เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2839021

รายละเอียด

การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ : ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต (1)
รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล
นักเอกสารสนเทศ (ผู้เชี่ยวชาญ)
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ruchareka.wit@mahidol.ac.th
http://stang.sc.mahidol.ac.th

บทคัดย่อ
การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติโดยทั่วไปมักนิยมใช้เกณฑ์ในการพิจารณาหลายอย่างประกอบกันทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ บทความนี้เป็นการศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลงานวิจัยตามหลักสากลที่นิยมใช้กันทั่วโลก เครื่องมือสืบค้นและฐานข้อมูลที่ใช้ในการประเมินคุณภาพวารสารและผลงานวิจัย ตัวชี้วัดชนิดต่างๆ ได้แก่ ค่า Impact factor, Eigenfactor, SJR, SNIP, ควอไทล์ (Quartile score) และ h index จากฐานข้อมูลของบริษัท Thomson Reuters, Elsevier, Google และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตัวชี้วัดอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Impact factor ของ Thomson Reuters ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิด รวมทั้งค่า Impact factor ของวารสารไทย นอกจากนี้ยังได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบทางธุรกิจของสำนักพิมพ์วารสารในปัจจุบัน สำนักพิมพ์วารสารเสรี (Open access: OA) ข้อควรระวังสำหรับสำนักพิมพ์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย Predatory OA publishers แนวโน้มของวารสารวิชาการและวิธีประเมินคุณภาพรูปแบบใหม่ในยุคสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจนำมาใช้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อนำแนวคิดและวิธีการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป
บทนำ
ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โครงสร้างระบบวิจัยของประเทศไทยตามนโยบายการปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ ได้มีการจำแนกผลงานวิจัยออกเป็น 4 ประเภท หรือที่เรียกกันว่า 4 Tracks ตามลักษณะของผลงานและการนำไปใช้ประโยชน์ ได้แก่

1. งานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ

2. งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

3. งานวิจัยเพื่อเสริมสร้างพลังสังคมและชุมชน และ

4. งานวิจัยเพื่อนโยบาย

ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้จะมีวิธีการประเมินคุณภาพที่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติของงานวิจัย แสดงไว้ในตารางที่ 1 ดังนี้
 

 
สำหรับงานวิจัยใน Track แรก คืองานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการนั้น เน้นผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น วารสาร หนังสือ และรายงานการประชุมวิชาการ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลเป็นลำดับแรก การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยใน Track นี้ นิยมนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การประเมินผลงานของนักวิจัย การรับสมัครนักวิจัยเข้าทำงาน การพิจารณาจัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัย การตัดสินรางวัลวิจัยดีเด่น การประกันคุณภาพสถาบันการศึกษา การตรวจสอบคุณภาพผลงานวิทยานิพนธ์ที่กำหนดให้ตีพิมพ์เผยแพร่ก่อนอนุมัติให้จบการศึกษา การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดยสถาบัน QS และ Times Higher Education (THE) การประเมินผลงานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการเช่นนี้มักใช้เกณฑ์ในการพิจารณาหลายอย่างประกอบกันทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ทั้งการพิจารณาที่ตัวผลงานวิจัยโดยตรง และทางอ้อมคือพิจารณาคุณภาพของวารสารที่นักวิจัยเลือกตีพิมพ์ และวัดผลกระทบจากการอ้างอิงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระบบอินเทอร์เน็ตทำให้กระบวนการสื่อสารทางวิชาการและการเผยแพร่ผลงานวิจัยมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ดังนั้น วิธีการประเมินคุณภาพของผลงานวิจัยอาจจำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนใหม่ บทความนี้จึงได้ทำการศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับวิธีการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยที่ตามมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันทั่วโลก และติดตามแนวโน้มของวิธีการใหม่ๆ ตามลำดับหัวข้อดังต่อไปนี้

1. วารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ คืออะไร

2. วิธีการประเมินผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ใช้ในปัจจุบัน

3. เครื่องมือสืบค้นและฐานข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย

4. ตัวชี้วัดต่างๆ จากฐานข้อมูลของบริษัท Thomson Reuters

5. ตัวชี้วัดต่างๆ จากฐานข้อมูลของบริษัท Elsevier

6. ตัวชี้วัดของ Google Scholar

7. รูปแบบทางธุรกิจของสำนักพิมพ์วารสารในปัจจุบัน และวารสารเสรี (Open access: OA)

8. สำนักพิมพ์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย Predatory OA publishers

9. แนวโน้มของวารสารวิชาการและวิธีประเมินคุณภาพแบบใหม่ในยุคสื่อสังคมออนไลน์
1. วารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ คืออะไร
วารสารทางวิชาการ (Academic journals หรือ Scholarly journals) เป็นช่องทางสำคัญในการนำเสนอผลงานของนักวิจัยที่มีการค้นพบสิ่งใหม่เพื่อต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น เป็นการสื่อสารทางวิชาการ (Scientific communication) ที่เผยแพร่ผลงานของนักวิจัยออกสู่สาธารณะโดยการเขียนเป็นบทความ และตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิชาการทั้งรูปแบบสิ่งพิมพ์และวารสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต

เนื้อหาภายในวารสารทางวิชาการมักประกอบด้วย บทความวิจัยหรือบทความนิพนธ์ต้นฉบับ (Original articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book reviews) วารสารซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงการวิชาการว่ามีคุณภาพที่เชื่อถือได้นั้น นอกจากจะมีระบบคัดกรองบทความเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ (Editorial review) แล้ว ยังต้องมีกระบวนการประเมินบทความโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก (Reviewers / Referees) ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบ อ่านบทความ และตัดสินว่าบทความดังกล่าวเป็นที่ยอมรับ (Accepted) ปฏิเสธ (Rejected) หรือให้กลับไปปรับปรุงแก้ไข (Revised) ก่อนตอบรับให้ลงพิมพ์ในวารสารนั้นได้ โดยทั่วไปมักจะปกปิดชื่อผู้ประเมินเพื่อความโปร่งใส อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กระบวนการ Peer-review ดังกล่าวเพื่อเป็นการควบคุมและรับประกันว่าผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่นั้นเป็นผลงานที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ วารสารที่มีระบบเช่นนี้เรียกว่าวารสารประเภท Peer-reviewed journals หรือ Refereed journals

อย่างไรก็ตาม วารสารทางวิชาการส่วนใหญ่แม้จะมีกระบวนการคัดกรองบทความโดยบรรณาธิการ หรือกองบรรณาธิการ แต่อาจไม่มีกระบวนการประเมินบทความโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกที่เข้มข้นก็ได้ การตรวจสอบว่าวารสารทางวิชาการใดมีกระบวนการ Peer-review หรือไม่สังเกตได้จากรายละเอียดที่แสดงไว้ในเว็บไซต์หรือตัวเล่มวารสาร โดยเฉพาะในส่วนของคำแนะนำสำหรับผู้แต่ง (Instructions for Authors) หรือแสดงหลักฐานจริงที่ได้จากการโต้ตอบทางจดหมายระหว่างกองบรรณาธิการ ผู้ประเมินบทความ และผู้แต่งบทความนั้น

สำหรับการพิจารณาว่าวารสารใดเป็นวารสารเฉพาะถิ่น (Local journals) วารสารระดับชาติ (National journals) หรือวารสารระดับนานาชาติ (International journals) อาจอ้างอิงเกณฑ์ที่ใช้ในโครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านสังคมศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 2553) และโครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 2554) หรืออาจพิจารณาโดยใช้หลักการกว้างๆ ดังนี้ วารสารวิชาการที่มีกองบรรณาธิการและผู้แต่งบทความส่วนใหญ่ล้วนมาจากสถาบันเดียวกันและเผยแพร่ในวงแคบ เช่น วารสารในระดับคณะหรือสาขาวิชา จัดเป็นวารสารเฉพาะถิ่น (Local journals) วารสารที่มีกองบรรณาธิการ ผู้ประเมินบทความ และผู้แต่งบทความมาจากหลากหลายสถาบัน ไม่น้อยกว่า 25% ของทั้งหมด หรือเป็นวารสารไทยที่ได้รับการจัดอันดับและรับรองคุณภาพโดยศูนย์ดัชนี การอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จัดเป็นวารสารระดับชาติ (National journals) ส่วนวารสารที่มีกองบรรณาธิการ ผู้ประเมินบทความ และผู้แต่งบทความมาจากหลากหลายประเทศไม่น้อยกว่า 25% ของทั้งหมด อาจปรากฏชื่ออยู่ในฐานข้อมูลสากลชนิดต่างๆ อาทิ ฐานข้อมูล Web of Science, Scopus, BIOSIS, Zoological Records, PubMed, SciFinder, MathSCiNet, Zentralblatt MATH, CINAHL, IPA, Sociological abstracts, ERIC, PsycINFO, Linguistics and Language Behavior Abstracts ฯลฯ หรือบางครั้งอาจไม่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลสากลใดๆ ก็เป็นได้ วารสารเหล่านั้นจัดเป็นวารสารระดับนานาชาติ (International journals)
แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ผลิตกันทั่วโลกเหล่านั้น จะพบว่ามีคุณภาพที่แตกต่างลดหลั่นกันไป ส่งผลทำให้ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเหล่านั้นมีคุณภาพที่แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น ในปัจจุบันจึงได้มีผู้คิดค้นตัวชี้วัดต่างๆ ขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการประเมินคุณภาพของวารสารทางวิชาการและผลงานตีพิมพ์ของนักวิจัย
2. วิธีการประเมินผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ใช้ในปัจจุบัน
วิธีการเชิงคุณภาพ

การพิจารณาที่ตัวบทความ เป็นการประเมินโดยตรงด้วยการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ทำการอ่านและตรวจสอบเนื้อหาบทความ รวมทั้งพิจารณาบทบาทและลำดับความสำคัญของผู้แต่ง ได้แก่ การเป็นผู้ดำเนินการวิจัยหลัก (Principle investigator: PI) การเป็นผู้แต่งคนแรก (First author) และการเป็นผู้แต่งหลัก (Corresponding author) ของบทความ

การพิจารณาวารสารที่ตีพิมพ์ เป็นการประเมินทางอ้อมโดยตรวจสอบวารสารที่ตีพิมพ์ว่า กองบรรณาธิการมีคุณภาพหรือไม่ วารสารมีระบบ Peer-review ที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ผลิตโดยสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงและมีมาตรฐานเชื่อถือได้หรือไม่

วิธีการเชิงปริมาณ

วิธีการทางบรรณมิติ (Bibliometrics / Scientometrics) เป็นการประเมินผลงานวิจัยโดยวัดและนับออกมาเป็นตัวเลข เช่น จำนวนผลงานตีพิมพ์ภายในระยะเวลาหนึ่ง จำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่ได้รับ หรือค่าเฉลี่ยจำนวนการอ้างอิงต่อบทความ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการวัดผลกระทบโดยสร้างดัชนีหรือตัวชี้วัดชนิดต่างๆ ขึ้นมาโดยอาศัยการอ้างอิงเป็นหลัก (Citation-based metrics) เพื่อใช้ในการวัดคุณภาพนักวิจัย หน่วยงานวิจัย หรือเพื่อจัดอันดับวารสาร (Journal metrics)

สำหรับงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และศิลปกรรมมักไม่นิยมการอ้างอิงบทความมากนัก การประเมินคุณภาพและจัดอันดับวารสารสาขาวิชาดังกล่าวมักใช้การอ่านและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และการเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการเป็นสำคัญ ดัชนีที่นิยมใช้กันทั่วโลก ได้แก่ European Reference Index for Humanities ของมูลนิธิ European Science Foundation อยู่ที่เว็บไซต์http://www.esf.org
3. เครื่องมือสืบค้นและฐานข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ ในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย
3.1 Web of Science (WOS) เป็นฐานข้อมูลในกลุ่ม Web of Knowledge ของบริษัท Thomson Reuters เป็นฐานข้อมูลประเภทดรรชนีและบทคัดย่อ (Indexing & abstracting) ครอบคลุมวารสารสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 13,496 ชื่อ ตั้งแต่ปี 1999-ปัจจุบัน (จำนวนปีขึ้นกับเงื่อนไขของการบอกรับเป็นสมาชิก)ประกอบด้วยฐานข้อมูลย่อย 3 ฐานข้อมูล ได้แก่ Science Citation Index (SCI) Expanded จำนวนวารสาร 8,630 ชื่อ Social Science Citation Index (SSCI) จำนวนวารสาร 3,131 ชื่อ และ Arts & Humanities Citation Index (A&HCI) จำนวนวารสาร 1,735 ชื่อ มีเว็บไซต์ให้บริการอยู่ที่http://isiknowledge.com/WOS

3.2 Thomson Master Journal List เป็นแหล่งรวมรายชื่อวารสารที่ปรากฏในฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท Thomson Reuters นิยมใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบรายชื่อวารสารทั้งหมดที่ปรากฎในฐานข้อมูลในกลุ่ม Web of Science (SCI, SSCI, A&HCI) ให้บริการฟรีอยู่ที่เว็บไซต์http://ip-science.thomsonreuters.com/mjl

3.3 Journal Citation Reports (JCR) เป็นฐานข้อมูลอีกชนิดหนึ่งในกลุ่ม Web of Knowledge ของบริษัท Thomson Reuters ใช้สำหรับตรวจสอบผลการจัดอันดับวารสารทั้งหมดที่ปรากฎในฐานข้อมูล WOS เป็นฐานข้อมูลทางการค้าที่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก มีเว็บไซต์อยู่ที่http://isiknowledge.com/JCR

3.4 Eigenfactor (EF) เป็นเว็บไซต์ตรวจสอบการจัดอันดับวารสารด้วยค่า Eigenfactor ที่พัฒนาโดย Bergstrom lab แห่งมหาวิทยาลัย University of Washington จัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลการอ้างอิงจากฐานข้อมูล WOS เป็นหลัก ให้บริการฟรีอยู่ที่เว็บไซต์http://www.eigenfactor.org

3.5 Scopus เป็นฐานข้อมูลประเภทดรรชนีและบทคัดย่อ (Indexing & abstracting) ของบริษัท Elsevier ครอบคลุมวารสารประมาณ 19,500 ชื่อ ตั้งแต่ปี 1960-ปัจจุบัน และนับจำนวนการอ้างอิงย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 1996-ปัจจุบัน มีเว็บไซต์ให้บริการอยู่ที่http://www.scopus.comโดยต้องจ่ายค่าบอกรับเป็นสมาชิก

3.6 JournalMetrics เป็นเว็บไซต์ตรวจสอบการจัดอันดับวารสารด้วยค่า SJR, SNIP จัดทำโดยบริษัท Elsevier ให้บริการฟรีอยู่ที่http://www.journalmetrics.com

3.7 SCImago Journal & Country Rank (SJR) เป็นเว็บไซต์ตรวจสอบการจัดอันดับวารสารด้วยค่า SJR ค่าควอไทล์ และค่า h index ของ SCImago Research Group ประเทศสเปน จัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากฐานข้อมูล Scopus เป็นหลัก ให้บริการฟรีอยู่ที่เว็บไซต์http://www.scimagojr.com

3.8 CWTS Journal Indicators: เป็นเว็บไซต์ตรวจสอบการจัดอันดับวารสารด้วยค่า SNIP ที่พัฒนาโดย Centre for Science and Technology Studies (CWTS) แห่งมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์ ให้บริการฟรีอยู่ที่เว็บไซต์http://www.journalindicators.com

3.9 Google Scholar: เป็นเครื่องมือสืบค้นผลงานวิจัย จำนวนการอ้างอิง และค่า h index ของบริษัท Google อยู่ที่เว็บไซต์http://scholar.google.comและhttp://scholar.google.com/citations
4. ตัวชี้วัดต่างๆ จากฐานข้อมูลของบริษัท Thomson Reuters
ฐานข้อมูลของบริษัท Thomson Reuters มีหลายชนิด แต่ฐานข้อมูลที่นิยมใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย คือฐานข้อมูลที่อยู่ในกลุ่มของ Web of Knowledge จำนวน 2 ชนิด คือ ฐานข้อมูล Web of Science (WOS) และฐานข้อมูล Journal Citation Reports (JCR)

บริษัท Thomson Reuters มีผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้สำหรับบริหารจัดการและประเมินผลงานวิจัยโดยเฉพาะและจัดจำหน่ายแยกต่างหาก มีชื่อว่า InCites ซึ่งจะไม่ได้กล่าวในรายละเอียด ณ ที่นี้
 

 
ฐานข้อมูล Web of Science (WOS)
ฐานข้อมูล WOS ใช้สำหรับสืบค้นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสาขาวิชาต่างๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล SCI, SCI, A&HCI จำนวนรวมทั้งสิ้น 13,496 ชื่อ ในขณะเดียวกันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์จำนวนผลงานวิจัย จำนวนการอ้างอิง ค่าเฉลี่ยของการอ้างอิงต่อบทความ และค่า h index ของนักวิจัย กลุ่มวิจัย สถาบันวิจัย หรือประเทศได้ด้วย

ภาพที่ 2 แสดงรายงานการอ้างอิง (Citation report) จากการสืบค้นผลงานวิจัย ของสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งโดยใช้ฐานข้อมูล Web of Science พบว่า ในช่วงปี ค.ศ. 1999-ปัจจุบัน สถาบันนี้มีจำนวนบทความทุกประเภท (All document types) รวมทั้งสิ้น 538 รายการ ได้รับการอ้างอิงจำนวนทั้งสิ้น 6,263 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยของการอ้างอิงต่อบทความ = 11.64 และมีค่า h index ของสถาบัน = 35

หมายเหตุ : บทความทุกประเภท (All document types) หมายถึง บทความวิจัย บทความปริทัศน์ บทบรรณาธิการ จดหมายถึงบรรณาธิการ รายงานการประชุมวิชาการ บทคัดย่อในการประชุมวิชาการ เอกสารขอแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบในบทความก่อนหน้านั้น ฯ ล ฯ
 
ฐานข้อมูล Journal Citation Reports (JCR)

ฐานข้อมูล JCR ใช้สำหรับการสืบค้นผลการจัดอันดับวารสารด้วยตัวชี้วัดต่างๆ ที่สำคัญคือ ค่า Journal Impact factor หรือที่นิยมเรียกกันว่า Impact factor ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่พัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 โดย Eugene Garfield แห่งสถาบัน Institute for Scientific Information (ISI) ซึ่งปัจจุบันสถาบัน ISI ดังกล่าวถูกซื้อกิจการและโอนย้ายฐานข้อมูลทั้งหมดไปอยู่กับบริษัท Thomson Reuters เมื่อปี ค.ศ. 1992

ฐานข้อมูล JCR แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Science edition และ Social sciences edition ครอบคลุมวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล WOS อย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีจำนวนรวมทั้งสิ้น 10,853 ชื่อ ฐานข้อมูล JCR (Science edition) จำแนกวารสารออกเป็นกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 176 สาขาวิชา โดยยึดหลักตามมาตรฐานของฐานข้อมูล Science Citation Index (SCI) Expanded ส่วนฐานข้อมูล JCR (Social Sciences edition) จำแนกวารสารออกเป็นกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 56 สาขาวิชา โดยยึดหลักตามมาตรฐานของฐานข้อมูล Social Science Citation Index (SSCI)

ตามปกติฐานข้อมูล JCR จะใช้ข้อมูลการอ้างอิงผลงานวิจัยจากฐานข้อมูล WOS ที่ย้อนหลังไป 1 ปี ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูล JCR ล่าสุดที่จำหน่ายในเดือนมิถุนายน 2556 เรียกว่าเป็น 2013 Release ยังคงเป็นข้อมูลการอ้างอิงของปี 2012 (ตามภาพที่ 3)
 

 
ตัวชี้วัดชนิดต่างๆ ในฐานข้อมูล JCR

Impact factor หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิง หลังจากตีพิมพ์ไปแล้ว 2 ปี ตัวอย่างเช่น ค่า Impact factor ปี 2012 ของวารสาร หมายถึงจำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่วารสารนั้นได้รับในปี 2012 หารด้วยจำนวนบทความซึ่งตีพิมพ์ภายในระยะ 2 ปีย้อนหลัง คือปี 2011 และ 2010 ส่วนค่า 5-year Impact factor จะเป็นการคำนวณโดยใช้ระยะเวลา 5 ปี

Immediacy index หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้นได้รับการอ้างอิงภายในปีเดียวกันกับปีพิมพ์ (วัดความเร็วของการถูกอ้างอิง)

Cited half-life หมายถึง จำนวนปีที่นับถอยหลังลงไปจากปีปัจจุบัน ที่มีจำนวนการอ้างอิงคิดเป็น 50% ของจำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่วารสารนั้นได้รับ ณ ปีปัจจุบัน (เป็นการวัดว่าบทความในวารสารดังกล่าวจะได้รับการอ้างอิงนานแค่ไหนภายหลังจากที่ตีพิมพ์)

Eigenfactor (EF) score หมายถึง จำนวนการอ้างอิงที่ได้รับหลังจากตีพิมพ์บทความไปแล้วในระยะ 5 ปี เป็นการวัดความสำคัญของวารสารนั้นเมื่อเทียบกับวารสารทั้งหมด ซึ่งวารสารทั้งหมดในฐานข้อมูล JCR ซึ่งมีค่า EF รวมกันแล้วเท่ากับ 100 ส่วนวารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารที่มีค่า EF ในปี 2012 สูงที่สุดในฐานข้อมูล มีค่า EF = 1.57508

Article influence (AI) score หมายถึง ค่าเฉลี่ยความมีอิทธิพลของบทความ โดยหารค่า EF ด้วยจำนวนบทความทั้งหมดของวารสารนั้น คล้ายกับค่า 5-year Impact factor แต่มีความแตกต่างคือ ให้ความสำคัญต่อการอ้างอิงที่ได้รับจากวารสารที่ได้รับการอ้างอิงสูงอยู่แล้วมากกว่าวารสารที่ได้รับการอ้างอิงต่ำ โดยใช้อัลกอริทึมเดียวกันกับ Google PageRank และไม่นับการอ้างอิงที่ได้รับจากวารสารเดียวกัน

ค่า AI ของบทความจากวารสารทั้งหมดในฐานข้อมูล JCR จะได้รับการนอร์มัลไลซ์ให้มีค่าเฉลี่ย (Mean AI score) อยู่ที่ 1.00 ดังนั้นหากวารสาร Nature มีค่า AI ในปี 2012 = 20.844 แสดงว่าบทความในวารสาร Nature จะมีค่าอิทธิพลสูงประมาณ 20 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของบทความจากวารสารทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูล JCR
 

 
ผลการสืบค้นฐานข้อมูล JCR – Science Edition ปี 2012 (ภาพที่ 4) พบว่า วารสาร Cell and Tissue Research มีค่า Impact factor = 3.677 ค่า 5-Year impact factor = 3.047 ค่า Immediacy index = 1.122 ค่า Cited half-life = 9.5 years ค่า EF = 0.01518 และค่า AI = 0.912 แสดงว่าบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้มีค่าอิทธิพลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (mean AI score) เล็กน้อย

เมื่อคลิกที่ชื่อวารสาร เพื่อดูรายละเอียด (ตามภาพที่ 5) พบว่า วารสาร Cell and Tissue Research เป็นวารสารของสำนักพิมพ์ Springer จัดอยู่ในกลุ่มสาขาวิชา Cell Biology ส่วนด้านล่างของภาพที่ 5 แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนวิธีการคำนวณค่า Impact factor ปี 2012 ของวารสาร Cell and Tissue Research คือ จำนวนการอ้างอิงทั้งหมดที่ได้รับในปี 2012 หารด้วยจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในปี 2011 และ 2010

จากภาพที่ 5 สามารถเลือกปุ่ม “View Journals Summary List” เพื่อดูรายชื่อและค่า Impact factor ของวารสารทั้งหมดในกลุ่ม Cell Biology ซึ่งมีจำนวน 184 ชื่อได้

หรือเลือกปุ่ม “Journal Ranking” เพื่อดูผลการจัดอันดับวารสาร Cell and Tissue Research (ตามภาพที่ 6) พบว่าอยู่ในลำดับที่ 78 จากวารสารทั้งหมดจำนวน 184 ชื่อในสาขา Cell Biology และจัดอยู่ในควอไทล์ที่ Q2 จากการแบ่งกลุ่มโดยเรียงลำดับตามค่า Impact factor
 

 

 

 
อ้างอิงภาพจากhttp://admin-apps.webofknowledge.com/JCR/help/hUn1boxplot.html
Q1 = เป็นควอไทล์สูงสุด เป็นกลุ่มของวารสารที่อยู่เหนือเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75
Q2 = เป็นกลุ่มของวารสารที่อยู่ระหว่างค่ามัธยฐาน (median) และเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75
Q3 = เป็นกลุ่มของวารสารที่อยู่ระหว่างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 และค่ามัธยฐาน (median)
Q4 = เป็นควอไทล์ต่ำสุด เป็นกลุ่มของวารสารที่อยู่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25
หรือ 25% ของทั้งหมด

ข้อควรระวังของการใช้ค่า Impact Factor
ค่า Impact factor เป็นเครื่องมือช่วยในการเปรียบเทียบและจัดอันดับวารสาร เหมาะสำหรับการนำมาใช้ประโยชน์ในการคัดเลือกเพื่อบอกรับวารสารของห้องสมุด และใช้สำหรับนักวิจัยในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมเพื่อการตีพิมพ์
อย่างไรก็ตาม การนำค่า Impact factor มาใช้ในการประเมินคุณภาพผลงานของนักวิจัยโดยพิจารณาจากคุณภาพของวารสารที่ตีพิมพ์จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง การตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact factor สูง ไม่ได้หมายความว่าบทความจะได้รับการอ้างอิงสูงตามไปด้วย ในทางกลับกัน บทความอาจได้รับการอ้างอิงสูงแม้ว่าจะตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact factor ต่ำก็เป็นได้ นอกจากนั้น วิธีการคำนวณค่า Impact factor ไม่มีการแยกประเภทของบทความ ดังนั้น วารสารปริทัศน์ (Review journal) หรือวารสารวิจัยที่มีบทความปริทัศน์ (Review article) จำนวนมาก จึงมักได้เปรียบกว่าบทความวิจัยและบทความประเภทอื่นๆ ดังนั้น ควรระลึกเสมอว่าค่า Impact factor มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการประเมินคุณภาพวารสารเท่านั้น หากนำมาใช้ในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย จำเป็นต้องพิจารณาจำนวนการอ้างอิงของบทความนั้นด้วย รวมทั้งใช้การประเมินจากการอ่านและตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นสำคัญ

ตัวชี้วัดอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับ Impact Factor ของ Thomson Reuters และอาจเข้าใจผิด

ปัจจุบันจะพบว่ามีเว็บไซต์บางแห่งบนอินเทอร์เน็ต ที่ให้บริการตัวชี้วัดที่มีลักษณะคล้ายกับค่า Impact factor ของบริษัท Thomson Reuters และอาจปรากฏให้เห็นเป็นการโฆษณาบนเว็บไซต์ของวารสารบางแห่งด้วย ซึ่งอาจทำให้นักวิจัยสับสนและเข้าใจผิดได้ ตัวชี้วัดเหล่านั้น ได้แก่

- Index Copernicus (IC) อยู่ที่เว็บไซต์http://indexcopernicus.comของ Index Copernicus International ประเทศโปแลนด์

- Global impact factor (GIF) อยู่ที่เว็บไซต์http://globalimpactfactor.comของ Global impact factor ประเทศออสเตรเลีย

- Journal impact factor (JIF) อยู่ที่เว็บไซต์http://jifactor.comของ Global Institute for Scientific Information (GISI) ประเทศอินเดีย
 
ค่า Impact Factor และตัวชี้วัดอื่นๆ สำหรับวารสารไทย
วารสารวิชาการที่ผลิตในประเทศไทย มีบางชื่อที่จัดเป็นวารสารระดับนานาชาติและปรากฏในฐานข้อมูลสากล Web of Science รวมทั้งมีค่า Impact factor อยู่ในฐานข้อมูล JCR ปี 2012 ด้วย วารสารเหล่านั้น ได้แก่

1. Asian Biomedicine (IF = 0.282)

2. Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology (IF = 0.791)

3. Buffalo Bulletin (IF = 0.048)

4. Chiang Mai Journal of Science (IF = 0.516)

5. Maejo International Journal of Science and Technology (IF = 0.456)

6. ScienceAsia (IF = 0.398)

7. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health (IF = 0.607)

8. Thai Journal of Veterinary Medicine (IF = 0.148)

ส่วนวารสารที่ผลิตในประเทศไทยบางชื่อที่จัดเป็นวารสารระดับนานาชาติและปรากฏในฐานข้อมูลสากล Scopus ปีปัจจุบัน รวมทั้งมีค่าตัวชี้วัด SJR, SNIP ในปี 2011 มีดังนี้

1. Asian Biomedicine (SJR = 0.135, SNIP = 0.233)

2. Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology (SJR = 0.261, SNIP = 0.329)

3. Asian Pacific Journal of Cancer Prevention (SJR = 0.261,
SNIP = 0.475)

4. Asia-Pacific population journal / UN-ESCAP (SJR = 0.173, SNIP = 0.331)

5. Buffalo Bulletin (SJR = 0.123, SNIP = 0.205)

6. Chiang Mai Journal of Science (SJR = 0.232, SNIP = 0.584)

7. Chiang Mai University Journal of Natural Sciences (SJR = 0.118, SNIP = 0.527)

8. Engineering Journal (SJR = 0.125, SNIP = 0.081)

9. EnvironmentAsia (SJR = 0.186, SNIP = 0.343)

10. International Agricultural Engineering Journal (SJR = 0.130, SNIP = 0.175)

11. International Energy Journal (SJR = 0.113, SNIP = 0.038)

12. International Journal of Geoinformatics (SJR = -, SNIP = 0.269)

13. Journal of Health Research (SJR = 0.112, SNIP = 0.513)

14. Journal of the Medical Association of Thailand (SJR = 0.223, SNIP = 0.447)

15. Kasetsart Journal - Natural Science (SJR = 0.164, SNIP = 0.253)

16. Kasetsart Journal - Social Sciences (SJR = 0.100, SNIP = 0.095)

17. Maejo International J. of Science and Technology (SJR = 0.201, SNIP = 0.685)

18. Phuket Marine Biological Center Research Bulletin (SJR = 0.000, SNIP = -)

19. ScienceAsia (SJR = 0.194, SNIP = 0.588)

20. Songklanakarin Journal of Science and Technology (SJR = 177, SNIP = 0.326)

21. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health (SJR = 0.258, SNIP = 0.418)

22. Thai Journal of Mathematics (SJR = 0.000, SNIP = -)

23. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (SJR = 0.174, SNIP = 0.296)

24. Thai Journal of Veterinary Medicine (SJR = 0.153, SNIP = 0.167)

25. Transactions on Electrical Engineering, Electronics, and Communications (SJR = 0.000, SNIP = -)
 
นอกจากนั้นยังมีวารสารไทยบางชื่อที่ปรากฏในฐานข้อมูลสากลเฉพาะสาขาวิชาชนิดอื่นๆ อาทิ Biosis, PubMed, SciFinder, MathSCiNet, Zentralblatt MATH, CINAHL, IPA เป็นต้น (รายละเอียดสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/thai.htm) การที่วารสารไทยได้มีโอกาสไปปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากลต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นวิธีที่ช่วยให้วารสารไทยเป็นที่รู้จักและเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการอ้างอิงจากวารสารระดับนานาชาติอื่นๆจากทั่วโลกได้

อย่างไรก็ตาม วารสารไทยส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะเป็นวารสารเฉพาะถิ่นหรือวารสารระดับชาติ ซึ่งไม่ปรากฎชื่ออยู่ในฐานข้อมูลสากลใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre จึงได้จัดทำค่า Impact factor ของวารสารไทยโดยเฉพาะขึ้นมาโดยใช้หลักการเดียวกันกับ Impact factor ของฐานข้อมูล JCR โดยให้บริการอยู่ที่เว็บไซต์http://www.kmutt.ac.th/jif/publicUn1htmlซึ่งค่า TCI Impact factor จะคำนวณจากการอ้างอิงภายในวารสารไทยด้วยกัน ปัจจุบันครอบคลุมวารสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 241 ชื่อ และวารสารด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จำนวน 260 ชื่อ
5. ตัวชี้วัดต่างๆ จากฐานข้อมูลของบริษัท Elsevier
ฐานข้อมูลของบริษัท Elsevier ได้แก่ฐานข้อมูลในกลุ่มของ SciVerse ซึ่งประกอบด้วย SciVerse Hub, ScienceDirect และ Scopus ส่วนฐานข้อมูลซึ่งใช้ในการบริหารจัดการผลงานวิจัยโดยเฉพาะและจำหน่ายแยกต่างหาก ที่ชื่อว่า SciVal จะไม่ได้กล่าวในรายละเอียด ณ ที่นี้

ในการประเมินวารสารและผลงานวิจัยโดยทั่วไปมักอาศัยฐานข้อมูล Scopus เป็นหลัก ตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ ค่า SJR, SNIP, ค่าควอไทล์ของวารสาร และค่า h index ของนักวิจัยและกลุ่มวิจัยหรือสถาบัน ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

- เว็บไซต์ Scopus ของบริษัท Elsevier (http://www.scopus.com) สำหรับสืบค้นค่า SJR ค่า SNIP และค่า h index

- เว็บไซต์ JournalMetrics ของบริษัท Elsevier (http://journalmetrics.com) สำหรับสืบค้นค่า SJR และค่า SNIP

- เว็บไซต์ SCImago Journal & Country Rank (SJR) ของ SCImago Research Group (http://www.scimagojr.com) ประเทศสเปน สำหรับสืบค้นค่า SJR ค่าควอไทล์ของวารสาร ค่า h index ของวารสาร และค่า h index ของประเทศต่างๆ

- เว็บไซต์ Journal Indicators ของ CWTS แห่งมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์(http://journalindicators.com) สำหรับสืบค้นค่า SNIP
 

 
(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 109    หน้าที่ : 39    จำนวนคนเข้าชม : 11936   คน