เมนู



ฉบับพิเศษ

กุมภาพันธ์  2557




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

1662134

รายละเอียด

ของเล่น 9 อย่างกับหลักการเกิดเสียง
เรียบเรียงโดย ขวัญชนก ลีลาวณิชไชย
kwanchanok@trf.or.th


เด็กกับของเล่นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นอกจากการเล่นของเล่นจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว ของเล่นยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยอีกด้วย แต่ปัจจุบันความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีทำให้ของเล่นเด็กมีพัฒนาการอย่างมาก จนอาจทำให้หลายคนหลงลืมของเล่นพื้นบ้านที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุที่อยู่ในท้องถิ่นก็เป็นได้

แต่ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของอาจารย์ไพรรุ่ง งามสมพรพงศ์ หัวหน้าโครงการที่ได้รับทุนวิจัยในชุดโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น สกว. มีจินตนาการและความคิดที่กว้างไกลว่า หากผนวกวิธีการจัดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เข้ากับของเล่นพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่นแล้ว น่าจะทำให้เด็กนักเรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ที่หลายคนเห็นว่ายาก และน่าเบื่อได้บ้าง

ประชาคมวิจัยฉบับนี้จึงอยากแนะนำ “ของเล่นพื้นบ้าน” ที่ว่าทั้ง 9 ชนิดซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแถบภาคเหนือที่อาจารย์ไพรรุ่ง ได้นำมาประกอบชุดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์เรื่องเสียง ให้แก่นักเรียนโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ที่นอกจากจะสร้างความเพลิดเพลิน ความสนุกสนานจากการเรียนวิชาฟิสิกส์ให้กับเด็ก ๆ แล้ว ยังถือได้ว่าอาจารย์ได้พลิกฟื้นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษอันมีค่ายิ่งให้แก่ท้องถิ่นอีกด้วย

• ลูกข่างโว้
ของเล่นประดิษฐ์จากไม้ไผ่เหี๊ยะ หรือไผ่รวก บ้างก็เรียกลูกข่างโว้ว่า บะข่างโว้ หรือ บะโว้ ซึ่งเป็นการตั้งชื่อตามเสียงที่ดัง \\\"โว้ ๆ ๆ ๆ\\\"

วิธีเล่น

ใช้เชือกพันด้านบนของไม้ที่เสียบ โดยหันรูที่เจาะทแยงเข้าหาตัว พันเชือกออกด้านนอกตัว ใช้มือซ้ายจับตัวลูกข่างกับเชือก มือขวาถือไม้ยิงสอดใต้มือซ้าย แล้วร้อยเชือกเข้ากับไม้ยิง จับแกนไม้และไม้ยิงด้วยมือซ้าย มือขวาดึงเชือกแรง ๆ ลูกข่างจะหลุดและหมุนเอง เสียงดัง โว้.ว..ว เพราะลิ้นลูกข่างทวนลม

ทิศทางการหมุนของลูกข่างโว้ ที่จะทำให้เกิดเสียงได้นั้นขึ้นกับลักษณะรอยบากของช่องอากาศ ส่วนใหญ่ ผู้ผลิตมักจะบากช่องอากาศ เพื่อให้หมุนไปทางขวา (ตามเข็มนาฬิกา) แล้วเกิดเสียง (เพราะคนส่วนใหญ่ถนัดขวา) ดังนั้นถ้าหมุนไปทางซ้าย (ทวนเข็มนาฬิกา) จะไม่เกิดเสียง

ลักษณะการเกิดเสียง

เกิดจากการที่อากาศอัดผ่านช่องบากเข้าไปในกระบอกขณะที่ลูกข่างโว้ กำลังหมุน มุมของการบากช่องอากาศ รวมทั้งความเร็วในการหมุนของลูกข่างที่เหมาะสม จะทำให้เกิดเสียง อยู่ช่วงหนึ่ง ลูกข่างโว้ลูกใหญ่ จะให้เสียงความถี่ต่ำ (เสียงทุ้ม) เนื่องจากมีมวลอากาศในลูกข่างมาก ส่วนลูกข่างโว้ลูกเล็กให้เสียงความถี่สูง (เสียงสูง) เพราะว่ามีมวลอากาศในลูกข่างน้อยกว่า

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

• การเกิดเสียงสูง เสียงต่ำ โดยให้นักเรียนทดลองเล่นลูกข่างโว้ขนาดต่างๆกัน ฟังลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้น จากลูกข่างโว้ขนาดต่างๆ แล้ววิเคราะห์ลักษณะของเสียงสัมพันธ์กับรูปร่างของลูกข่าง

• บีตส์ (beats) ของเสียง ใช้ลูกข่างโว้ชนิด 2 ช่องและ 3 ช่อง ให้นักเรียนฟังเสียงบีตส์ที่เกิดขึ้นขณะกำลังหมุน เนื่องจากเสียงออกมาจากลูกข่างลูกเดียวกันแต่ขนาดรอยบากต่างกันเล็กน้อย เสียงจึงมีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย เมื่อเสียงรวมกันจึงเกิดเป็นจังหวะดัง ค่อย เรียกว่า บีตส์
• ถึ่มทึ้ม
เนื่องจากสมัยก่อนชาวบ้านนำไม้ซางมาทำรั้ว แล้วเห็นว่าไม้ที่เหลือจากการทำรั้วน่าจะนำมาทำอย่างอื่นได้อีก จึงคิดทำของเล่นให้กับลูกหลานเล่นยามพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ทำให้เกิดของเล่นชิ้นนี้ขึ้นมา ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กลองกิ่ง ตึงตึง ตึ่งตึ้ง ซึงไม้ซาง เป็นเครื่องดนตรีหัดให้เด็กฝึกเล่น

วิธีเล่น

ใช้นิ้วดีดที่ไม้ดีดเป็นจังหวะ หรือใช้ไม้ตีก็ได้ หากทำหลายตัวอาจเล่นไล่ระดับเสียงเหมือนกับระนาด และจะทำให้เกิดเสียงดัง ถึ่ม...ทึ้ม
 
ลักษณะการเกิดเสียง

เกิดจากการสั่นของเส้นเสียง ด้วยการดีด หรือ ตี ทำให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะ ซึ่ง ถ้าขนาดของเส้นเสียง (เส้นไม้ไผ่) ที่แกะออกมาไม่เท่ากัน เสียงที่เกิดจากการดีดเส้นเสียงก็จะมีระดับเสียงต่างกัน

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

เปรียบเทียบ ความดังของเสียงที่เกิดจากการดีดเส้นเสียงด้านข้าง กับด้านบน จะพบว่าด้านบนจะให้เสียงดังกว่า ด้านข้าง เนื่องจากเส้นเสียงด้านบนผ่านเข้าไปในช่องเปิดตรงกลางกระบอกไม้ไผ่ ทำให้คลื่นเสียงเกิดการสั่นพ้อง (resonance) ภายในกระบอกไม้ไผ่ เกิดเสียงดังขึ้น เช่นเดียวกับการเล่นกีตาร์โปร่ง
• นกหวีดไม้ไผ่
นกหวีดไม้ไผ่ทำขึ้นจากไผ่ซางหรือไผ่เหี๊ยะเพียง 2 ท่อน สามารถที่จะเป่าเป็นเสียงนกต่าง ๆ ได้มากมายหลายชนิด ตามแต่ความสามารถของผู้เป่า

วิธีเล่น

ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้มือซ้ายปิดรูหัวท้ายของไม้ท่อนล่าง มือขวาจะจับไม้ท่อนเป่า ให้ด้านเฉียงประกอบกับไม้ท่อนล่างบริเวณที่เจาะรูไว้ เลื่อนไม้ท่อนเป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมทั้งลองเป่าดูว่าจุดไหนที่มีเสียงดัง เมื่อพบจุดที่มีเสียงแล้วให้เปิด - ปิด นิ้วชี้และนิ้วโป้ง เพื่อบังคับเสียงให้เกิดเสียงต่าง ๆ ตามที่ต้องการ

ลักษณะการเกิดเสียง

เกิดจากการเป่าอากาศเข้าไปในรูของกระบอกโดยเป่าผ่านท่อเป่าซึ่งลักษณะของเสียง จะขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างรูกับหลอดที่ใช้เป่า และการใช้นิ้วมือปิด เปิดปากกระบอกด้านหน้าและหลังสลับไปมาขณะเป่าทำให้เกิดเสียงคล้ายเสียงนก

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

ใช้เป็นอุปกรณ์สาธิตการเกิด resonance ของเสียง ในหลอดท่อปลายเปิดและท่อปลายปิดได้
• นกหวีดชัก
ทำจากไม้ไผ่ซาง มีแกนคันชัก (ลักษณะเหมือนลูกสูบ) ในกระบอกสามารถดึงเข้าออกได้ ขณะเป่าเพื่อเพิ่มหรือลดความยาวลำอากาศในกระบอก ทำให้เกิดเสียงจังหวะดัง-ค่อย สลับกัน

ลักษณะการเกิดเสียง และมิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

เกิดจากการเป่าอากาศ ผ่านช่องเป่าที่ปากกระบอกเข้าไป ซึ่งลักษณะของเสียงนั้นจะขึ้นอยู่กับ ความยาวของลำอากาศซึ่งสามารถปรับได้โดยการดึงหรือดันคันชัก ใช้อธิบายเรื่องการเกิดเรโซแนนซ์ของเสียงในท่อปลายปิดได้คือ เมื่อคลื่นเสียงเคลื่อนที่เข้าไปในท่อกระทบปลายปิดก็จะสะท้อนกลับไปในท่อนั้นเกิดคลื่นนิ่ง (standing wave) มีตำแหน่งบัพ (node) เสียงค่อย และตำแหน่งปฏิบัพ (antinode) เสียงดัง
• ป๋องแป๋ง
เครื่องเล่นชิ้นนี้หลายคนคงคุ้นเคยดี เพราะแต่เดิมเป็นสัญลักษณ์ของคนจีนย้อมผ้า ที่หาบปี๊บย้อมผ้าไปตามบ้าน และถือป๋องแป๋งแกว่งไปมาส่งเสียงดัง เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มาก ผู้ใหญ่จึงทำป๋องแป๋งให้เด็กเล่น

วิธีเล่น

ถือป๋องแป๋ง แล้วพลิกมือหมุนกลับไปมา เพื่อจะเหวี่ยงสลัดลูกปัดที่ร้อยติดไว้ข้างๆ ให้ไปกระทบกับกระดาษแก้ว จะเกิดเสียงดัง ป๋องแป๋ง ขึ้น เสียงนี้เกิดจากการกระทบระหว่างลูกปัดกลมกับกระดาษแก้วที่ขึงตึงอยู่ มีหลักการคล้ายกลองทั่วไป

ลักษณะการเกิดเสียง และมิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

การทำป๋องแป๋งนั้นหลักสำคัญอยู่ที่การขึงกระดาษแก้ว จะต้องขึงให้ตึง อย่าให้หย่อน เพราะเสียงป๋องแป๋งจะดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่การขึงกระดาษแก้ว
• กบไม้
ผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักที่เป็นของเล่นเด็กชิ้นนี้ปัจจุบันพบวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปทางแถบจังหวัดทางภาคเหนือ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วจนถึงขนาดใหญ่ ทำจากไม้ฉ่ำฉา ไม้มะพร้าว ไม้แดง ไม้สัก ฯลฯ นำมากลึงและแกะสลักให้มีให้มีรูปร่างเหมือนกบ ภายในตัวกบจะถูกขูดเอาเนื้อไม้ออกจนเป็นช่องว่าง ที่ด้านหลังกบจะแกะสลัก เป็นขั้นไม้ขนาดต่างๆ กัน ไล่ลำดับจากเล็กสุดถึงขนาดใหญ่สุด กลางตัวกบเจาะรูทะลุถึงกัน ใช้สำหรับเก็บไม้ที่ใช้ครูดหลังกบ ปัจจุบันมีการผลิตหลายสีสันให้เลือก นอกจากจะเป็นของเล่นสำหรับเด็ก ๆ แล้ว ยังสามารถนำมาเป็นของใช้ตกแต่งบ้านได้อีกด้วย

ลักษณะการเกิดเสียง

เกิดจากเมื่อใช้ไม้ครูดไล่ด้านหลังตัวกบจากล่างขึ้นบน (คล้ายกับการเคาะ) ขั้นไม้บนหลังตัวกบขนาดต่างๆ กัน ระดับเสียงจะแตกต่างกันไล่ตามลำดับ คล้ายเสียงกบร้อง

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

เรื่องประโยชน์ของกล่อง resonance ของเสียง ภายในตัวกบเป็นช่องว่าง ทำให้เสียงที่เกิดจากการครูดไม้ด้านหลังไปสั่นพ้องในช่องว่าง ทำให้เสียงดังขึ้น
• จั๊กจั่น
หลายๆ คนคงจะเคยเห็นคนขายมักจะเดินเร่ขายของเล่นชิ้นนี้ตามงานวัด โดยคนขายจะถือท่อนไม้พันด้วยฟาง แล้วปักเสียบด้วยของเล่นต่างๆ หลายชนิด จั๊กจั่นเป็นของเล่นพื้นบ้านที่มีมานาน เวลาแกว่งไม้แล้วจะเกิดเสียงคล้ายแมลงชนิดหนึ่งคือ จั๊กจั่น

วิธีเล่น

ต้องหมุนกระบอกที่ถ่วงไปรอบ ๆอย่างรวดเร็ว จะมีเสียงเกิดขึ้น

ลักษณะการเกิดเสียง

เสียงเกิดขึ้นขณะเหวี่ยงกระบอกให้หมุน ทำให้เส้นเอ็นที่ปลายไม้เสียดสีกับยางสน จากนั้นเสียงก็เดินทางผ่านตัวกลางคือเส้นเอ็นมาที่กระบอก ทำให้เสียงดังขึ้น โดยเสียงที่เกิดขึ้น จะมีลักษณะคล้ายเสียงจั๊กจั่น

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

• ใช้สาธิตเรื่องตัวกลางของเสียง และกระบอกขยายเสียง

• สามารถนำมาดัดแปลงโดยเพิ่มขนาดสายให้ยาวขึ้น ให้นักเรียนคนหนึ่งเหวี่ยงหมุนจั๊กจั่น และนักเรียนอีกคนหนึ่ง อยู่ที่ตำแหน่งห่างจากคนหมุนจั๊กจั่น 1 เมตร ฟังเสียงขณะกระบอกเสียงของจั๊กจั่น เข้าใกล้และออกห่าง เปรียบเทียบกัน จะเกิดปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ (doppler effect) คือผู้ฟังจะได้ยินเสียงความถี่เปลี่ยนไปเนื่องจากแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่
• ป๊อกแป๊ก
ลักษณะและวิธีเล่น

ทำจากไม้ มีด้ามจับ ส่วนหัว เป็นกระบอกไม้ ขยับไปมาได้ ด้านข้างมีแขนไม้สองแขน ( ดังรูป ) โดยวิธีเล่นจะเขย่าบริเวณด้ามทำให้กระบอกไม้ที่ติดกับแกนขยับ ไปชนกับแขนไม้ด้านข้าง

ลักษณะการเกิดเสียง

เกิดจากการกระทบกันของกระบอกไม้และไม้ด้านข้าง

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

ใช้สาธิตเรื่องวิธีทำให้เกิดเสียง ด้วยการเคาะ นอกจากนี้ลักษณะของกระบอกไม้ ตรงกลางจะกลวง (ถูกเจาะเอาเนื้อไม้ออก) เมื่อโยกด้ามไม้ให้แขนไม้ด้านข้างไปเคาะกระบอกไม้ เสียงจะดังมาก ทดลองได้โดยถ้าเอากระดาษหรือผ้าอุดปิดช่องในกระบอกไม้เสียงจะเบากว่า (ช่องว่างในกระบอกไม้ช่วยขยายเสียง)
• นกหวีดน้ำ
ของเล่นพื้นบ้านที่ใช้วัสดุในท้องถิ่นชิ้นสุดท้ายนี้ ทำจากดินเหนียวปั้นให้มีรูปร่างคล้ายนก ภายในกลวง แล้วนำไปเผา ที่หัวของนกจะเจาะรูไว้ 1 รู ส่วนที่หางทำเป็นช่องสำหรับเป่า บากช่องคล้ายลิ้นของเสียง เมื่อเป่าต่อเนื่อง เสียงที่เกิดขึ้นจะคล้ายเสียงนก บางครั้งก็เรียกของเล่นชิ้นนี้ว่า “นกหวีดดิน”

วิธีเล่น

ก่อนจะเป่านกหวีดต้องเติมน้ำใส่เข้าไปในตัวนกประมาณครึ่งหนึ่งของตัวนก แล้วเป่าลมเข้าทางหาง

ลักษณะการเกิดเสียง

เกิดจากการเป่าลมเข้าไปทางหาง เมื่ออากาศที่เป่าเข้าไปกระทบกับน้ำในตัวนกแล้วสะท้อนกลับขึ้นมา ในขณะเดียวกันผิวน้ำจะเกิดการสั่น ทำให้เกิดเสียงเป็นจังหวะดัง - ค่อย และระดับเสียง
ต่างกัน เมื่อเป่าต่อเนื่องเสียงที่เกิดขึ้นจะคล้ายเสียงนก

มิติด้านการส่งเสริมทักษะในวิชาฟิสิกส์เรื่องการเกิดเสียง

ขณะที่เป่าอากาศผ่านลิ้นเสียงที่หางนกเข้าไปในตัวนก ที่ใส่น้ำไว้ระดับหนึ่ง เมื่ออากาศที่เป่ากระทบผิวน้ำ ผิวน้ำจะขยับขึ้นลง ทำให้ปริมาณมวลอากาศในตัวนกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในขณะเป่า (ปริมาณมวลอากาศที่สั่น ถ้ามากความถี่ต่ำ ถ้าน้อยความถี่สูง) ระดับเสียงจึงเปลี่ยนแปลงด้วย อุปกรณ์นี้ใช้เป็นสื่อให้นักเรียนฝึกวิเคราะห์ว่า เมื่อเป่าแล้วทำไมจึงเกิดเสียงคล้ายเสียงนกได้
ข้อมูลดี ๆ จาก
ชุดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์เรื่องเสียง โดย อาจารย์ไพรรุ่ง งามสมพรพงศ์ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
http://www.childthai.org

ขอขอบคุณ : อาจารย์ไพรรุ่ง งามสมพรพงศ์ ที่กรุณาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และเอื้อเฟื้อภาพประกอบ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 74    หน้าที่ : 52    จำนวนคนเข้าชม : 18501   คน