เมนู



ฉบับพิเศษ

กุมภาพันธ์  2557




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

1678471

รายละเอียด

คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (42) : โครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย สพฐ. กับการสร้างแรงบันดาลใจ สู่การสร้างเครือข่ายโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย
ปราโมทย์ ธรรมรัตน์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ifrpmt@yahoo.com
วิภาพร นิธิปรีชานนท์
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


อ่านบทความย้อนหลังได้ที่http://rescom.trf.or.th

“แรงบันดาลใจ” ทำให้เกิด “พลังการเรียนรู้” ถ้าทำให้เกิดแรงบันดาลใจได้ทั้งโรงเรียน “โรงเรียน จะเปลี่ยนเป็น โรงเรียนแห่งการเรียนรู้” ใน “โรงเรียนแห่งการเรียนรู้” ทุกคนขยันขันแข็ง ขวนขวาย หาความรู้ สร้างโอกาส สร้างประสบการณ์ตรง มุ่งมั่น ลงมือปฏิบัติตน เป็นคนดี มีคุณธรรม สร้างสรรค์สังคม ทุกคนต่างลงมือปฏิบัติตนพัฒนาชีวิตตนเองสู่ความสำเร็จ ตามเป้าหมายชีวิตที่ตนใฝ่ฝัน ทำในสิ่งที่ตนเองรัก ตนเองชอบ อย่างมีความสุข”
 
ในการประชุม สร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานสร้างวัฒนธรรมการวิจัยปีที่ 2 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพฯ ผู้เขียน ได้รับเชิญจาก คุณวิภาพร นิธิปรีชานนท์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย สพฐ. ให้บรรยายเรื่อง “การสร้างแรงบันดาลใจสู่การสร้างเครือข่ายโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย” และปฏิบัติการระดมสมอง “แนวทางและกระบวนการสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ : สร้างอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” ให้แก่ศึกษานิเทศก์แกนนำในโครงการสร้างวัฒนธรรมวิจัย ซึ่งมาจากเขตพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศประมาณ 100 คน ซึ่งได้ดำเนินโครงการปีที่ 1 ผ่านไปแล้ว ที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเตรียมความพร้อมการดำเนินงานปีที่ 2 (2555) เห็นว่าเนื้อหาการบรรยายดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อศึกษานิเทศก์ โรงเรียน ครู นักเรียน จำนวนมากทั่วประเทศ จึงนำมาเขียนเผยแพร่ และแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักและเข้าใจ “โครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย สพฐ.” เพื่อทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน ร่วมมือกันทำให้เกิดขึ้นจริง และบังเกิดผลสัมฤทธิ์ด้วย
โครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา กำลังดำเนินงาน “โครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย” (ปีงบประมาณ 2554-2556) โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. เพื่อสร้างวัฒนธรรมในการเรียนรู้ของนักเรียน และวัฒนธรรมการจัดการเรียนรู้ของครู ผู้บริหาร โรงเรียน ให้เป็นรูปธรรม โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน (การสังเกต/สงสัย/ซักถาม /ค้นหาอธิบายคำตอบที่ค้นพบ/เขียนรายงาน/นำเสนอผลการศึกษาคิดค้นวิจัย) นำสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง

2. เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานของศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะ และประสบการณ์การใช้กระบวนการวิจัยในการปฏิบัติและพัฒนางาน

3. เพื่อพัฒนาศึกษานิเทศก์ให้สามารถส่งเสริมครูในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และการบริหารจัดการของผู้บริหาร โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน

การสร้างวัฒนธรรมการวิจัย หมายถึง การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน (นักเรียน ครู ศึกษานิเทศก์ และนักวิชาการ) ให้มีความเชื่อ ความศรัทธาและตระหนักในคุณค่าของการวิจัยว่าเป็นกระบวนการที่น่าเชื่อถือในการนำไปใช้ในแก้ปัญหา / พัฒนาการเรียนรู้และพัฒนางานได้อย่างเป็นระบบ และสร้างวิถีการทำงานของคนในองค์กร ด้วยกระบวนการวิจัยเพื่อปลูกฝังให้มีจิตวิจัย (research mind set) ในการทำงาน โดยใช้นวัตกรรม หรือผลที่ได้จากการวิจัย จนปรากฏผลการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม
หลักการดำเนินงานของโครงการสร้างวัฒนธรรมวิจัย สพฐ.
1. การพัฒนาต้นน้ำ (นักเรียน ครู และบุคลากร) เพื่อปลูกฝังให้มีจิตวิจัย (research mind set) โดยเน้นพัฒนาทักษะการคิดในการแก้ปัญหาและพัฒนางาน โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐานคิดให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองในการทำงาน (ปลายน้ำ) ในอนาคต

2. การฝึกใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครู พัฒนางานของศึกษานิเทศก์อย่างต่อเนื่องจนเกิดการยอมรับเป็นวิถีทำงานขององค์กร

3. สนับสนุนให้ครู นักเรียนสร้างงานวิจัยและนำผลงานวิจัยไปแก้ปัญหาที่เกิดในโรงเรียน (เป็นผู้ผลิตและบริโภคงานวิจัย) โดยเน้นที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและคุณภาพชีวิตได้จริง เป็นรูปธรรม เพื่อฝึกเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง

4. ตัวชี้วัดความสำเร็จ คือ โรงเรียนมีผลงานวิจัยที่ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ และมีจำนวนครูในโรงเรียนยอมรับและร่วมกันทำวิจัยเป็นกลุ่มใหญ่ (มากกว่าร้อยละ 60)

5. การมีส่วนร่วมจากเครือข่ายนักวิจัยทุกภาคส่วน (มหาวิทยาลัย องค์กรภาครัฐและเอกชน) ร่วมสร้างนักวิจัยต้นน้ำ (นักเรียน ครู)ให้สามารถนำผลวิจัยไปแก้ปัญหาและใช้ประโยชน์ได้จริง จนเป็นที่ยอมรับและมีการทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมการวิจัยในการทำงานของโรงเรียน

6. ให้โอกาสครู นักเรียนในการพัฒนาตนเองได้ตามความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ในการเลือกหัวข้อวิจัย โดยมีเป้าหมายปลายทางร่วมกันที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ
 
เป้าหมาย : เชิงคุณภาพ

1. การฝึกนักเรียนให้มีทักษะกระบวนการวิจัย (พฤติกรรม) ในการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม

2. การพัฒนาครู ให้มีทักษะและความสามารถในการใช้กระบวนการวิจัยจัดการเรียนรู้

3. การส่งเสริมให้ศึกษานิเทศก์ ใช้ทักษะ กระบวนการวิจัยในการนิเทศ Coaching & Training

4. สพฐ. มีมาตรฐาน และตัวชี้วัดความมีวัฒนธรรมการวิจัยของโรงเรียน

5. สพฐ. มีนโยบาย กลไก ระบบการจัดการให้ครูเข้าร่วมโครงการ

เป้าหมาย : เชิงปริมาณ

1. เป้าหมายการพัฒนา ในปี 2554 เขตพื้นที่การศึกษาที่สมัครเข้าร่วมโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย จำนวน 91 เขต ๆ ละ 2 โรงเรียน รวม 182 โรงเรียน

2. เป้าหมายการพัฒนา ในปี 2555-2556 ทุกเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัด สพฐ. รวม 225 เขต ๆ ละ 2 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 450 โรงเรียน

3. เป้าหมายผลผลิต

1) ครูสามารถจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในปีแรก และในปีต่อไปมีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20

2) นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จนติดเป็นนิสัย ผลงานวิจัยภาคเรียนละ 3 เรื่อง/สาระการเรียนรู้
3) มีผลงานที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย ไม่น้อยกว่าภาคเรียนละ 1 เรื่อง

แนวทางการดำเนินงาน

1. พัฒนาในกลุ่มสนใจที่สมัครเข้าร่วมโครงการ (ประมาณ 90-100 สพท.) กระจายทั้ง 5 ภูมิภาค

2. ใช้ยุทธศาสตร์การสร้างวัฒนธรรมการวิจัยทั้งโรงเรียน (research school) ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย เช่น มีนโยบายให้บุคลากร (ผู้บริหาร ครู นักเรียน) ทำการวิจัยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และร่วมมือกันพัฒนางานในทิศทางเดียวกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

3. มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ตามขั้นตอนที่กำหนดในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้มีทักษะการวิจัยที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ และปลูกฝังการสร้างจิตวิจัยให้ได้ถาวรและมีความยั่งยืน โดยใช้เทคนิค KM ระหว่างกลุ่มเป้าหมายที่จะสร้างวัฒนธรรมการวิจัย (ครู นักเรียน) กับผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัย ดังนี้

ในปีที่ 1 เป็นการสร้างความมั่นใจในการฝึกเรียนรู้ตามขั้นตอนการวิจัยให้กับโรงเรียนวิจัย โดยมีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ ดูแล มีนักวิจัยประจำโรงเรียน ศูนย์วิจัยประจำเขตพื้นที่ มีที่ปรึกษาด้านวิจัยประจำภาค มีการพัฒนาครู นักเรียน โดยมีเป้าหมายให้ครู นักเรียนสามารถเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย และสามารถสร้างผลงานวิจัยได้อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 เรื่อง
 
ในภาคเรียนที่ 1 การพัฒนากระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 เป็นการกระตุ้นให้นักเรียน ครู เห็นคุณค่าของการนำผลวิจัยไปใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหา

ในขั้นนี้ฝึก รวบรวม/ วิเคราะห์ปัญหาและกำหนดโจทย์ปัญหาวิจัยที่สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบท สภาพปัญหา ความต้องการและมีความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา (ลับคมการคิดให้ได้โจทย์วิจัย) ให้เวลานักเรียน ครู นักวิจัยได้ฝึกคิด ประมาณ 1-2 เดือน

ขั้นตอนที่ 2 การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นในการออกแบบการแก้ปัญหา และพัฒนางานด้วยกระบวนการ/วิธีวิจัย โดยนักเรียน ครู นักวิจัยได้ฝึกรวบรวมความรู้และคิดหาวิธีการให้ได้คำตอบ และเก็บรวบรวมข้อมูล และเขียนโครงร่างวิจัย โดยให้เวลาประมาณ 1-2 เดือน

ขั้นตอนที่ 3 การนำเสนอขั้นตอนการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลของครู นักเรียน นักวิจัยต่อผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมการวิจัย ซึ่งจะมีการแนะนำ coaching วิธีการปรับปรุงการเก็บรวบรวมข้อมูล ให้เวลานักเรียน ครู นักวิจัยได้ฝึกทำประมาณ 1-2 เดือน

ขั้นตอนที่ 4 การนำเสนอผลการศึกษาวิจัยของนักเรียน ครู ต่อผู้เชี่ยวชาญ/คณะกรรมการ และรับการชี้แนะเทคนิค วิธีการเขียนรายงาน การสรุปผลการวิจัย ให้เวลานักเรียน ได้ฝึกทำประมาณ 2 เดือน

ขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอผลการวิจัยที่ได้นำไปใช้ประโยชน์/แก้ปัญหากับนักเรียน ห้องเรียนอื่น ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน

ในภาคเรียนที่ 2 กำหนดให้ครูและนักเรียนฝึกทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการสอน เรื่องที่ 2 โดยให้ใช้เทคนิค KM ในการพัฒนากับเพื่อนครูด้วยกัน กับนักเรียนเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งคณะกรรมการจะไปร่วมรับฟัง 2 ครั้ง คือ ขั้นที่ 2 และขั้นสุดท้าย ในการนำเสนอผลการวิจัยในระดับโรงเรียน โดยมีการช่วยเหลือครู นักเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

ในปีที่ 2 เป็นการฝึกทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการสอน เรื่องที่ 3 และ 4 ของครูและนักเรียน โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายเพื่อนครูนักวิจัยโรงเรียนอื่น นักเรียนห้องอื่น ซึ่งจะต้องนำเสนอผลการวิจัยต่อคณะกรรมการในเวทีประกวดผลงานวิจัยระดับภูมิภาค และในภาคเรียนที่ 2 เป็นการฝึกทำวิจัยในเรื่องที่ 4 เพื่อให้ครูและนักเรียนฝึกทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการสอน กับเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในและต่างโรงเรียน เพื่อเตรียมส่งผลงานวิจัยเข้าประกวด คัดเลือกผลงานวิจัยดี มีคุณภาพในปีที่ 2

ในปีที่ 3 เป็นการขยายผลเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่น ของนักเรียน ครู นักวิจัยเพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวสู่มืออาชีพ คือ สามารถเสนอโครงการวิจัยขอทุนอุดหนุนวิจัยได้

4. สร้าง/ประสานเครือข่ายเป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการโครงการและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ตลอดแนว และประเมินผลตามตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากมหาวิทยาลัย หรือศึกษานิเทศก์ที่เกษียณอายุและอาสาเข้าร่วมโครงการ เช่น แบ่ง zone การบริหารจัดการและพัฒนาครู นักเรียน ให้เครือข่ายนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ สพฐ. โดย สพฐ. กำหนดเป้าหมายปลายทางที่จะให้เกิดผลชัดเจน แต่ให้อิสระแต่ละเครือข่ายในการเลือกวิธีการ นวัตกรรม รูปแบบการพัฒนาตามทักษะ ความชำนาญของเครือข่าย แบ่งเป็น 5 ภาค

5. พัฒนาเครื่องมือ / นวัตกรรมในการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย ที่สร้างความมั่นใจให้ทีมพัฒนาครู นักเรียน

6. แต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการวิจัยของ สพฐ. และคณะกรรมการดำเนินโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยในแต่ละภูมิภาค 5 คณะ
 

 

การสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย
ในการสร้างเครือข่ายโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ มีภารกิจหลักที่ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน ครูและนักเรียน ควรสร้างให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ก็คือ

1. สร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ

2. สร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ทำให้เกิดโรงเรียนแห่งการเรียนรู้

3. สร้างเครือข่าย ทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้

4. ทำให้เกิดวัฒนธรรมวิจัยขึ้นในโรงเรียนแห่งการเรียนรู้
การสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ต้องการจัดการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นให้ ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ
การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นการจุดพลังชีวิต ทำให้เกิดพลังในตนเอง มีพลังขับเคลื่อนในตนเอง ทำให้คนขี้เกียจ กลายเป็นคนขยัน ทำให้คนเชื่องช้า กลายเป็นคนมีชีวิตชีวา กระตือรือร้น มุ่งมั่น ทำให้กลายเป็นคนใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ ทำให้เกิดพลังการเรียนรู้ ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองได้เกิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง

จึงต้องเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนให้มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจอย่างเข้มข้น
โดยปรับปรุงการจัดการศึกษาจากแบบเดิมๆที่ปล่อยให้ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจตามมีตามเกิด ที่ใครโชคดีไปได้รับแรงบันดาลใจเข้า เกิดแรงบันดาลใจในตนเอง ก็มีพลังในตนเอง ขวนขวายหาหนทาง ขับเคลื่อนชีวิตตนเองสู่ความสำเร็จ

หลาย ๆ คนได้รับแรงบันดาลใจจากสื่อโทรทัศน์ ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจจากการนำเสนอชีวิตบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาออกรายการโทรทัศน์

แต่คนจำนวนมาก แม้มีแรงบันดาลใจ มีความฝัน มีความหวัง แต่ก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร ชีวิตจึงประสบความสำเร็จได้ เพราะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

คนที่มีแรงบันดาลใจ มีพลังพร้อมขับเคลื่อนชีวิตตนเอง เปรียบเสมือนรถยนต์ที่ได้จุดสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายการเดินทางว่าจะขับไปที่ไหน ก็เหมือนคนไม่มีเป้าหมายชีวิต ไม่รู้ว่าจะพัฒนาชีวิตตนเองไปทางไหน

ในการขับรถ คนขับรถต้องรู้ว่าจะขับรถอย่างไร ควบคุมพวงมาลัยอย่างไร รถจึงไม่ตกถนน ไม่ไปชนสิ่งกีดขวาง การขับเคลื่อนชีวิตคนสู่ความสำเร็จ ก็ต้องสร้างลักษณะนิสัย ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม สร้างสรรค์สังคม โดยการโปรแกรมสมอง สร้างคุณลักษณะแห่งความสำเร็จให้เกิดขึ้นตนเอง เช่น “ข้าพเจ้าเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ขยันขันแข็ง เรียนเก่ง ทำงานเก่ง มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต” โดยจัดการให้ครู นักเรียน ได้พูดกับตนเองซ้ำๆ ทุกวันอย่างมีสมาธิ ตั้งใจ มีพลัง จนจิตใต้สำนึกรับรู้ จนผู้เรียนคิด ผู้เรียนเชื่อ ผู้เรียนรู้สึกจริงๆ ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็จะลงมือปฏิบัติตนตามความเชื่อนั้นจนเป็นนิสัย
 
“ดังนั้น การจัดการศึกษา ในโรงเรียน นอกจากจะจัดกิจกรรม จัดประสบการณ์ จัดสิ่งแวดล้อมให้นักเรียนได้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นในตนเองแล้ว เรายังจำเป็นต้องจัดการให้มีการหล่อเลี้ยงความฝัน หล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจ ให้เกิดพลังเพิ่มพูน โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สามารถดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จได้ถูกทิศทาง ตามความใฝ่ฝัน ความหวัง โดยต้องทำให้นักเรียน ได้กำหนดเป้าหมายชีวิตตนเอง ตามแรงบันดาลใจ ตามความรัก ความชอบของตนเอง และจัดการให้นักเรียน ครู บุคลากรทางศึกษาทั้งโรงเรียน ได้จัดทำแผนชีวิตตนเอง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ที่จะทำให้เป้าหมายย่อยๆ แต่ละขั้นประสบความสำเร็จ”

ในการนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามตัวอย่างในรายวิชา การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ ซึ่งดูรายละเอียดได้ในประชาคมวิจัย ฉบับที่ 88-89 หัวข้อ คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (29)
http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2398
และที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2424

และเชิญชมวีดิโอ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เขียนได้นำขึ้นเผยแพร่ ในเว็บไซต์ยูทูป ( www.youtube.com) โดยใช้คำสืบค้น วีดิโอว่า “ต่อยอดชีวิต สู่ความสำเร็จ” หรือ “ต่อยอดชีวิต” หรือ “ifrpmt” ครับ

“ในโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ เป้าหมายย่อยของแต่ละคน คือ การเรียนรู้ในหน้าที่การเรียนของตนเอง ในหน้าที่การทำงานของตนเอง เรียนรู้การวิจัยเพื่อใช้พัฒนาชีวิตการเรียน และการทำงาน ขวนขวายหาความรู้ หาประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจ ในสิ่งที่ตนเองรัก ตนเองชอบ และใฝ่ฝัน เมื่อทำพร้อมๆ กันทั้งโรงเรียน ก็จะเกิดโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเมื่อทำต่อเนื่องก็จะเกิดวัฒนธรรมวิจัยในโรงเรียน โดยเป้าหมายร่วมของทุกคนในโรงเรียน คือ สร้างให้เกิดโรงเรียนแห่งเรียนรู้ ให้เกิดโรงเรียนที่เป็นแหล่งสร้างคนดี มีคุณธรรม ที่สร้างสรรค์สังคม สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่แต่ละคนรัก ชอบ และใฝ่ฝัน และท้ายที่สุดร่วมกันสร้างให้เกิดเครือข่ายโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย”


บันทึกการเรียนรู้และความเห็นของศึกษานิเทศก์ แกนนำจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆทั่วประเทศ จากการที่ผู้เขียนได้บรรยายและจัดกิจกรรมข้างล่างนี้ ชี้ให้เห็นสิ่งที่ศึกษานิเทศก์ได้รับ และมุ่งมั่นนำไปใช้ประโยชน์ ขยายผลสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย
บันทึกการเรียนรู้ “การสร้างแรงบันดาลใจ สู่การสร้างเครือข่ายโรงเรียนแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมวิจัย” ของศึกษานิเทศก์แกนนำใน โครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย สพฐ.

 

 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 102    หน้าที่ : 42    จำนวนคนเข้าชม : 919   คน