เมนู



ฉบับพิเศษ

กุมภาพันธ์  2557




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

1681061

รายละเอียด

ทำไมจึงต้องศึกษา “100 เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย”
ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
thapkaew@yahoo.com


โดยทั่วๆ ไปแล้ว ดูเหมือนว่า คนไทยปัจจุบันตระหนักถึงความสำคัญ สนใจที่จะเรียนรู้และฟังเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่มาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า สังคมไทยเป็นสังคมประวัติศาสตร์ ในแง่ที่คนจีน เวียดนาม เกาหลีและญี่ปุ่นมีให้แก่ประวัติศาสตร์ของตนเอง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์อันเลวร้ายที่คนชาติเหล่านั้นประสบมาตลอดในอดีต แม้คนไทยเดินท้องถนนได้รับการปลูกฝังให้รักชาติผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติในโรงเรียน แต่เกือบทั้งหมดกลับมีความรู้ประวัติศาสตร์ไทยอย่างผิวเผินและสับสน อันเป็นผลมาจากการความล้มเหลวของระบบการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และสังคมศึกษาในระดับตั้งแต่โรงเรียนถึงมหาวิทยาลัย ประการหนี่ง และความพึงใจที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสื่อบันเทิงอย่างไม่เป็นทางการ อีกประการหนึ่ง
 
เรามักได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านเมืองออกมากล่าวเสมอว่า ประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมไทยมีความสำคัญ และต่างยังแสดงความเป็นห่วงว่า คนไทยรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติ พูด อ่าน เขียนและใช้ภาษาไทยอย่างผิดๆ ตลอดจนละทิ้งวัฒนธรรมอันดีของไทย อย่างไรก็ตาม ท่านเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มักพูดไปตามบทที่ข้าบริพารเขียนให้ เพราะตั้งแต่ออกจากโรงเรียนมาก็คงไม่เคยแตะต้องหนังสือประวัติศาสตร์ไทยสักเล่มหนี่งเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาวัฒนธรรมไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเน้นในเรื่องของเถิดเทิงเริงอารมณ์มากกว่าความรู้

มีตัวอย่างสองสามตัวอย่างที่ขอยกมาแสดงถึงความน่าเศร้าใจเกี่ยวกับสถานภาพประวัติศาสตร์ไทย ตัวอย่างแรกเกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว เมื่อกรรมาธิการการศึกษาของรัฐสภาได้เรียกเจ้าหน้าที่กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการไปสอบถามดูว่า เด็กไทยรุ่นใหม่ทำไมจึงไม่รู้ว่า บรรพบุรุษไทยอพยพมาจากภูเขาอัลไต เพราะในสมัยท่านเมื่อ 50-60 ปีก่อนเรียนและเชื่อกันมาอย่างนั้น ความจริงนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษากันอย่างระมัดระวังและเลิกเชื่อเรื่องนี้มาราว 40 ปีแล้ว เพราะพบว่า ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ผู้เขียนหนังสือ หลักไทย เอาความคิดของนักวิชาการฝรั่งที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการค้นคว้าที่ดีมาแต่งเติมให้เลยเถิดไป อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยหัวเมืองแห่งหนึ่งทางเหนือได้เข้าไปตรวจห้องสมุดแล้วเกิดสงสัยว่า ทำไมห้องสมุดกลางยังไม่ได้จำหน่ายออกหนังสือ คำให้การชาวกรุงเก่า เพราะเป็นหนังสือพิมพ์มานานแล้ว โดยไม่รู้เลยว่า นี่คือเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ

ถ้ามองในแง่มุมวิชาการ แก่นสารของมนุษยศาสตร์อยู่ที่การเรียนรู้ประสบการณ์ด้านอารมณ์ทั้งความสมหวังและผิดหวัง ความรู้สึกนึกคิด และสุนทรียรส การเข้าถึงประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมเหล่านี้เป็นไปได้โดยผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณกรรม และปรัชญา ซึ่งเป็นเสมือนสามแกนหลักของมนุษยศาสตร์ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งอัตลักษณ์ของชุมชนและความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างสังคมต่างๆ กำลังถูกทำให้สลายลง วิชาการด้านมนุษยศาสตร์สามารถทำหน้าที่ต้านการครอบงำของอิทธิพลของทุนนิยมสุดขั้วได้ โดยกระตุ้นให้คนในสังคมได้ย้อนพินิจคิดถึงคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และเรียนรู้ที่จะประเมินประสบการณ์ด้านสังคม อารมณ์ จริยธรรม-คุณธรรม ศิลปะและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
 
บทบาทและคุณค่าทางการศึกษาของประวัติศาสตร์ในฐานะสาขาหนึ่งของมนุษยศาสตร์อาจไม่ตรงกับความเข้าใจและการรับรู้ที่ได้ปลูกฝังกันมาในระบบการศึกษาของไทยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปลูกฝังชาตินิยม (หรือที่จริงๆ แล้ว คือ เชื้อชาตินิยม) ความรักชาติ และการครอบงำด้วยอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมซึ่งมาพร้อมกับการสร้างรัฐชาติ ดังนั้น จึงมีคำถามสำคัญหลายคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์คืออะไร มีบทบาทและหน้าที่อย่างไรในสังคม ในสังคมอารยะทั้งหลาย งานเขียนทางประวัติศาสตร์เป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของแนวคิดที่อิงปรัชญาศาสนาและอุดมการณ์ที่จรรโลงสิทธิธรรมของชนชั้นปกครอง การเขียนและการศึกษาเรื่องราวในอดีตจึงเป็นกิจกรรมของปัญญาชนสายนักบวชและนักปราชญ์ราชบัณฑิต

ในสังคมไทยสมัยเก่า ผู้คนไปวัดฟังเทศน์และบางครั้งได้ฟังตำนาน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการเล่าเรื่องราวในอดีตในกรอบของประวัติศาสตร์สากลที่มีคัมภีร์มหาวงศ์ (รจนาขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 6) ของลังกาเป็นแม่แบบ ตำนานเป็นเรื่องเล่าที่คนไทยในอดีตคุ้นที่สุดเพราะนำหลักแห่งกรรมมาอธิบายชะตากรรมของตัวละครในอดีต งานเขียนอีกประเภทหนึ่งที่มีพัฒนาการคู่กันมา คือ พระราชพงศาวดาร หรือ เรื่องราวของ “ราชวงศ์ผู้อวตาร” (คำว่า ราชวงศ์ แปลว่า กษัตริย์) งานเขียนนี้ในสมัยโบราณถือว่า เป็นราชาปโภคอย่างหนึ่ง จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เหตุที่ว่า ศักดิ์สิทธิ์เพราะเขียนขึ้นเพื่อจรรโลงความชอบธรรมของราชวงศ์ที่ครองอำนาจอยู่ และยังเป็นทั้งแบบอย่างวรรณกรรมร้อยแก้ว และตำรับโบราณราชประเพณีและการปกครอง กษัตริย์ทรงถือเป็นพระราชภาระสำคัญในการชำระแก้ไขพระราชพงศาวดารเป็นคราวๆ ไป ข้อสังเกตจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือ ประวัติศาสตร์เป็นกิจกรรมของคนชั้นสูง เรื่องราวต่างๆ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านแนวคิดจริย-คุณธรรมของนักบวชและอุดมการณ์ของชนชั้นปกครอง โดยที่ไพร่สามัญชนมีหน้าที่ฟังและถูกสอนให้เชื่อฟัง

ในสมัยที่ลัทธิจักรวรรดินิยมและแนวคิดของตะวันตกเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของรัฐผลักดันให้ชนชั้นปกครองของไทยต้อง ปฏิรูปการปกครอง โดยละทิ้งรูปแบบ “รัฐราชาธิราช” และสร้าง “รัฐไทย” ขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บทบาทของประวัติศาสตร์ในสังคมไทยได้เปลี่ยนไปด้วย “ประวัติศาสตร์ชาติ” ได้เข้ามาแทนที่ตำนานและพระราชพงศาวดารในการสร้างความรู้สึกร่วมในชะตากรรมของคนที่อยู่ในพรมแดนการเมืองเดียวกันที่เกิดขึ้นใหม่
 
ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พัฒนาไปสู่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมบนพื้นฐานของแนวคิดเรื่อง “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” แม้เมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน 2475 คำว่า ชาติ ก็ยังแสดงนัยของ “เชื้อชาติไท” หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ไทยย้อนหลังกลับไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยบทเล่าเรื่องความเป็นมาของชนชาติไทใน “บ้านเมืองเดิม” ในประเทศจีน ก่อนถูกผลักดันให้เคลื่อนย้ายเป็นลำดับลงมาสู่ดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ความสำคัญที่ให้แก่อดีตอันรุ่งเรืองของบรรพบุรุษไทยอาจเป็นของใหม่ที่น่าตื่นเต้น ได้ทำให้ประวัติศาสตร์ชาติในสมัยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแล้วมีบทบาทยิ่งขึ้นในการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยม โดยที่หลักการและแนวคิดในการนำเสนอเรื่องราวของสังคมไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย ทั้งๆ ที่คำขวัญใหม่คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” โดยนัยแล้ว “รัฐธรรมนูญ” ย่อมเกี่ยวข้องกับประชาชนและประชาธิปไตย แต่ไม่เคยมีภาพของไพร่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเลย

ในแง่มุมของรัฐและชนชั้นปกครอง ความสำเร็จของประวัติศาสตร์ชาติอยู่ที่การปลูกฝังให้คนไทยรักชาติ ภาคภูมิใจในวีรกรรมของวีรบุรุษและเชื่อมั่นในบูรณาการของรัฐชาติ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ชาติ (ไม่ว่าของชาติใด) มักผิวเผิน บิดเบือน ไม่เคยเป็นกลางและเป็นบ่อเกิดของทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสัมพันธไมตรีที่ดีกับเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น จึงต้องเข้าใจว่า งานเขียนประวัติศาสตร์มีจุดยืนเสมอ ไม่ว่าจากแง่มุมการเมือง ความเชื่อทางศาสนา หรือ อำนาจนิยม

ในความเป็นจริงแล้ว งานเขียนประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นเสรีภาพและพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยของรัฐ ในประเทศอย่างเช่น เกาหลีเหนือ ซึ่งปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ประชาชนถูกยัดเยียด มอมเมาและล้างสมองให้เชื่อประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์เพียงฉบับเดียว และไม่เปิดโอกาสให้มีกลุ่มปัญญาชนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ ในสังคมกึ่งประชาธิปไตยของไทย ซึ่งประชาชนถูกหลอกว่าเป็นใหญ่แต่ไม่เคยเป็นใหญ่ ประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาปัญญาแก่สังคม ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นสาขาหนึ่งของมนุษยศาสตร์มุ่งเน้นที่จะ “รู้” ข้อเท็จจริงและ “เข้าใจ” ประสบการณ์ด้านต่างๆ ของมนุษย์ บนพื้นฐานของตรรกศาสตร์และวิพากษ์วิธี เมื่อมองจากแง่มุมวิชาการ ทักษะในการวิพากษ์วิจารณ์และการตีความข้อมูลที่อยู่ในตรรกวิสัยเป็นกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาที่มาพร้อมกับประวัติศาสตร์ศึกษา

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ต่อสังคม จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความเข้าใจประเด็นต่อไปนี้อย่างชัดเจนเสียก่อน
 
ประเด็นแรก คือ จารีตนิยมที่ปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้พยายามปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยราชาธิปไตยว่า คนไทยต้องเรียนประวัติศาสตร์ไทยเพื่อให้รัก “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” แต่ประวัติ-ศาสตร์ที่ยัดเยียดให้นักเรียนนักศึกษาท่องจำและเชื่อนั้น มีเนื้อหาจำกัดเพียงเรื่องของสถาบันกษัตริย์ ลัทธิเชิดชูวีรบุรุษ การสงครามและการเมืองที่มองจากส่วนกลาง ซึ่งทำให้ต้องหาแพะรับบาปมาวิพากษ์วิจารณ์และประณาม ยิ่งกว่านั้น ประวัติศาสตร์เชิงอนุรักษ์นิยม พอใจที่จะพูดถึงแต่สิ่งที่ดีและสวยงาม เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ “เป็นการแสดงความอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ” เพราะฉะนั้น คนไทยจึงเหมือนไม่ได้บทเรียนจากประวัติศาสตร์นัก
ประเด็นที่สอง คือ ความเข้าใจธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับนิยามของคำว่าประวัติศาสตร์ด้วย อาจมีคนอธิบายความหมายของประวัติศาสตร์ไว้จากจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์แล้ว

“ประวัติศาสตร์ คือ การศึกษาเรื่องราวสำคัญๆ ที่เชื่อว่าได้เกิดขึ้นจริง เกี่ยวกับประสบการณ์ด้านต่างๆ ของมนุษย์ในสังคมใดสังคมหนึ่ง บนพื้นฐานการวิพากษ์วิเคราะห์หลักฐานเอกสารชั้นต้นและหลักฐานร่วมสมัยอื่นๆ เพื่อเข้าใจปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน”

นิยามข้างต้นนั้น ผู้เขียนได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ของครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การศึกษาเพื่อเข้าใจประสบการณ์ด้านต่างๆ ของมนุษย์ หาได้จำกัดอยู่ที่เรื่องการเมือง การสงคราม สถาบันกษัตริย์ และอภิสิทธิชนทั้งหลายไม่ ประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหลวงและวิถีชีวิตราษฎร์ ภูมิปัญญาและแม้กระทั่งอารมณ์ ล้วนเป็นประเด็นที่ควรได้รับความสนใจในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางประวัติศาสตร์มาจากการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานร่วมสมัยหรือข้อมูลชั้นต้น (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารเสมอไป) ยิ่งกว่านั้น เอกสารประวัติศาสตร์รวมถึงเอกสารใดก็ได้ ที่นำมาใช้ศึกษาเพื่อเข้าใจประสบการณ์ด้านหนึ่งด้านใดของมนุษย์ เช่น งานวรรณกรรม และตัวบทกฎหมาย เป็นต้น เป็นที่น่าเสียดายว่า การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยในระดับโรงเรียนไปจนถึงอุดมศึกษาจนบัดนี้ แม้ว่าจะเป็นการเรียนรู้เรื่องราวของตัวเอง แต่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวิธีการสอนแบบให้จดจำเรื่องราวและท่องจำวันเดือนปีของเหตุการณ์สำคัญ โดยแทบไม่รู้จักและเคยอ่านเอกสารชั้นต้นทั้งครูและนักเรียน ผู้เขียนเคยไปอบรมครูสอนสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์และพบว่า แม้แต่จารึกพ่อขุนรามคำแหง ครูจำนวนมากก็ไม่เคยได้เห็นตัวเนื้อความจริงๆ เลย ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์จึงล้มเหลว และช่วยตอกย้ำลักษณะทุติยหรือตติยภูมิของสังคมไทย การเป็นสังคมทุติยหรือตติยภูมิหมายถึงความพร้อมที่จะเชื่อข้อมูลทุกอย่างที่ถูกยัดเยียดให้โดยไม่สนใจวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาเสียก่อน
 
การประเมินสถานภาพและปัญหาการรับรู้ประวัติศาสตร์ของสังคมไทย เป็นแรงดลบันดาลใจผู้เขียนเสนอโครงการวิจัยเรื่อง “100 เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย” ต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และได้รับอนุมัติให้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 โดยมีกำหนดระยะเวลาสามปี (สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2554) จุดประสงค์หลักของโครงการวิจัยฯ นี้มีดังนี้

1. เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์และการศึกษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยที่คัดสรรแล้วจำนวน 100 เรื่อง ซึ่งเป็นเอกสารชั้นต้นและ\\หรือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจประสบการณ์ด้านต่างๆ ของสังคมไทย ทั้งนี้โดยมีการจัดเป็นกลุ่มที่สะท้อนพัฒนาการของสังคมไทยอย่างสมดุล อันได้แก่ จารึกโบราณ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เอกสารภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับไทย (ภาษาจีน ญี่ปุ่น โปรตุเกส ดัตช์ ฝรั่งเศสและอังกฤษ) ซึ่งบางเรื่องแปลใหม่หรือศึกษาใหม่ในเชิงประวัติ-ศาสตร์นิพนธ์ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญแก่เอกสารกฎหมาย งานวรรณกรรมและเอกสารภูมิปัญญาไทยบางเรื่อง

2. เพื่อขยับขยายพรมแดนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย โดยตอบโจทย์วิจัยว่า เอกสารสำคัญแต่ละเรื่องมีความสำคัญอย่างไร บริบททางประวัติศาสตร์ของเอกสารแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร ทั้งนี้โดยมีสารวิพากษ์ หรือ การวิเคราะห์เนื้อความประกอบด้วย

3. เพื่อสร้างกลุ่มนักวิจัย ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยรุ่นอาวุโส รุ่นกลางและรุ่นใหม่จากต่างสาขาวิชาและหน่วยงานกัน (จารึกศึกษา ภาษา วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์และกฎหมาย) ที่พร้อมทำงานในลักษณะสหสาขาวิชาในกรอบของมนุษยศาสตร์ ทั้งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่การสร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนรุ่นเก่าในสาขาวิชาที่อาจขาดแคลนผู้รู้อย่างลึกซึ้งในอนาคต

โครงการวิจัยใดๆ ก็ตาม จะเป็นการสูญเปล่าถ้าทำมาแล้วขึ้นหิ้ง โดยเฉพาะโครงการวิจัยส่วนใหญ่ด้านภาษาและวรรณกรรมที่ท่วมท้นไปด้วยทฤษฎีและไม่สามารถสื่อสารกับคนส่วนใหญ๋ได้ รวมทั้งไม่สามารถเชื่อมโยงหรือตอบคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ในสังคมไทย หรือ “แผ่นดินแม่” ได้ โครงการวิจัย “100 เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย” เป็นการรวมกำลังกันของกลุ่มนักวิจัยที่ต้องการรู้จักแผ่นดินแม่ผ่านการศึกษาเอกสารชั้นต้น ด้วยวิธีการที่นักวิชาการไทยไม่ค่อยคุ้นเคยและทำกันอย่างจริงจังมาก่อน โดยเฉพาะเอกสารโบราณและเอกสารภาษาต่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความรู้พิเศษ ประโยชน์ที่ชัดเจนของการดำเนินการในโครงการนี้ คือ ไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยได้รู้จักเอกสารประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่ยังทำให้เข้าถึงตัวเอกสารหายาก ซึ่งนักวิจัยได้นำมาศึกษาวิเคราะห์และอธิบายด้วยหลักวิชาการ ตลอดจนชี้ให้เห็นประโยขน์ของเอกสารสำคัญต่อการเข้าใจพัฒนาการด้านต่างๆ ของสังคมไทย ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาจารึกวัดศรีชุมอย่างละเอียดลออ ทำให้ต้องทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยในช่วงก่อร่างสร้างรัฐใหม่ ตลอดจนความรู้ด้านอักษรศาสตร์ที่ประเมินค่ามิได้ หรือ จารึกลักษณะโจร ซึ่งบ่งบอกลักษณะเด่นของแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันของชุมชนแบบไทยโบราณ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากจารีตนิยมที่รักษาอยู่ในวรรณกรรมเก่าสุดเรื่องหนึ่งของชนชาติไทคือ คำสอนขุนบูรม (ธรรมศาสตร์ขุนบรม) และสืบเนื่องต่อมาในกฎหมายตราสามดวงในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์
 
โครงการวิจัยฯ นี้ ได้คัดสรรเอกสารสำคัญมาโดยเน้นเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อการศึกษาประสบการณ์ในสังคมไทย มากกว่าจะคำนึงถึงข้อที่ว่า เอกสารนั้นเป็นของใครและสั้นหรือยาว เอกสารที่เลือกนั้นอาจเป็นเอกสารที่มีอายุเก่าแก่มาก ในขณะที่บางเรืองที่หยิบยกมาศึกษาอาจเป็นเอกสารที่ไม่สู้เก่ามากและอาจมีบางเรื่องเป็นเอกสารร่วมสมัย เช่น ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่ “ให้ผู้น้อยเลิกหมอบคลานกราบไหว้ต่อเจ้านายและผู้มีบรรดาศักดิ์” ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือ ประกาศคณะราษฎร เป็นต้น เอกสารบางเรื่องเป็นเอกสารที่ยากมากและต้องใช้นักวิจัยร่วมกันศึกษากับผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเวลานาน เช่น คำสอนขุนบูรม กำสรวลสมุทร และพระตำรากัลปนาเมืองพัทลุง เป็นต้น ส่วนเอกสารต่างประเทศโดยเฉพาะเกี่ยวกับเชียงใหม่และล้านนานั้นได้นำมาศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพราะมีข้อมูลด้านสังคมและวัฒนธรรมซึ่งไม่ปรากฏในเอกสารไทยเลย เอกสารบางเรื่อง เช่น เอกสารภาษาจีนของราชสำนักริวกิวที่ติดต่อกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับการแปลออกเป็นภาษาไทยเป็นครั้งแรก

นับตั้งแต่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 โครงการวิจัยฯ ได้พิมพ์หนังสือออกมาแล้ว 3 เล่ม คือ “100 เอกสารสำคัญ: สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย” ลำดับที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ รวมเอกสารที่นำมาเสนอประมาณเกือบ 30 เรื่องที่มีสาระหลากหลาย ผู้เขียนคำนึงถึงอยู่เสมอว่า งานวิจัยย่อมจะมีประโยชน์ที่สุดก็ต่อเมื่อมีผู้นำไปใช้ ในกรณีนี้ กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือ ครูผู้สอนสังคมศึกษา ภาษาไทย และประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นผู้นำความรู้และแนวคิดในการศึกษาเอกสารในเชิงวิเคราะห์เข้าสู่ระบบการศึกษาไทย

ดังนั้น โครงการวิจัยฯ จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยจัดย้ายการประชุมไปในภูมิภาคต่างๆ เพื่อกระจายโอกาสแก่ครูอาจารย์ทั้งหลายอย่างทั่วถึง การจัดประชุมที่ผ่านมาสามครั้งที่พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และเชียงใหม่ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เพราะมีผู้สนใจข้าร่วมประชุมนับพันเกินกว่าจะรับได้ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ความสนใจประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้ลดลงและมีครูอาจารย์จำนวนมากที่พร้อมจะเรียนรู้ข้อมูลใหม่แลการวิเคราะห์หลักฐานประวัติศาสตร์อย่างสมเหตุสมผล การจัดประชุมครั้งสุดท้ายที่โรงแรมเชียงใหม่ออคิด ระหว่างวันศุกร์ที่ 5 ถึงอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 ถือว่า ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการกระตุ้นให้บุคลากรด้านการเรียนการสอนสนใจเรื่องราวของแผ่นดินแม่ เพราะมีผู้เข้าร่วมประชุมเกือบ 400 คน ซึ่งถือว่า เป็นความจลาจลที่นำความพอใจมาสู่ผู้ร่วมโครงการวิจัยฯ
 
มีข้อที่น่าสังเกตว่า ความสำเร็จของการประชุมที่เชียงใหม่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า นักวิจัยรุ่นใหม่บางท่าน (ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ) สามารถตรึงผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ด้วยการแปลงผลการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ (โคลงนิราศหริภุญไชย) เป็นสื่อมัลติมีเดียได้อย่างสวยงามและมีชีวิตชีวา

ผู้ร่วมโครงการวิจัยนี้ทราบดีว่า เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมีมากมาย กลุ่มคณะบุคคลอื่นอาจมีรายชื่อเอกสารชุดที่แตกต่างออกไปด้วยอาศัยเกณฑ์และจุดยืนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เช่น การที่เรานำความจาก “สมบัติผู้ดี” มาเป็นประเด็นศึกษา เพราะเห็นว่า เป็นเครื่องที่สะท้อนประสบการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของไทย โดยคนชั้นสูงได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกในเรื่อง มารยาทสังคม (manners and social etiquettes) และพยายามปรับทัศนคติของคนไทยให้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมอันดีแบบฝรั่ง บางท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กเกินไป ในขณะที่เราให้ความสำคัญแก่เอกสารนี้เพราะถือว่าให้ข้อคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ทางสังคม เมื่อคนชั้นสูงไทยรับและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันตกให้เข้ากับกรอบวัฒนธรรมไทย ความจริงประวัติศาสตร์ไม่ได้ให้บทเรียนอะไรแก่คนรุ่นหลัง เพราะคนรุ่นหลังก็ยังทำอะไรผิดเหมือนเดิมและปัจจัยที่เผชิญใหม่ก็ไม่เหมือนเดิม แต่ประวัติศาสคร์ให้ข้อคิด ซี่งบางทีเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความอ้ำๆ อึ้งๆ เช่น ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่ ซึ่งเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 5 ที่ว่า
 
“แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหวในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้น ได้ความเหน็จเหนื่อยลำบาก เพราะจะให้ยศแก่ท่านผู้ใหญ่ ก็การทำยศที่ให้คนหมอบคลานกราบไห้วนี้ ไม่ทรงเหนว่า มีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ผู้น้อยที่ต้องมาหมอบคลานกราบไห้วให้สยศต่อท่านผู้ที่เปนใหญ่นั้น ก็ต้องทนลำบากอยู่ จนสิ้นวาระของตนแล้วจึงจะได้ออกมา พ้นท่านผู้ที่เปนใหญ่ ธรรมเนียมอันนี้แลเหนว่า เปนต้นแห่งการที่เปนการกดขี่แก่กันทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงจะต้องละพระราชประเพณีเดิม ที่ถือว่าหมอบคลานเป็นการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย”

เอกสารประวัติศาสตร์ที่ยกมานี้ให้ข้อคิดอย่างไรแก่คนไทยในสมัยประชาธิปไตย โดยเฉพาะเอกอัครคราชทูตไทยทั้งหลายที่ควรจะสง่างามในนานาอารยประเทศ คงต้องขอให้ผองไทยทั้งหลายไตร่ตรองกัน และถ้าจะให้ดี ขอให้ทุกคนยกมือทั้งสองขึ้นเหนือหัวเพื่อแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั่วกัน.
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 90    หน้าที่ : 12    จำนวนคนเข้าชม : 2319   คน