เมนู



ฉบับพิเศษ

กุมภาพันธ์  2557




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

1593452

รายละเอียด

อารมณ์กับจริยศาสตร์
ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
natyabhava@yahoo.com


จุดเริ่มต้นของโครงการ “อารมณ์กับจริยศาสตร์” มาจากการทบทวนองค์ความรู้ทางด้านปรัชญาและจริยศาสตร์โดยรวมทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยแล้วก็พบว่า มิติทางอารมณ์นั้น มีนัยสำคัญต่อการศึกษา ส่งเสริมและการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าด้านการใช้เหตุผล แต่ก็มักจะถูกละเลยไป เพราะวิชาการส่วนใหญ่มีทัศนคติเป็นลบต่อคุณค่าของอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

ในอดีต มีการแบ่งองค์ประกอบด้านจิตใจของมนุษย์เป็น 2 ประการคือ เหตุผล (reason) กับอารมณ์ (emotions) ในปรัชญากรีกโบราณ เพลโตระบุให้ “ความมีเหตุผล” (rationality) เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และอยู่เหนือภาคน้ำใจและภาคอารมณ์ ในความคิดของชาวกรีกโบราณ เหตุผลเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ และแสดงถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ส่วนอารมณ์ความรู้สึกเป็นด้านที่แสดงถึงความอ่อนด้อย ความไม่สมบูรณ์แห่งมนุษยภาวะ ขัดแย้งและคุกคามต่อจริยธรรมและความเป็นเหตุเป็นผล ปรัชญาจึงเป็นเสมือนเครื่องมือบำบัดอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายและไปทำลายมิติของความเป็นเหตุเป็นผล ท่าทีของเพลโตมีอิทธิพลต่อกระบวนวิธีคิดทางปรัชญาตลอดช่วง 20 ศตวรรษที่ผ่านมา
 
ปัจจุบัน การแยกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบหนึ่งต่างหากจากองค์ประกอบด้านเหตุผล และมองว่าองค์ประกอบทั้งสองมีลักษณะตรงกันข้ามกันดังที่ปรากฏในความคิดของนักปรัชญาสมัยโบราณนั้น ไม่ได้รับการยอมรับและถูกตั้งข้อสงสัยโดยนักปรัชญารุ่นใหม่ ที่เริ่มตระหนักเห็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ โดยในระยะหลัง ๆ ได้มีความพยายามที่จะมองอารมณ์ในแง่ที่ไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกับเหตุผล แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของเหตุผล ผลงานของนักคิดที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้แยกขั้วระหว่างอารมณ์กับเหตุผล อย่างเช่น เดส์การ์ต ถูกนำมาศึกษาตีความใหม่เพื่อศึกษาหาปฏิสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเหตุผลกับอารมณ์ ผลงานที่เป็นรู้จักกันดีในประเด็นเหล่านี้ ได้แก่ หนังสือ Upheavals of Thought : The Intelligence of Emotions ของ Martha C. Nussbaum (2001) บทความ “Explaining Emotions” ของ Amelie O. Rorty (1980) ส่วนผลงานที่นำเสนอข้อถกเถียงเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์จากมุมมองปรัชญาตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ ได้แก่ บทความ “Some Note on Emotion : East and West.” ของ Robert C. Solomon (1995) เป็นต้น

กล่าวได้ว่า สำหรับแง่มุมทางด้านชีวิตจิตใจ (mental life) ของเรานั้น “อารมณ์” (emotions) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพและความหมายแห่งการดำรงอยู่ของเรา เพราะอารมณ์เป็นพื้นฐานในการพิจารณาว่า ชีวิตของเรามีค่าควรแก่การดำรงอยู่หรือไม่อย่างไร หรือบางครั้งก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตจนปรารถนาจะให้ชีวิตจบลงก็เป็นได้ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคคลาสสิก เช่น เพลโต อริสโตเติล สปิโนซา เดส์การ์ตส์ ฮ็อบส์ ฮูม ต่างก็ให้ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ถือว่า อารมณ์เป็นเครื่องมือตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและกระตุ้นให้แสดงแบบพฤติกรรมบางอย่าง แต่นักปรัชญาและนักจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20 เป็นจำนวนมากละเลยการศึกษาเรื่องอารมณ์ของมนุษย์ไปเสีย และเพิ่งจะหันมาสนใจศึกษาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกกันเมื่อไปไม่นานมานี้เอง

อารมณ์ความรู้สึกได้แสดงบทบาทต่อการกำหนดคุณภาพชีวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อารมณ์ความรู้สึกช่วยให้มนุษย์กำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต เล่นบทบาทสำคัญในชีวิตทางสังคม ศาสนาเชื่อว่า อารมณ์ความรู้สึกนั้นจะป้องกันตัวเราจากการทุ่มตัวเองให้ตกไปเป็นทาสของความเป็นเหตุเป็นผลแบบแคบ ๆ ในแง่การให้การศึกษาอบรมทางด้านจริยธรรม (moral education) และชีวิตในเชิงจริยธรรม (moral life) อารมณ์ความรู้สึกมีบทบาทสำคัญอย่างมาก กระนั้น ประเด็นทางอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในแง่ที่สัมพันธ์กับมิติทางจริยธรรมนั้น ก็ยังไม่ได้มีการนำมาเป็นประเด็นศึกษาเชิงวิชาการด้านปรัชญามากนัก แม้จะมีการศึกษาแนวความคิดทางจริยศาสตร์ทั้งในแง่มุมของนักปรัชญาและจริยศาสตร์ศาสนา แต่ทั้งหมดนั้นก็มักจะเน้นไปที่การหาคำตอบในเชิงบรรทัดฐานเพื่อใช้เป็นกรอบในการพิจารณาตัดสินว่าการกระทำชนิดใดเป็นสิ่งที่ควร โดยไม่ได้มีความสนใจมากพอที่จะศึกษามิติทางอารมณ์ความรู้สึก ในฐานะแหล่งต้นธารหรือรากฐานของสำนึกและวิถีชีวิตทางจริยธรรมของมนุษย์
 
งานวิจัยนี้จึงมุ่งพิจารณาอารมณ์ความรู้สึก (emotions, feeling) ของมนุษย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในมิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ชีวิตทางจริยธรรมและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ความรู้สึกในฐานะองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการให้การศึกษาทางจริยธรรมการขัดเกลาทางจริยธรรม อันปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งตะวันตกและตะวันออก การศึกษานี้มุ่งพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ทั้งในแง่ทฤษฎีและบริบททางความคิดที่ปรากฏในวรรณกรรมที่นำมาศึกษา ซึ่งการตรวจสอบวาทกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่ได้รับอิทธิพลจากทางศาสนา ปรัชญา อย่างลึกซึ้งและพินิจพิเคราะห์ จะช่วยให้มองเห็นมิติทางอารมณ์ของมนุษย์ที่กล่าวถึงในวัฒนธรรมต่าง ๆ มองเห็นวิธีการที่ทำความเข้าใจมนุษย์ในมิติทางด้านจิตใจซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรมความคิด ความหลากหลายทางการศึกษาและวิธีคิดเหล่านั้นย่อมจะช่วยให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมที่เราไม่คุ้นเคยและมีอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างจากเราในบางมิติ เปิดโอกาสให้เรามองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และโอกาสที่เราจะสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์

นักวิจัยที่ร่วมในโครงการนี้มีทั้งหมด 7 ท่าน โดยทำการศึกษาวิจัยจากสาขาที่แต่ละคนเชี่ยวชาญ โครงการนี้จึงประกอบด้วยบทความวิจัย 7 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

1. ดร.สุภัควดี อมาตยกุล (นักวิจัย) จากภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่อง “Générosité:การควบคุมอารมณ์กับการเอาชนะชะตากรรมในจริยศาสตร์ของเดส์การ์ต” ทั้งนี้เนื่องจากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ศึกษางานของเดส์การ์ตมักไม่ให้ความสำคัญต่อมิติทางศีลธรรมในความคิดของเขา บทความวิจัยนี้จึงมุ่งวิเคราะห์มโนทัศน์ที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเข้าใจแนวคิดทางศีลธรรมของเดส์การ์ต อันมีรากฐานอยู่บนทฤษฎีเกี่ยวกับอารมณ์ของเขา ได้แก่ คุณธรรม générosité ที่เดส์การ์ตเสนอมาเพื่อใช้ควบคุมอารมณ์และความปรารถนาของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์บรรลุความสุขขั้นสูงสุดที่อยู่เหนือความไม่แน่นอนของชะตากรรม เรื่องนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นข้อจำกัดของ “วิทยาศาสตร์แผนใหม่” แล้ว ยังแสดงให้เห็นความซับซ้อนของจริยศาสตร์ในปรัชญาสมัยใหม่ตอนต้นอีกด้วย

2. ผศ.ดร.ปกรณ์ สิงห์สุริยา (นักวิจัย) จากภาควิชามนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาเรื่อง “บทบาทเชิงบรรทัดฐานของความรักในทัศนะของปอล ริเกอร์” (Normative Role of Love in Paul Ricoeur’s View) เป็นการศึกษาทัศนะของ ปอล ริเกอร์ เกี่ยวกับบทบาททางจริยศาสตร์ของความรัก โดยอาศัยการวิเคราะห์งานเขียนเรื่อง Love and Justice (1996) เป็นพื้นฐาน รวมถึงศึกษางานเขียนอื่นๆ ของริเกอร์ที่เกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์ เช่น Oneself as Another (1992) และ The Just (2000)
 
3. รศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ (นักวิจัย) ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่อง “รอยยิ้มและน้ำตาของขงจื่อ: ความยินดีและความโศกเศร้าในชีวิตทางจริยธรรม” (The Smiles and Tears of Confucius: Joy and Sorrow in an Ethical Life) ว่าด้วยการวิเคราะห์ความหมายทางจริยธรรมของความยินดีและความโศกเศร้าในแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ดีของขงจื่อ โดยมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการคือ (1) วิเคราะห์สภาวการณ์แห่งความยินดี ได้แก่ มิตรภาพ อารมณ์ขัน และความสอดคล้องกลมเกลียว (เหอ) ทั้งสามสภาวการณ์นี้แสดงคุณภาพทางสุนทรีย์-จริยธรรมในชีวิตของมนุษย์ เป็น “พื้นที่” และ “โอกาส” ที่มนุษยธรรม (เหริน) จะแสดงออกถึงด้านน่ารื่นรมย์ของชีวิต (2) วิเคราะห์สภาวการณ์แห่งความโศกเศร้า ได้แก่ การจากไปของเหยียนหุย ปั่วหนิว และขนบการไว้ทุกข์ ทั้งสามสภาวการณ์นี้แสดงออกซึ่ง หลี่-จริยธรรม ในชีวิตของมนุษย์ ซึ่งต้องพบกับการจากไปของผู้เป็นที่รักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้สึกโศกเศร้าและวิธีแสดงออกซึ่งความโศกเศร้าอันเหมาะสมพองามเป็นกาลเทศะที่มนุษยธรรม (เหริน) จะแสดงออกในช่วงขณะแห่งการสูญเสียของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลและในฐานะสมาชิกของสังคมเดียวกัน (3) ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า ความยินดีชื่นชมและความโศกเศร้าเป็นอารมณ์ที่ไม่ใช่เป็น “ปัญหาทางจริยธรรม” แต่เป็น “เนื้อหา” ของการกล่อมเกลาในชีวิตที่มีจริยธรรม นอกจากนี้ ก็จะแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสุนทรียธรรมและจริยธรรมในปรัชญาขงจื่อด้วย

4. อาจารย์ศริญญา อรุณขจรศักดิ์ (นักวิจัย) ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาเรื่อง “อารมณ์และคุณธรรมหลักทั้งสี่ในจริยศาสตร์เมิ่งจื่อ” (Emotions and Four Cardinal Virtues in Mencius) โดยมุ่งศึกษาอารมณ์ความรู้สึก ความอาทร ความละอาย ความคารวะนอบน้อม และความรู้สึกผิดชอบใน เมิ่งจื่อ จาก 2 แง่มุมคือ ประการแรก ศึกษาลักษณะของความอาทร ความละอาย ความคารวะนอบน้อม และความรู้สึกผิดชอบ ว่าทั้งสี่ประการนี้เป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร ประการที่สอง ศึกษาความสัมพันธ์ของอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวกับคุณธรรมหลักทั้งสี่ในจริยศาสตร์เมิ่งจื่อว่า อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาจริยธรรม และเป็นแก่นหรือเป็นแรงขับเคลื่อนของคุณธรรมเหริน อี้ หลี่ จื้อ อย่างไร โดยบทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ (1) ศึกษาอารมณ์ความรู้สึกอาทร ละอาย คารวะนอบน้อม และความรู้สึกผิดชอบในทัศนะของเมิ่งจื่อ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ของอารมณ์ความรู้สึกในข้อ 1 กับคุณธรรมหลักทั้งสี่ในจริยศาสตร์เมิ่งจื่อ
 
(5) อาจารย์ศากุน ภักดีคำ (นักวิจัย) ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาเรื่อง “หลี่ของสวินจื่อกับการเปลี่ยนรูปอารมณ์ตามธรรมชาติสู่อารมณ์ทางจริยธรรม” โดยมุ่งวิเคราะห์ทัศนะเรื่องอารมณ์ในปรัชญาของสวินจื่อ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) สวินจื่อมีทัศนะเกี่ยวกับอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งในแง่ของอารมณ์ตามธรรมชาติและอารมณ์ทางจริยธรรมอย่างไร (2) การปรับแปรอารมณ์ของมนุษย์จากอารมณ์ตามธรรมชาติไปสู่การเป็นอารมณ์ทางศีลธรรม โดยอาศัย หลี่ เป็นเครื่องมือในการขัดเกลา โดยหวังว่า การเข้าใจเรื่อง “อารมณ์กับจริยศาสตร์” ของสวินจื่อ และการปรับแปรของอารมณ์ธรรมชาติไปสู่อารมณ์ทางศีลธรรมของสวินจื่อ จะช่วยให้เข้าใจพัฒนาการของอารมณ์ทางศีลธรรมของมนุษย์จากมุมของปรัชญาจีน

(6) ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน (หัวหน้าโครงการ) ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาเรื่อง “พระพุทธศาสนากับอารมณ์” (Buddhism on Emotions) โดยจะศึกษาวิเคราะห์แนวความคิด ท่าที และวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในบริบทที่แตกต่างหลากหลายของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 2 ประเด็นคือ (1) ศึกษาอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในองค์ประกอบทางจิตใจ ตามทัศนะของพุทธศาสนา โดยจะพิจารณาภาวะทางอารมณ์ของมนุษย์ เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความโศกเศร้า ความรื่นรมย์ ความเมตตากรุณา (2) ศึกษาอุบาย กลวิธีของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ในการจัดการอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในบริบทต่าง ๆ ผ่านเรื่องเล่าในคัมภีร์และตำนานของพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

(7) รศ.เนื่องน้อย บุณยเนตร (นักวิจัย) ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่อง “ความรุนแรงในครอบครัวกับการให้อภัยในยุติธรรมสมานฉันท์” (Domestic Violence and Forgiveness in Restorative Justice) โดยทำการวิเคราะห์แนวคิดและการตัดสินทางคุณค่า (อารมณ์) ที่เกี่ยวข้องกับการให้อภัยในกรณีผู้หญิงที่ถูกกระทำทารุณกรรมซ้ำซาก (battered women) เพื่อตอบปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของการให้อภัย เช่น การให้อภัยในกรณีเช่นนี้ขัดแย้งกับคุณค่าสำคัญ เช่น การเคารพตนเองของผู้หญิงหรือไม่ เพราะถ้าหากการให้อภัยคือการเอาชนะอารมณ์โกรธแค้น ซึ่งในอารมณ์โกรธแค้นเองจะต้องมีการตัดสินคุณค่าตนเองของเหยื่อ และหากอารมณ์โกรธแค้นดังกล่าวมาจากการตัดสินที่ถูกต้องชอบธรรม อารมณ์โกรธแค้นก็เป็นอารมณ์ที่ถูกต้องชอบธรรม การให้อภัยซึ่งก็คือการเอาชนะความโกรธแค้นที่ถูกต้องชอบธรรม จะเป็นการละเมิดความเคารพในคุณค่าของตนเองหรือไม่ ยิ่งหากเข้าใจว่าความรุนแรงในครอบครัวอันนำมาสู่การโกรธแค้นนี้มิได้เป็นปัญหาระดับบุคคล แต่เป็นปัญหาโครงสร้างของการกดขี่ทางเพศในสังคมชายเป็นใหญ่ กระนั้นการเน้นปัญหาเชิงโครงสร้างก็มิได้หมายความว่าจะต้องยอมรับการลดอำนาจเชิงศีลธรรม (moral agency) ของหญิงผู้เป็นเหยื่อ นอกจากนี้ ผู้วิจัยจะชี้ให้เห็นนัยสำคัญของเรื่องนี้ว่ามีผลกระทบต่อการนำแนวคิดยุติธรรมสมานฉันท์มาใช้กับคดีความรุนแรงในครอบครัวที่ชายกระทำทารุณกรรมซ้ำซากต่อภรรยาของตนอย่างไร

งานวิจัยที่กล่าวข้างต้นนี้มุ่งพิจารณาประเด็นทางอารมณ์ความรู้สึกที่สัมพันธ์กับสำนึกและชีวิตทางจริยธรรมของมนุษย์ อารมณ์ความรู้สึกในฐานะองค์ประกอบสำคัญและจุดเริ่มต้นในกระบวนการให้การศึกษาหรือการขัดเกลาด้านจริยธรรม ในวัฒนธรรมความคิดของชาวตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดของปราชญ์สำนักขงจื่อ แนวความคิดในคัมภีร์พุทธศาสนา และในวัฒนธรรมความคิดของตะวันตก ที่ปรากฏในงานเขียนของนักปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่และนักปรัชญาสมัยปัจจุบันคนสำคัญ รวมถึงการพิจารณามิติทางอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการความยุติธรรมที่จะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อผู้หญิง ในฐานะเหยื่อผู้ถูกกระทำจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 90    หน้าที่ : 30    จำนวนคนเข้าชม : 1405   คน