เมนู



ฉบับพิเศษ

กุมภาพันธ์  2557




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

1656705

รายละเอียด

คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (41)
: ข้อเสนอถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดำเนินการปฏิรูปคน ปฏิรูปประเทศไทย เสนอทางออกการปฏิรูปการศึกษา เตรียมความพร้อมคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

ปราโมทย์ ธรรมรัตน์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ifrpmt@yahoo.com; www.facebook.com/toryod

อ่านบทความย้อนหลังได้ที่http://rescom.trf.or.th

“เสนอให้รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิรูปคนไทย และปฏิรูปจัดการเรียนการสอน เพิ่มเติมเนื้อหาสาระการเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต ได้แก่ การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ การสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม อันเป็นทางออกในการปฏิรูปการศึกษา เพิ่มเติมปัจจัยนำเข้า (input) ที่สำคัญต่อการ “สร้างชีวิตคนไทย สร้างชีวิตนักเรียน สู่ความสำเร็จ” เน้นการโปรแกรมสมองปลูกฝังความดี การสร้างแรงบันดาลใจ การวางแผนชีวิต การวางแผนการเงิน การตั้งเป้าหมายชีวิต และปฏิบัติตนสู่ความสำเร็จแก่ ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้นำชุมชนท้องถิ่น และประชาชนผ่านสื่อสารมวลชน โดยจัดทำโครงการขนาดใหญ่ (mega project) เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน”
 
ผู้เขียน ขอเสนอให้รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอธิบดี ผู้บริหารองค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน ผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆที่มีบรรษัทบริบาล (CSR) ตลอดจนผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการศึกษา การพัฒนาคน และสังคม พิจารณาเตรียมความพร้อมคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน ดังนี้

1. เสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบาย/ยุทธศาสตร์/โครงการ “ปฏิรูปคน ปฏิรูปประเทศไทย” เป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้าน (mega-project) ทำการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาชีวิตคนไทยทั้งระบบ สร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทย เตรียมความพร้อมคนไทยทั้งประเทศรองรับประชาคมอาเซียน โดยจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกันทั้งประเทศ สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ผ่านสื่อสารมวลชน และจัดกิจกรรมสาธารณะ ให้คนไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิด จุดพลังชีวิตคนไทย ให้คนไทยเกิดพลังใจ รวมพลังคนไทยทั้งประเทศ ร่วมกันพัฒนาชีวิตตนเอง พัฒนาครอบครัว ชุมชนและสังคมสู่ความสำเร็จ สร้างสังคมไทยที่สงบสุข ร่มเย็น

(ดูวิธีดำเนินการในประชาคมวิจัย สกว ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2522; http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=1843)

2. เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินนโยบาย/ยุทธศาสตร์/โครงการ “พัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ” เป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้าน (mega-project) ทำการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาชีวิต ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ สร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา เตรียมความพร้อมเยาวชนไทยรองรับประชาคมอาเซียน เดินหน้านโยบายปฏิรูปการศึกษา (ดูข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2337) โดยนำหลักสูตร/รายวิชา การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ (http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2366 ; http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2456) และรูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม สร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ในโครงการ นักธุรกิจน้อยมีคุณธรรมนำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ.) เข้าสู่การจัดการเรียนการสอน ในหลักสูตรการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ดำเนินการในโรงเรียนตัวอย่าง สถานศึกษาตัวอย่าง ทุกอำเภอทั่วประเทศ สร้างอนาคตประเทศไทยที่ใฝ่ฝัน ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดูวิธีการสอนที่สามารถสร้างคนดี คนเก่ง มีความสุข ประสบความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งเป็นหัวใจของนวัตกรรมการจัดการศึกษา ที่เสนอนี้ (key success factor) ได้ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2398; http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2424)
 
3. เสนอให้ สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) นำร่องสร้างความสำเร็จในการปฏิรูปครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษาของ สพฐ. โดยมอบหมายให้ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นที่ปรึกษา จัดทำ/ยกระดับขนาดโครงการ “โครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” สพฐ. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการ โดยให้เป็นโครงการเรือธง (flag ship) เพื่อนำร่องสร้างตัวอย่างความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาไทย ขนาดโครงการในระดับเดียวกับ “โครงการหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” (งบประมาณราว 200 ล้านบาท) (ดูเพิ่มเติมทีhttp://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=1182)

4. เสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาทบทวน “ยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์องค์ความรู้เชิงพาณิชย์” อันจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยีของไทย ที่ได้เคยนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2548 สมัยรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ความเห็น ต่อมาเรื่องได้เงียบหายไป หลังมีเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

โดยแนวทางของยุทธศาสตร์นี้ เน้นการบริหารจัดการนำองค์ความรู้ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรต่างประเทศ ที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งไม่คุ้มครองในประเทศไทย (freedom to operate) สามารถก็อปปี้มาใช้ประโยชน์ได้โดยตรงโดยไม่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และยังสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีของไทยเราเอง (Copy and Development ; C&D) เพื่อทำให้เกิดการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีของไทย (http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=283) เช่นเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี จีน เคยทำและประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศมาแล้ว จึงสมควรนำยุทธศาสตร์ที่เคยเสนอนี้มาพัฒนาปรับปรุง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ เพื่อเตรียมความพร้อมทางเทคโนโลยีของไทยรองรับประชาคมอาเซียน

“ใคร่ขอวิงวอน ขอความร่วมมือทุกท่าน หากท่านได้อ่าน และได้พิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่า ข้อเสนอเหล่านี้ มีความสำคัญต่ออนาคตประเทศไทย เป็นประโยชน์ต่อคนไทย ต่อประเทศไทย สมควรที่รัฐบาลควรพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นนโยบายสำคัญ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ขอความกรุณาทุกท่านช่วยกันผลักดัน เผยแพร่ ส่งต่อ ให้เพื่อนๆ ให้ผู้ที่ท่านรู้จัก สัก 5-10 คน ให้สื่อมวลชน ให้นำเสนอรัฐบาล เสนอรัฐมนตรี และเสนอผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทยที่ใฝ่ฝัน สร้างอนาคตคนไทย สร้างอนาคตเยาวชนไทย สร้างอนาคตประเทศไทย”
 
ขอท่านสละเวลาสั้นๆ เผยแพร่ ส่งต่อ นำเสนอ ทำข่าว เผยแพร่ต่อสาธารณะชน วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ ให้เกิดการรวมพลังคนไทย ผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาชีวิตคนไทย สู่ความสำเร็จอย่างจริงจังระดับรัฐบาล ปลูกฝังกระบวนการสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ เข้าไปในระบบการศึกษาของไทย แล้วท่านจะภาคภูมิใจ ว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมในผลักดันการสร้างอนาคตคนไทย

ทางออกในการปฏิรูปคน ปฏิรูปการศึกษา แก้ปัญหาคน ปัญหาสังคม ที่ต้นตอของปัญหา และเตรียมความพร้อมคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน ที่ได้เสนอข้างต้นนี้ มีความสำคัญ เหตุผล ความเป็นมาดังนี้
1. ความมุ่งหมายและหลักการ (หัวใจ/แก่น) ของการจัดการศึกษา
พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ได้กำหนด “ความมุ่งหมายและหลักการ” การจัดการการศึกษา ในข้อที่ 1 ไว้ดังนี้
“การจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) มียุทธศาสตร์ ในข้อที่ 5.2 ดังนี้
5.2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับ
5.2.2 การพัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง มุ่งพัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัย สอดแทรกการพัฒนาคนด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างวัฒนธรรมการเกื้อกูล พัฒนาทักษะให้คนมีการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต ต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมที่เกิดจากการฝึกฝนเป็นความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังการพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น และจิตใจที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย พัฒนาคนด้วยการเรียนรู้ในศาสตร์วิทยาการให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย สอดคล้องแนวโน้มการจ้างงานและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สร้างจิตสำนึกให้คนไทยมีความรับผิดชอบต่อสังคม เคารพกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน สร้างค่านิยมการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เรียนรู้การรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ.
2. ทำไมไทยเราไม่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษา ทำไมสังคมโลกจึงไม่สงบ มีการรบราฆ่าฟัน
พฤศณัย มหัคฆพงศ์และสมคิด ลวางกูร ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ไอ้แป๊ก” (I Pag) หน้าที่ 169 มีข้อความที่น่าสนใจ ให้เราฉุกคิดถึงการจัดการศึกษา ว่าเราเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่ ดังนี้
“ทำไมเด็กไทย… ถึงเรียนเก่ง … แต่ไม่ประสบความสำเร็จ… ในการสร้างชีวิต ?
เพราะ… เราสอนเด็กผิด…
เรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตเรา… มี 2 เรื่อง… คือ…
1. การวางแผนชีวิต …
2. การวางแผนการเงิน …
ทั้ง 2 เรื่องนี้… เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต…
- แต่เด็ก… ไม่เคยรู้เลย

-
ขนาดเด็กเรียนเก่งๆ หัวดีๆ ขยัน ฉลาด จำนวนมาก ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ดีเท่าที่ควร เพราะการจัดการศึกษาไม่ได้สอนเขา ในเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้ สอนง่าย เข้าใจง่าย ง่ายยิ่งกว่าวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หลายเท่า ทำไมเราไม่เอาทักษะชีวิตเหล่านี้มาสอนเด็ก โดยอย่างน้อยๆ ต้องเป็นหนึ่งรายวิชา ที่มีเนื้อหาวิชา และชั่วโมงเรียนที่ชัดเจนมากพอ จึงจะสร้างคนเก่ง คนดี มีความสุข สร้างสรรค์สังคมได้

การจัดการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาเอกในประเทศไทย และแทบทุกประเทศทั่วโลก นักเรียน นักศึกษา แทบไม่ได้รู้จักการวางแผนชีวิต และการวางแผนการเงินเลย ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต เรื่องเหล่านี้กลับไปอยู่ในการอบรมระดับมืออาชีพ นอกวงการศึกษา ทั้งระดับโลกและระดับประเทศ และใช้ทำการอบรมพัฒนาบุคลากรของบริษัทใหญ่ๆ หรืออบรมผู้บริหารระดับสูง เนื้อหาการอบรมทั้งง่ายและสนุก ทำให้เกิดพลัง เกิดความหวัง แล้วทำไมเราไม่นำสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตเหล่านี้ เข้ามาสอนนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน ในสถานศึกษา

 

3. วิเคราะห์ระบบการศึกษาของไทยปัจจุบัน ชี้ให้เห็นทางออกในการปฏิรูปการศึกษา
ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการจัดการเรียนการสอน แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มสาระ ประกอบด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

ดูจากภาพ เมื่อปัจจัยนำเข้า (INPUT) ซึ่งก็คือเนื้อหาความรู้ ที่นักเรียนอยู่ทุกวัน เป็นความรู้ใน 8 กลุ่มสาระ ผลลัพธ์ (OUTPUT) ที่ได้ เราจะได้อะไร เราก็จะได้ นักเรียนที่มีความรู้ตามเนื้อหาใน 8 กลุ่มสาระนี้เท่านั้น กล่าวคือ คุณภาพนักเรียนที่ได้ก็คือ นักเรียนที่มีความรู้ใน 8 กลุ่มสาระ สรุปง่ายๆ ก็คือ หลักสูตรการศึกษาปัจจุบัน นักเรียนได้แต่ความรู้ (จากการท่องจำ) และสติปัญญา (จากการฝึกสมอง) เป็นหลัก

แถมการสอบ การวัดผลทางศึกษาของไทยและทั่วโลก ยังใช้วิธีการทดสอบแบบเดิมๆ ที่เน้นความจำ กับความเข้าใจเป็นหลัก โดยห้ามนักเรียนเปิดหนังสือ ห้ามนักเรียนใช้เครื่องมือสื่อสารขณะเข้าสอบ ทั้งๆ ที่ชีวิตจริง ไม่จำเป็นต้องจำทุกอย่างให้รกสมอง ยิ่งจำข้อมูลขยะเยอะ สมองก็จะประมวลผลติดขัด ทำให้เด็กคิดไม่เป็น เหมือนคอมพิวเตอร์ มีไฟล์ขยะเยอะ ก็ประมวลผลช้า ชีวิตจริงอยากรู้อะไร ก็ไปค้นจากห้องสมุดหรือค้นทางอินเทอร์เน็ต เดี๋ยวเดียวก็ได้ข้อมูลทันสมัยกว่าที่เราเสียเวลานั่งท่องจำอีกมากมาย

กติกาการสอบก็มีมาตั้งแต่โบราณ ไม่ได้พัฒนาไปมากนัก คือให้นั่งทำคนเดียวห้ามเปิดหนังสือ ห้ามสื่อสาร ห้ามถามใคร ทั้งๆที่ชีวิตจริง คนที่ประสบความสำเร็จสูงๆ คือคนที่รู้ว่าจะไปหาข้อมูล หาความรู้ที่เราต้องการได้ที่ไหน จะเลือกข้อมูลอะไรมาใช้ รู้ว่าจะไปถามใคร จะหาผู้รู้ไหนมาช่วยแก้ปัญหาให้เรา จะหาใครมาทำงานให้เรา ผู้เขียนเชื่อว่าการสอบและการวัดผล แบบอนุญาตให้เปิดหนังสือ อนุญาตให้ใช้เครื่องมือสื่อสาร ใช้อินเทอร์เน็ตได้ ที่เน้นทดสอบความสามารถในการค้นหาความรู้ การเข้าถึงความรู้ที่ต้องการ และการนำความรู้ออกมาใช้ให้เกิดผลผลิต น่าจะเป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาของโลกในอนาคต เมื่อรัฐบาลตัดสินใจลงมือพัฒนาคนกันจริงๆ การสอบ การวัดผล การทดสอบทางการศึกษา และวิธีการเอนทรานซ์ ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ เน้นคุณลักษณะการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เน้นที่พฤติกรรมของผู้เรียน และเน้นที่ระดับความสามารถของผู้เรียน และที่ความสำเร็จของชิ้นงานที่ได้มอบหมาย เป็นต้น

เมื่อปัจจัยนำเข้า ที่เราสอนนักเรียนวันละหลายๆชั่วโมง ส่งผลให้เกิดความรู้และสติปัญญาเป็นหลัก แล้วเราจะคาดหวังให้นักเรียน เป็นคนดี เป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ได้อย่างไร

ดังจะเห็นได้ว่า ผลที่ออกมาก ก็คือ นักเรียนจำนวนมาก “รู้ว่าอะไรดี รู้ว่าอะไรไม่ดี แต่ไม่ทำ” เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีพลังใจ ใจไม่เข้มแข็งเพียงพอ ที่จะต่อต้านกับสิ่งยั่วยุ จึงมีโอกาสเกิดความผิดพลาดชีวิตได้ง่าย

สังคมไทย จึงมีปัญหาคุณภาพคน เกิดปัญหาคน ปัญหาสังคม หลายๆประการ จนหลายๆรัฐบาลต้องพยายามปฏิรูปการศึกษา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
และมีแนวโน้มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพคน คุณภาพการศึกษากับประเทศต่างๆ เมื่อมีการจัดอันดับระหว่างประเทศ และปัญหาคน ปัญหาสังคม จะยิ่งแย่ขึ้นไปอีก หากรัฐบาลไม่ลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

ข้อเสนอถึงรัฐบาลข้างต้นนี้ จึงเป็นทางออก ในการแก้ปัญหาคน ปัญหาสังคม ที่ต้นตอของปัญหา ไม่ต้องตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กติดเกมส์ แก้อย่างไร ก็แก้ไม่ตก ทุ่มงบประมาณลงไปเท่าไรก็แก้ไม่ตก หากไม่มาแก้ที่คน ที่เป็นต้นตอของปัญหา นำเงินงบประมาณที่จะให้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาใช้ปฏิรูปคน แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จะเกิดผลยั่งยืน และคุ้มค่ายิ่งกว่ามากมาย ผู้คนที่ได้พัฒนาแล้วมีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต จะกลับมาสร้างชาติ สร้างประเทศ เกิดผลคุ้มค่า เป็นทวีคูณ

รัฐบาล รัฐมนตรี องค์กร หน่วยงานการศึกษา ก็ได้ผลงานชิ้นโบว์แดง ผลงานที่เป็นของจริง ยั่งยืน ได้ใจประชาชน
ได้รับการยอมรับ ได้รับความนิยม ได้รับความชื่นชมจากประชาชน ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชน เศรษฐกิจของประเทศก็ดียิ่งขึ้น ประเทศไทยมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง
4. สาเหตุของความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาไทย
การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา เราเน้นคุณภาพครู คุณภาพโรงเรียน กระบวนการเรียนการสอน กระบวนการบริหารจัดการศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ยากที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จได้ หากเราไม่เปลี่ยน/เพิ่มเติมปัจจัยนำเข้า (input) ด้านทักษะชีวิต

เราไม่ได้สอนทักษะชีวิต ไม่ได้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ชีวิตจริง ไม่ได้สอนให้นักเรียนได้รู้จักการวางแผนชีวิต การวางแผนการเงิน ไม่มีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมความดี ที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียน ไม่ได้สร้างนิสัย หรือสร้างคุณลักษณะแห่งความสำเร็จให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน เพราะมัวแต่ไปสอนเนื้อหาความรู้ (มากเกินไป หลายเรื่องๆไม่จำเป็นสำหรับชีวิต ไม่จำเป็นต้องรู้ เมื่อต้องการใช้ก็สามารถค้นอินเทอร์เน็ต ก็ได้ความรู้ที่ต้องการแล้ว) ไม่ได้สอนให้รู้จักพัฒนาชีวิตตนเองสู่ความสำเร็จ แล้วเราจะสร้างคนไทย ให้มีคุณภาพได้อย่างไร เมื่อชีวิตการเรียน กับชีวิตจริง ต่างกันเป็นคนละโลกกัน
5. ทางออกในการปฏิรูปการศึกษา คือ การสอนทักษะชีวิต
ให้นักเรียนได้ผ่านกระบวนการพัฒนาชีวิตที่เป็นระบบ มีเนื้อหาสาระและขั้นตอนชัดเจน และมีความเข้มแข็งยิ่งกว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนปัจจุบัน
ดังนั้น ทางออกสำคัญ ในการปฏิรูปการศึกษา ก็คือ การเปลี่ยน (หรือเพิ่มเติม) ปัจจัยนำเข้า (input) เราต้องการสร้างนักเรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เราก็ต้องปรับปรุงเนื้อหาการจัดการเรียนการสอน มาเป็นการเรียนการสอนที่เน้นการสร้างคนดี เน้นการปลูกฝังความคิด สร้างความเชื่อ ทำให้เกิดพฤติกรรม และลักษณะนิสัยที่ดี สร้างคุณลักษณะแห่งความสำเร็จของคนดีที่สร้างสรรค์สังคมให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน

เราจึงต้องปรับปรุง เพิ่มเติม ให้มีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเ น้น การโปรแกรมสมองปลูกฝังความดี สร้างคุณลักษณะแห่งความสำเร็จของคนดีที่สร้างสรรค์สังคมให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน สอนทักษะชีวิตที่สำคัญๆ โดยเฉพาะการวางแผนชีวิต การวางแผนการเงิน สอนให้ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครู และนักเรียน ได้พัฒนาชีวิตตนเองสู่ความสำเร็จ โดยต้องจัดเนื้อหาและเวลาเรียนมากพอกับความสำคัญของมัน เมื่อสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญ ต่อความสำเร็จในชีวิตอนาคตของนักเรียน เราก็ต้องจัดเวลาเรียนให้มากพอ

สุภาษิตกล่าวว่า “ไม่อ่อนดัดง่าย ไม่แก่ดัดยาก” ถ้าเราได้สอนสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน จะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตอนาคตของนักเรียนมากมายมหาศาล สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้ชีวิตผิดพลาด เพราะไม่รู้จักวางแผนชีวิต ใช้ชีวิตไปวันวัน ไม่มีเป้าหมายชีวิต ไม่รู้จักวางแผนการเงิน ใช้เงินไม่เป็น ทำให้ยากจน คนกว่าครึ่งประเทศมีหนี้สิน เกิดปัญหาคน และปัญหาสังคมต่างๆนานา ที่ยากจะแก้ไข หากไม่ทำการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา คือ แก้ที่คน แก้ที่ความคิดคน แก้ที่พฤติกรรมคน แก้ที่นิสัยคนไทย ซึ่งทางออกในการสร้างคนดี สร้างนิสัยที่ดี ก็คือ การโปรแกรมสมองปลูกฝังความดี ทำให้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม สร้างนิสัย และค่านิยมที่ดี โดยจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนพูดกับตนเองทุกวัน จนตนเองคิด เชื่อ และปฏิบัติตน ตามความเชื่อนั้น จนกลายเป็นนิสัย เกิดคุณลักษณะแห่งความสำเร็จขึ้นในตน
6. ข้อเสนอแนะ สำหรับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ระยะสั้น 1. เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาประกาศให้หลักสูตรรายวิชา การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ และรูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นหลักสูตร รายวิชาเพิ่มเติม ที่ สพฐ. แนะนำ สนับสนุน ส่งเสริม ให้โรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ นำไปใช้จัดการเรียนการสอน เป็นรายวิชาเพิ่มเติม ตลอดจนใช้เสริมในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และใช้สอนสอดแทรกในวิชาต่างๆ ทำให้ผู้เรียนเกิดพลังใจ มุ่งมั่นตั้งใจเรียนวิชานั้นๆ ตามเป้าหมายการเรียน ที่ได้ตั้งไว้

2. เสนอให้จัดทำ/ยกระดับขนาดโครงการ “นักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการ โดยให้เป็นโครงการเรือธง (flag ship) เพื่อนำร่องสร้างตัวอย่างความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาไทย อนึ่งรูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อย ฯ นี้ได้ผ่านการวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาแก่ สพฐ. เป็นรูปแบบการสร้างคนที่ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จทั่วโลก และได้ “จัดการความรู้ระดับมหภาค จัดการสามสุดยอดความรู้โลก เข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน” (ดู http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2151)

ระยะยาว เสนอให้ทำการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดกลุ่มสาระใหม่ อาจตั้งชื่อว่า กลุ่มสาระ พัฒนาชีวิต อาชีพ และเทคโนโลยี โดยอาจปรับปรุง เปลี่ยนแปลงมาจาก กลุ่มสาระ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (โดยเสริมด้วยเนื้อหาและบุคลากรบางส่วนจาก กลุ่มสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, กิจกรรมแนะแนว และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) โดยเพิ่มเติมเนื้อหาสาระของวิชาการพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ และจัดการเรียนการสอนตาม รูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการวิจัย “รูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม สร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ภายใต้โครงการ “นักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้เขียนเป็นหัวหน้าโครงการ

ได้พบว่า การจัดการเรียนการสอนที่จะสร้างนักธุรกิจน้อย สร้างผู้นำ สร้างนักเรียนให้เป็นคนดี ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างสรรค์สังคม ประกอบด้วย

1. กระบวนการพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จในชีวิต
ให้ผู้เรียนได้วางแผนชีวิต และได้ลงมือพัฒนาตนเอง บริหารจัดการตนเอง สู่ความสำเร็จในชีวิต ตามที่ตนเองชอบ ตนเองใฝ่ฝัน มีแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายชีวิต ด้านการเรียน ด้านสุขภาพการและใจ ด้านครอบครัว ด้านสังคม ด้านการงานและอาชีพเป้าหมาย มีการโปรแกรมสมองปลูกฝังความดี เป็นประจำสม่ำเสมอ สร้างคุณลักษณะแห่งความสำเร็จ 18 ประการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน (ดู http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2366)
 
ผู้เขียน ขณะเป็นผู้ประสานงานหน่วยสร้างสำนึกและพัฒนาประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 1 (ชื่อในขณะนั้น) ดำเนินการต่อเนื่องนานกว่า 6 ปี ทำการถอดกระบวนการสร้างคนสู่ความสำเร็จเหล่านี้ จัดทำออกมาเป็นหลักสูตรรายวิชา การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ และเขตพื้นที่ศึกษาพิษณุโลกเขต1 ได้ประกาศใช้ โดยได้ทดลองใช้ในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนจำนวน 36 โรงเรียน ครูนักเรียนประมาณร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน ปรากฏว่าได้ผลดี ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ที่พร้อมนำมาขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆแล้ว

กระบวนการพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ ที่ได้ถอดบทเรียนบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกมาจัดทำเป็นหลักสูตรรายวิชานี้ มีจุดเด่นที่สามารถขยายผลการจัดการเรียนการสอน ไปยังโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศได้ง่าย รวดเร็ว ได้ผลดี โดยใช้สื่อเป็นครู เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนไม่จำเป็นต้องเก่ง ไม่จำเป็นต้องให้เวลาในการพัฒนาครูที่ยุ่งยาก ครูสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็กจากสื่อที่ได้คัดเลือกไว้พร้อมแล้ว จึงมีศักยภาพสูงในการขยายผล ทำการปฏิรูปคน ปฏิรูปการศึกษา ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว

จากการดำเนินงานในโรงเรียนนำร่องที่ผ่านมา ใช้เวลาอบรมครูเพียงหนึ่งวัน ให้ครูเข้าใจหลักการ แก่นของรายวิชา สาธิตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมให้คู่มือครู และสื่อต่างๆที่ได้เตรียมไว้ มอบให้ครูนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ปรากฏว่าครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนการสอนให้ประสบความสำเร็จ ทำให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงความคิด เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเป็นคนดี มีคุณธรรมได้ สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาโลกแตกที่ว่า จะสอนยังไงให้นักเรียนเป็นคนดีได้

2. กระบวนการสร้างนักธุรกิจน้อยให้มีความสามารถในการบริหารจัดการผู้อื่น และการบริหารธุรกิจ

เป็นกระบวนการพัฒนาความสามารถในการบริหารจัดการผู้อื่น การเป็นผู้นำ รู้จักบริหารผู้อื่น พัฒนามนุษย์สัมพันธ์ เรียนรู้ธุรกิจ สร้างประสบการณ์ทางธุรกิจ ค้าขายเป็น รู้เข้าใจหลักการบริหารธุรกิจ

เมื่อได้ใจครู ได้ใจนักเรียน นักเรียนมีแรงบันดาลใจ มีความมุ่งมั่น เป็นคนดี ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และลงมือปฏิบัติตนตามแผนชีวิตตนเองแล้ว ก็ให้ความรู้ทักษะทางธุรกิจ สร้างประสบการณ์ในการบริหารจัดการ และประสบการณ์ทางธุรกิจ โดยหัดผลิตผลิตภัณฑ์ หัดพัฒนาผลิตภัณฑ์ หัดค้าขาย จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ได้ประสบการณ์ทางธุรกิจและสร้างรายได้ระหว่างเรียน (ดู http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2456)

3. พัฒนาขีดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ สร้างทรัพย์สินทางปัญญา ต่อยอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ฝึกให้ครู นักเรียนได้เรียนรู้ รู้จักกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เทคนิคการคิดต่อยอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ สู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้แก่ การจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ และบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาสู่การใช้ประโยชน์ ในการเตรียมความพร้อมสำหรับจัดการศึกษายกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของเยาวชน หน่วยสร้างสำนึกและพัฒนาประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตรเพื่อการวิจัยและพัฒนา
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกับโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก และเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ได้จัดทำหลักสูตร การสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและโครงการต่อยอดสิทธิบัตรระดับโรงเรียน ที่ได้ทดลองจัดการเรียนการสอน และจัดประกวดโครงงานต่อยอดสิทธิบัตรติดต่อกัน 4 ปี โดยดำเนินการในโรงเรียนกว่า 24 โรงเรียน นักเรียนกว่า 1,200 คน ได้ผลมาแล้ว และได้บรรจุไว้ในหลักสูตรศึกษานิเทศก์ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ระดับช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมปลาย) พร้อมนำมาใช้ขยายผล พัฒนาขีดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และสร้างทรัพย์สินทางปัญญาไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ (ดู http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2031;
http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=283; http://www.gotoknow.org/blogs/posts/131918)
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 101    หน้าที่ : 36    จำนวนคนเข้าชม : 523   คน