เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

3043231

รายละเอียด

พัฒนาระบบผลิตพริกพิโรธ “พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก” ในเชิงการค้า
พริกพิโรธ” หรือ “พริกพิโรธร้อยครก” จัดเป็นพริกที่มีรสเผ็ดที่สุดในโลก โดยมีสารที่ให้ความเผ็ดหรือแคปไซซิน (capsaicin) สูงถึง 6% เปรียบเทียบกับพริกขี้หนูเม็ดเล็กที่มีสารแคปไซซินเพียง 1% ในปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมยาทั้งในคน สัตว์ และพืช มีความต้องการสารแคปไซซินในปริมาณที่สูง เนื่องจากสารดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั้งในคนและสัตว์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ต่อระบบการไหลเวียนโลหิต ยาระงับแก้ปวดปลายประสาท ยาลดคลอเรสเตอรอลในเลือด สเปรย์แก้ง่วง อาหารเสริมในไก่และสุกรเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยังสามารถนำมาเป็นสารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดได้ ทั้งนี้ หากได้มีรูปแบบและการส่งเสริมระบบการจัดการผลิตพริกพิโรธให้สามารถนำมาใช้เพื่อเตรียมเป็นสารสกัดแคปไซซินในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วได้ จะเป็นการช่วยลดต้นทุนสารสกัดพริก ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และเปิดตลาดทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกร นำมาซึ่งการเพิ่มโอกาสและความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศได้ต่อไป

นักวิจัยโดย รศ.ดร. จริยา วิสิทธิ์พานิช สังกัดภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ ดำเนินงานร่วมกันกับคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มูลนิธิโครงการหลวง ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ และเกษตรกรในพื้นที่ ศึกษาระบบการผลิตพริกพิโรธที่เหมาะสมในเชิงการค้าในเขตภาคกลางและภาคเหนือรวม 5 จังหวัด คือ นครปฐม ราชบุรี กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และแพร่ โดยศึกษาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพริกพิโรธในรอบปี เก็บข้อมูลปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต คุณภาพ และการให้สารแคปไซซิน เปรียบเทียบผลผลิตและต้นทุนการผลิตในแต่ละพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน

ผลการดำเนินงานพบว่า พื้นที่ปลูกภาคเหนือมีความเหมาะสมที่จะปลูกพริกพิโรธในเชิงการค้ามากกว่าพื้นที่ภาคกลาง โดยสามารถปลูกพริกพิโรธได้ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว มีช่วงการเก็บเกี่ยวนาน 3-6 เดือน และได้พริกที่มีคุณภาพ มีผลผลิต และปริมาณแคปไซซินสูงและสม่ำเสมอ ในขณะที่การปลูกพริกพิโรธในเขตภาคกลางจะให้ผลผลิตน้อยกว่ามาก เนื่องจากสภาพการจัดการของเกษตรกร ปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศ และการระบาดของโรคและแมลง และเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตและรายได้ของเกษตรกรที่ปลูกพริกพันธุ์อื่นเป็นการค้าพบว่า ต้นทุนการผลิตพริกพิโรธจะสูงกว่าประมาณ 2 เท่า แต่หากเกษตรกรสามารถจัดการให้มีอัตรารอดได้มากกว่า 60% จะทำมีรายได้สูงกว่าปลูกพริกพันธุ์อื่น 2-4 เท่า
 
นอกจากนี้ผลจากการศึกษายังทำให้ได้เทคโนโลยีการผลิตพริกพิโรธ ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกต้นพันธุ์ดี การเลือกช่วงเวลาและระยะปลูก วิธีการปลูก และการจัดการปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต คุณภาพ และปริมาณสารแคปไซซิน ตลอดทั้งวิธีการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ได้ต้นพันธุ์พริกพิโรธที่มีปริมาณผลผลิตและปริมาณสารแคปไซซินที่สูงและสม่ำเสมออย่างน้อย 5 สายพันธุ์ และได้แปลงสาธิตการปลูกพริกพิโรธในเขตภาคกลางและภาคเหนือรวม 4 พื้นที่ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลให้แก่ชาวบ้าน หน่วยงานด้านการเกษตร ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป

ผลจากงานวิจัยดังกล่าวได้มีบริษัทเอกชน 7 บริษัท ได้แก่ บริษัทอุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์ บริษัทไทยเทพรส บริษัทไทยโกลบอลฟูด บริษัทดิสมิชฟูดอินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทเอสแอนด์เจ บริษัทเอี่ยมกสิกิจ และห้างหุ้นส่วนจำกัด บางกอกซอส นำผลผลิตพริกพิโรธทั้งในรูปของผลสดและผลแห้งไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น พริกป่นและซอสพริก และคาดว่าจะขยายตลาดได้ หากมีแหล่งผลิตที่มีปริมาณและราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง นำผลผลิตพริกพิโรธไปสกัดสารแคปไซซินเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยาหม่อง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้ รวมถึงมีการเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อสิ่งพิมพ์อย่างต่อเนื่อง และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือเผยแพร่การผลิตพริกพิโรธด้วย
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 106    หน้าที่ : 59    จำนวนคนเข้าชม : 3501   คน