆ ด้วย เช่น การนำผลงานไปใช้ประโยชน์หรือนำไปใช้ในเชิงนโยบาย นอกเหนือจากผลกระทบเชิงปริมาณในรูปแบบของการอ้างอิงผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว
บรรณานุกรม

 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 110    หน้าที่ : 33    จำนวนคนเข้าชม : 5985   คน